‘กัน นภัทร’ เล่าที่มาของน้ำตา ความกลัว การไม่กล้าสบตาคนและความรู้สึกไม่ดีพอ
ไปร่วมรายการ De-Talk ของตั้มกับโดม เดอะ สตาร์ ที่เผยแพร่ทางแชแนลยูทูบ โดย กัน นภัทร ได้เล่าหลากเรื่องราวในชีวิต ความคิดความเห็นและสิ่งที่ได้ประสบพบเจอในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งเรื่องดราม่ากรณีความรัก ที่ต่อมาทำให้ตระหนักว่าตัวเองเป็นคนกลางที่ไม่ดีพอ เรื่องตอนไปออกรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งแล้วเจอคำถามเรื่องความรัก แล้วตอบกลับไปว่าตั้งใจมาโปรโมตเพลง ไม่ได้มาตอบเรื่องความรัก ด้วยท่าทีที่มีคนมองว่าเหวี่ยง วีน ฯลฯ ซึ่งเมื่อรายการ De-Talk ออกอากาศไปได้ไม่เท่าไหร่ เจ้าตัวก็ถึงกับน้ำตาไหล หลังได้เห็นคอมเมนต์ของแฟนๆ ที่ได้ชม
ที่เป็นอย่างนั้น กันเปิดใจเล่าว่า ตอนแรกไม่คิดจะไปดูคอมเมนต์ใดๆ เพราะรู้ว่าจะต้องมีทั้งที่ดีและไม่ดีปะปนกัน แต่แล้วตั้มก็โทรมาบอกให้เข้าไปดูหน่อย
“น้องสองคนบอกแต่แรกแล้วว่าผมจะทำให้คนเข้าใจพี่มากขึ้น ในสิ่งที่คนอาจจะไม่เคยรู้มุมนี้ แล้วมันก็เป็นมุมที่ผมอยากพูดอยู่แล้ว อย่างเรื่องความรักก็เป็นสิ่งที่อยากพูด”
จากนั้นก็ว่า “ผมไม่ค่อยได้เห็นคอมเมนต์แบบนี้มานานมากแล้ว คอมเมนต์ที่ไม่ใช่แฟนคลับ เพราะแฟนคลับเราเขาจะให้กำลังใจเราด้วยความรัก ผมขอบคุณพวกเขาเสมอ แต่อันนี้เป็นคอมเมนต์ของคนข้างนอก ที่ไม่ได้ติดตามผม หรือคนที่เคยติดตาม แล้วก็ไม่ได้ติดตามแล้วจากกระแสหรือจากข่าวอะไรที่ผ่านมา เขาเข้ามาคอมเมนต์ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันดีจัง ผมยิ้ม น้ำตาก็ไหลออกมา”

กันยังบอกด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากจะรู้สึกขอบคุณตั้มกับโดมแล้ว ก็ยังรู้สึก “มีแรงที่จะทำอะไรดีๆ ไม่ได้สนใจหรือต้องแคร์อะไรมากจนเราไม่มีความสุขอีกแล้ว”
ก่อนจะโพสต์ก็ถามตั้ม เพราะยังไม่มั่นใจในตัวเอง (หัวเราะ) แล้วน้องก็ด่าผมกลับมา ว่าพี่เลิกไม่มั่นใจในตัวเองได้แล้ว ไม่ได้ทำใครเดือดร้อน เป็นตัวพี่ก็พอ ผมก็เลยโพสต์ลง”

กันยังเล่าถึงคอมเมนต์จากคนเคยติดตามเขา แล้วเลิกติดตามว่า หลายคนบอกว่าพอได้ฟังเขาพูดแล้วเข้าใจ
“เข้าใจจากสิ่งที่เราพูดจริงๆ ว่าคนเราผิดพลาดกันได้ วันนี้ออกมายอมรับ แล้วก็จะปรับปรุง เข้าใจในสิ่งที่อยากทำ แล้วบางอันที่บอกว่าพอได้ฟังแล้วก็ไม่ได้เป็นคนที่เลวร้ายอย่างที่คิด คำนี้เราอยากให้คนดูได้รู้สึกแบบนี้ จริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนเลวร้าย แต่ภาพที่ออกมาไปทำให้คนมองผมเป็นแบบนั้น”
“ก็เข้าใจได้กับการที่เขามาบอกในวันนี้ เพราะจากคนที่รู้จักเราแค่ผิวเผิน รู้จักเราจากอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น วันนึงเขามาพูดคำนี้แล้วแฟนคลับที่อยู่ด้วยกันมา 13 ปี ก็ร้องไห้หมดเลยที่ได้ฟังผมพูด”
เขายังบอกอีกว่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงตกใจมากกว่านี้ที่ได้ยินคำพูดลักษณะดังกล่าว “แต่ทุกวันนี้อะไรก็ได้ที่ทำให้เขามีพลังดีๆ ขึ้นมาจากเรา อย่างบอกในคลิปว่า ‘ไม่ต้องรักผมมากขึ้น แต่เกลียดผมให้น้อยลง’ ครับ”

