เปิดงานวิจัย ปฏิภาณเชิงภาษา ‘สองแง่สองง่าม’ เพลงลูกทุ่งไทย จาก พ.ศ.2500 ถึงยุคออนไลน์

10.09.23 | 18:10 น.

เปิดงานวิจัย ปฏิภาณเชิงภาษา ‘สองแง่สองง่าม’ เพลงลูกทุ่งไทย จาก พ.ศ.2500 ถึงยุคออนไลน์

กลับมาดังเปรี้ยงแบบที่เจ้าตัวเองก็ถึงกับ งง หนักมาก สำหรับเพลงลูกทุ่งที่ขับร้องโดย เดือนเพ็ญ เด่นดวง ที่มีท่อนฮุกกระแทกหูว่า ‘คนจนล่ะมีสิทธิ์มั้ยคะ มีงานให้ทำไหมคะ ปริญญาไม่มี แต่มี…นะคะ’

ล่าสุด ดาราหนุ่มใหญ่ ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ โพสต์ความในใจผ่านเฟซบุ๊กโดยไม่ได้พาดพิงถึงเพลงใดหรือกรณีไหนเป็นพิเศษ ทว่า มีน้ำเสียงความห่วงใยต่อสังคม โดยตั้งคำถามว่า ‘เรามาถึงจุดนี้แล้วหรือ?’ จุดที่เพลงลูกทุ่งมีคำหยาบคาย แต่คนมองเป็นเรื่องขบขัน

อ่านข่าว:‘ป๋อ ณัฐวุฒิ’ ถาม มาถึงจุดนี้ได้ยังไง ในวันที่เนื้อเพลงมีคำหยาบคาย แต่มองเป็นเรื่องขบขัน

งานนี้ไม่พ้นชาวเน็ตร่วมคอมเมนต์คึกคัก โดยไม่น้อยยืนยันว่า เป็นวัฒนธรรมเพลงลูกทุ่งที่เป็นเช่นนี้มานานแล้ว แม้แต่เพลงนี้ก็เป็นเพลงเก่าเมื่อ 30 ปีก่อน และสังคมก็ขบขันกันมานานแล้ว ไม่ถือสาหาความ

อย่างไรก็ตาม คำหยาบ กับ ภาษา ‘สองแง่สองง่าม’ ย่อมไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

Advertisement

ทั้งนี้ มีงานวิจัยบ่งชี้ถึง การใช้คำร้องภาษาเชิงสองแง่สองง่ามที่ ‘ตรงไปตรงมามากขึ้น’ ในยุคหลัง เช่นเพลง “ปูหนีบอีปิ๊”, “Yes แน่นอน” เพราะความคลี่คลายของยุคสมัยเนื่องจากอิทธิพลโลกาภิวัตน์และโดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์

‘มติชนออนไลน์’ ชวนอ่านผลงานวิจัย เรื่อง ปฏิภาณทางภาษาเชิง “สองแง่สองง่าม” ในคำร้องเพลงลูกทุ่งไทย ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ผลงาน ภรัณยู ขำน้ำคู้ วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2560

ผู้วิจัยมีจุดมุ่งหมายในการศึกษา 3 ประการ ประการแรกเพื่อศึกษาการใช้ปฏิภาณทางภาษาเชิงสองแง่สองง่ามในคำร้องเพลงลูกทุ่งไทย

ประการต่อมาเพื่อเปรียบเทียบการใช้ปฏิภาณทางภาษาเชิงสองแง่สองง่ามในคำร้องเพลงลูกทุ่งไทยที่ต่างสมัยกัน และประการสุดท้ายวิเคราะห์วัฒนธรรมทางเพศวิถีที่สะท้อนผ่านภาษาเชิงสองแง่สองง่ามในคำร้องเพลงลูกทุ่งไทย ซึ่งแบ่งยุคเพลงได้เป็น 3 ยุค คือ ยุคแรก (ราว พ.ศ.2500-2519) ยุคกลาง (ราว พ.ศ.2520-2549) และยุคปัจจุบัน (ราว พ.ศ.2550-ปัจจุบัน) โดยใช้เครื่องมือวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และการวิเคราะห์ตัวบท (Textual analysis) จากกลุ่มตัวอย่างเพลงลูกทุ่งไทยที่ศึกษาจำนวน 33 เพลง

ผู้วิจัย พบการใช้ปฏิภาณทางภาษาเชิงสองแง่สองง่าม 8 ประเภท ได้แก่ 1) สัญลักษณ์ 2) คำผวน 3) การเปลี่ยนเสียงสระ/พยัญชนะแต่เห็นเค้าคำสังวาส 4) คำพ้องเสียง 5) คำคุณศัพท์ที่สื่อนัยทางเพศ 6) หักข้อรอจังหวะ 7) การเล่าเรื่อง และ 8) การเลียนเสียงธรรมชาติ โดยพบการใช้ปฏิภาณทางภาษาเชิงสองแง่สองง่ามประเภทสัญลักษณ์มากที่สุด

การใช้ปฏิภาณทางภาษาเชิงสองแง่สองง่ามในคำร้องเพลงลูกทุ่งไทยแต่ละยุคมีความแตกต่างกัน โดยเพลงยุคแรกอยู่ในยุคที่มีการจัดระเบียบสังคมที่ส่งผลต่อความเคร่งครัดในการใช้ภาษาสุภาพ เพลงส่วนใหญ่จึงมีการเซ็นเซอร์ตัวเองสูง

เพลงยุคปัจจุบันพบการใช้คำร้องภาษาเชิงสองแง่สองง่ามที่ตรงไปตรงมามากขึ้นเช่นเพลง “ปูหนีบอีปิ๊”, “Yes แน่นอน” เพราะความคลี่คลายของยุคสมัยเนื่องจากอิทธิพลโลกาภิวัตน์และโดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เช่น Youtube ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแสดงศิลปะของตนอย่างเสรีมากขึ้นและปราศจากการควบคุมจากภาครัฐ

สำหรับวัฒนธรรมทางเพศวิถีพบว่า ภาพลักษณ์และพฤติกรรมทางเพศ สถานที่ และความเชื่อเรื่องเพศ สะท้อนอำนาจของฝ่ายชายหรือสังคมปิตาธิปไตย (Patriarchy) ที่สังคมอนุญาตให้เป็นผู้เริ่มปฏิบัติการทางเพศตั้งแต่ฝากรักไปจนถึงการร่วมเพศ อย่างไรก็ตาม ในหลายๆ บทเพลงโดยเฉพาะยุคกลางและยุคปัจจุบัน เช่น เพลง “ผู้ชายในฝัน”, “ปล่อยน้ำใส่นาน้อง” ก็พบว่าฝ่ายหญิงท้าทายสังคมปิตาธิปไตย ซึ่งฝ่ายหญิงเป็นผู้เริ่มปฏิบัติการทางเพศก่อน ดังนั้น ในบางแง่ของเพลงลูกทุ่งไทยกำลังยกระดับความเท่าเทียมกันทางเพศวิถีหญิงชายไทย

อ่านวิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม:http://cuir.car.chula.ac.th/bitstream/123456789/60250/1/5984685028.pdf