กัน นภัทร ยังเผยต่อด้วยว่า “ก่อนคลิปจะปล่อยออกไป ผมก็คิดว่าแก้ตัวไปก็เท่านั้น แต่พอเราได้มานั่งดูตัวเอง เหมือนเราพูดระบายกับน้องเราจริงๆ มันออกมาจากใจเราจริงๆ ไม่ได้ประดิษฐ์คำพูดอะไร คนดูคงเห็นได้ว่าข้างในลึกๆ เราเป็นยังไง ถามว่าถ้าพูดไปแล้วคนยังไม่เห็นด้วย ผมก็เตรียมใจไว้แล้วว่าเท่าเดิม ก็คงไม่เข้าไปอ่านอะไร ทำงานของเราต่อไป แค่ว่าเราได้พูดออกไปแล้ว”
ครั้นถามว่าเรื่องไหนที่เล่าในรายการแล้วรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก กันบอก “คงเป็นเรื่องความรักครับ ที่ผมได้เรียนรู้จริงๆ แล้วที่ผ่านมาก็รู้สึกเข้าใจสิ่งนี้ตลอด ดีใจที่ได้พูดออกมา เพราะไม่เคยได้พูดที่ไหนเลย มันเหมือนกับสิ่งที่เราทำไปไม่ต้องไปโทษใคร มันคือตัวเราเองที่ทำให้ความรักไปต่อไม่ได้ในทุกๆ ความรักที่ผ่านมา แล้วก็อยากแก้ไข ถ้าวันนึงได้มีความรักอีกครั้ง เพราะผมเป็นตัวกลางที่ไม่ดีจริงๆ แต่พอได้เรียนรู้จากคนอื่นๆ มีบางคู่ที่ความสัมพันธ์แบบผมเลย เขาก็แชร์ประสบการณ์ของเขา เขาสู้ยิ่งกว่าผมอีก แต่เราไม่ได้สู้อะไรเลย ผมก็ได้เรียนรู้ พอได้พูดก็สบายใจ”

บอกอีกว่าที่ผ่านมา เวลามีอะไรเขาจะเล่าให้พ่อกับแม่ฟัง จะขอคำปรึกษาหมดทุกเรื่อง ซึ่ง “การที่ผมรู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นแล้วต้องไประบาย ต้องไปหาคนที่อยู่ข้างเรา ซึ่งพ่อแม่ยังไงก็อยู่ข้างเราอยู่แล้ว ผมรู้สึกว่าเราไม่ได้สู้ตรงนี้ พอโตขึ้นควรแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อนที่จะหาพวกพ้อง ถ้าไม่ไหวค่อยปรึกษาเขา มันก็ไม่ผิดที่จะปรึกษาคนใกล้ตัว แต่ผมมองว่าผมไม่หนักแน่นพอ บางทีพอเรามีปัญหากับคนที่เรารัก แล้วเอาทุกเรื่องที่เผชิญมา ไประบาย ไปบอกกล่าวเขา เมื่อก่อนคิดว่าบอกอะไรพ่อแม่เป็นอะไรที่ดี แต่บางเรื่องการที่เราไปบอก เขามีความรู้สึกหรือมีความคิดกับบุคคลที่สามที่เรากล่าวถึงในสิ่งที่เราอยากให้เป็น ทะเลาะกันมาต้องอยู่ข้างเรานะ นั่นคือสิ่งที่ผิด อันนี้ผมทำได้ไม่ดีในตอนนั้น ผมเป็นตัวกลางที่ไม่ดี อย่างที่บอกว่าไม่ผิดที่เขาจะเข้าข้างเรา แต่เขาจะมองบุคคลที่สามไม่ดี เราไม่สู้พอ ไม่แข็งแกร่งพอที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้เองก่อน”
อย่างนั้นแล้วมีอะไรที่อยากกลับไปขอโทษในเรื่องราวที่ผ่านมาไหม?
“อยากขอโทษในทุกสิ่งที่ทำให้มันไม่ได้ไปต่อในความตั้งใจ ในทุกๆ ความรักที่เกิดขึ้น รวมถึงไม่ใช่แค่ความรักที่เกิดขึ้นจากคนสองคนด้วย ความรักจากแฟนๆ ด้วย บางครั้งเราก็เคยรู้สึกทำอะไรที่มันวู่วาม หรือทำอะไรที่ไม่ได้สู้ ไม่ได้ฟังเขาให้ละเอียดถี่ถ้วน แล้วก็ตัดสินเขาไปด้วยความใจร้อน ด้วยความเด็กของเรา ในทุกๆ ความรักที่เกิดขึ้น ตอนนี้เราเรียนรู้หมดแล้วว่าจริงๆ แล้ว มันสามารถทำได้ดีกว่านี้อีกเยอะมากๆ ก็คงจะทำในอนาคตให้ดีขึ้น”

ส่วนเมื่อถามถึงการที่เขาพูดคำว่า ‘รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ’ หลายต่อหลายครั้งในรายการ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง กันก็ว่า มาจากหลายๆ อย่าง ตอนที่โดนกระแสหนัก ได้เห็นมีมากกว่าพันความเห็นในเพจดัง
“เราเลยรู้สึกว่าเวลาไปเจอคนที่น่าจะอ่าน คนกลุ่มเด็กวัยรุ่น โห..อ่านแน่ๆ เราไม่กล้ามองเขา ไม่กล้ายิ้มให้เขาด้วยซ้ำ เขาอาจจะเป็นหนึ่งในพันคอมเมนต์ที่ว่าเราก็ได้ เราคิดไปเอง เรากลัวไปหมดอ่ะครับ”
ตอนนั้นกันบอกว่า เขาใช้วิธีไม่ยุ่งกับโลกโซเชียลแล้วหากิจกรรมอื่นๆ ทำ
“ไปอยู่กับตัวเอง ไหว้พระ สวดมนต์ เล่นพระช่วงนึง (หัวเราะ) จริงๆ ถ้าผมไม่มีกิจกรรมเยอะๆ แบบนี้ผมว่าผมหนัก ฟุ้งซ่าน ผมต้องหาอะไรมาทำ ปลูกต้นไม้เอย แม่เลยไม่ด่าไงเวลาซื้อต้นไม้แพงๆ มา เล่นจักรยาน เตะฟุตบอล กิจกรรมเยอะ”
รับด้วยว่าช่วงนั้นถึงขั้นคิดจะออกจากวงการเลยทีเดียว
“เคยคิดถึงขั้นว่าปล่อยเพลงแล้วไม่เอารูปเราเป็นหน้าปกไหม หรือไม่ต้องมีเราในเอ็มวีเลยไหม ปล่อยแบบใต้ดิน เผื่อจะดีขึ้น เคยคิดกับทีมนะ คือถ้าเพลงมันดีจริง มันอาจจะมีคนฟัง”

ทั้งนี้สิ่งที่ฮีลใจ ทำให้เขากลับมามีความมั่นใจเพิ่มขึ้น รวมถึงเป็นกันเวอร์ชั่นใหม่ที่มีประสบการณ์มากขึ้น เจ้าตัวบอกว่า เรื่องนี้ต้องขอบคุณคนรอบข้าง
“คนรอบข้างที่ผมได้เจอ ได้เรียนรู้จากเขา ได้ให้ความสุข เขาก็ให้ความสุขผมกลับมา ผมโชคดีที่ได้ทำงานกับคนที่น่ารักมากๆ หลายๆ คนในช่วงปีที่ผ่านมา แล้วผมก็ได้เรียนรู้ว่าชีวิตจริงเราไม่ต้องมีคนรักเยอะก็ได้ ชีวิตผมไม่ได้มีเพื่อนเยอะเลย มีคนที่มีคุณภาพ คนที่เราอยากให้มีความสุขไม่กี่คน ดูแลเขาให้เต็มที่ เรายังมีเวลาให้เขาไม่พอเลย แล้วทำไมเราต้องมีคนรักเยอะขนาดนั้น เราคิดให้มันแคบลงก็ได้ ประสบการณ์เราได้จากผู้ใหญ่หลายๆ คน อย่าง เฮียโน้ต พี่ก้อง พี่เอกชัย พี่สิงโต เพื่อนๆ ในละคร ตั้ม โดม ขอบคุณบุคคลเหล่านี้ พี่บอยที่ 13 ปีก็ยังให้งานผม ให้โอกาสผมอยู่เรื่อยๆ ถึงแม้ว่าผมจะงอแงไปบ้าง เขาก็บอกผมตั้งแต่วันแรกแล้วว่ามึ-ต้องสู้บ้างนะ แต่เราก็ยังเคยชินกับการที่ให้คนอื่นช่วยสู้”
“แต่วันนี้เราสู้ด้วยตัวเอง”

