หน้าแรก บันเทิง เทรนด์หนังสือ...

เทรนด์หนังสือโลกปี 2017 …. โลกของการอ่านที่สนุกกว่าเคย

10.01.17 | 13:08 น.

ถึงใครๆ จะบอกว่าธุรกิจหนังสือกำลังแย่ แต่ในฐานะคนอ่านหนังสืออย่างเรา ก็อยากบอกคนทำหนังสือว่าทำเถอะ เรายังรักที่จะอ่านอยู่ และเชื่อว่ามีคนอีกไม่น้อยที่ยังรักเหมือนกัน ขอให้ทำหนังสือแบบดีต่อใจออกมาเถอะ คนที่รักจะอ่านยังไงก็ยังพร้อมจะจ่าย แต่สำนักพิมพ์อาจจะต้องเหนื่อยกับการปรับตัวมากหน่อย

ไม่ใช่แค่บ้านเราหรอกที่ต้องปรับตัว ทั่วโลกเขาก็ต้องปรับตัวมากเหมือนกัน เว็บไซต์เด่นๆ ทั่วโลกที่เกี่ยวกับหนังสือ ได้เขียนบทความวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของเทรนด์หนังสือปีนี้ออกมามากมาย มีบางบทความที่น่าสนใจมากและเห็นถึงเทรนด์ปีหน้าอย่างชัดเจน ที่วงการหนังสือโลกจะเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในแง่ของการสื่อสารกับคนอ่าน

ใน www.thebookseller.com วิเคราะห์ว่า โลกดิจิตอลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทุกวงการแล้ว รวมถึงวงการหนังสือด้วย เมื่อขาข้างหนึ่งเหยียบอยู่ในธุรกิจของเรา ขาอีกข้างของเราก็เหยียบอยู่ในโลกดิจิตอลด้วยเช่นกัน ซึ่งทุกวันนี้วัยรุ่นอ่านหนังสือและอ่านข้อมูลต่างๆ จากทั้งโทรศัพท์และแท็บเล็ต ในสัดส่วนที่เทียบเท่ากับการอ่านจากหนังสือเล่ม เพราะฉะนั้นจึงถึงจุดที่ทุกวงการที่ผลิตสินค้าตอบสนองความต้องการของวัยรุ่นต้องตื่นตัว อย่างในวงการโทรทัศน์สำหรับวัยรุ่น ได้มีช่องทางการนำเสนอรายการต่างๆ ผ่าน Channel Online ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

วงการหนังสือเองก็ต้องมีการปรับตัว หนังสือไม่ควรจะจำกัดอยู่แค่ ‘การเล่าเรื่อง’ เท่านั้น แต่ควรสามารถขยายฐานไปถึงส่วนของ ‘การแสดง’ ได้ คือควรจะเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปพัฒนาต่อหรือลิงค์กับสื่อดิจิตอล ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ หนังสือเสียง หรือ Audio Book ซึ่งตอนนี้เริ่มได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ใช่เฉพาะแค่ในหมู่วัยรุ่นเท่านั้นแต่ยังรวมถึงกลุ่มคนอ่านผู้ใหญ่อีกด้วย

ภาพจากเว็บไซต์ goodereader (1)

Advertisement

www.thebookseller.com เน้นการวิเคราะห์ในส่วนของวรรณกรรมเยาวชน โดยมองว่าความนิยมของวรรณกรรมดิสโทเปียนในหลายปีนี้อาจจะถึงจุดเปลี่ยน เพราะดิจิตอลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทำให้เด็กๆ อาจจะเริ่มสนใจสิ่งที่อยู่รอบตัวเรามากกว่าที่จะมองไปในโลกอนาคตอันสิ้นหวังในอีกหลายปีข้างหน้า ซึ่งนักเขียนอาจจะต้องลองมองโจทย์ข้อนี้ และนำเสนอรูปแบบนวนิยายที่น่าสนใจ และมีจุดเด่นพอที่จะนำไปพัฒนา ขยายฐานคนอ่านในช่องทางอื่นๆ ได้

ในมุมมองของนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนชื่อดังอย่าง Meg Rosof เจ้าของรางวัล Astrid Lindgren ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า เธอเชื่อว่านักเขียนแนววรรณกรรมเยาวชนไม่เขียนอะไรที่เป็นทัศนคติทางการเมืองที่ค่อนข้างคับแคบ แต่ควรมองหาแรงบันดาลใจในเรื่องที่มีความสามัญมากกว่า หรือบางทีอาจจะเป็นความยากลำบากในการทำความเข้าใจความหมายของการเป็นมนุษย์ก็ได้ เธอบอกว่าการเป็นวัยรุ่นก็คือ “กระบวนการเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กไปสู่การเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งจะใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้และทำบางสิ่งบางอย่างด้วยตัวของพวกเขาเอง” และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาอาจจะต้อง “ยืนหยัดเพื่อวิถีชีวิต” ของตน ไม่ต้องแปลกใจเลยว่านวนิยายแนวคัมมิ่งออฟเอจหรือแนวที่ให้ความรู้ ยังมีเสน่ห์ดึงดูดอยู่ทุกยุคสมัย เพราะมันเป็นสิ่งใกล้ตัว และเราจับต้องได้นั่นเอง

“เมื่อนึกถึงเด็กหรือวัยรุ่นทุกวันนี้ เราสามารถบอกได้เลยว่าพวกเขาคือ New Generation เด็กๆ เหล่านี้เกิดมาในยุคดิจิตอลและเชื่อมโยงกับโลกทั้งใบได้ พวกเขาระมัดระวังในเชิงการเมือง แต่ก็กระตือรือร้นมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ เด็กในยุคนี้กำลังแสวงหาแรงบันดาลใจ ความกล้า ความแปลกใหม่ท้าทาย และแรงกระตุ้นของชีวิต ฉะนั้นสิ่งที่พวกเขาต้องการอ่าน ก็ควรจะเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์เหล่านี้ได้ด้วย ซึ่งในปี 2016 ที่ผ่านมา วงการวรรณกรรมแสดงให้เห็นแล้วว่าเราหันมาให้ความสำคัญกับ “วิวัฒนาการของยุคดิจิตอล” มากขึ้น เพราะฉะนั้นในปี 2017 เทรนด์ที่ยังจะเดินหน้าไปต่อ คือการนำเสนอความท้าทายและโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในยุคดิจิตอล” Meg Rosof อธิบาย

ด้าน www.goodreader.com พูดถึง “หนังสือเสียง” หรือ “Audio Book” ซึ่งเป็นเทรนด์โลกที่กำลังมาแรงมากตอนนี้ และโยงกับบทความของ www.thebookseller.com ด้วย สำหรับบ้านเราเวลาพูดถึงหนังสือเสียง จะนึกถึงหนังสือที่เราอ่านให้คนตาบอดฟัง แต่ที่ยุโรปนั้น หนังสือเสียงคือหนังสือที่ทุกคนใช้ได้ ไม่เฉพาะเจาะจงเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น หนังสือเล่มไหนดังๆ นอกจากจะพิมพ์เป็นเล่มแล้ว ก็มักจะทำหนังสือเสียงออกมาควบคู่ไปกับอีบุ๊คด้วย โดยโหลดเป็นไฟล์เสียงให้ฟังกันระหว่างทำกิจกรรมอื่นๆในชีวิตประจำวัน

ออกแนวยังอยากอ่านนะ แต่ขี้เกียจอ่านเอง มาอ่านให้ฟังได้ไหมนั่นล่ะ

ก่อนหน้านี้หนังสือเสียง หรือ Audio Book ได้รับความนิยมในยุโรป แต่สองสามปีนี้มานี้ขยายมายังอเมริกา และล่าสุดข้อมูล CNBC Report ในสหรัฐอเมริกาสำรวจพบว่า ยอดดาวน์โหลด Audio Book ในปี 2016 เพิ่มขึ้นเปน 38% จากปี 2015 และมีคนใช้เวลาไปกับการฟัง Audio Book 1.6 พันล้านชั่วโมง และด้วยความที่ Audio book กำลังมาแรงในอเมริกา นักเขียนแนวอินดี้หลายคนก็เลยใช้ช่องทางการทำ Audio Book เพื่อขายหนังสือตัวเอง โดนที่ไม่ต้องไปลำบากลำบนหาสำนักพิมพ์เพื่อเสนองาน คือทำเสร็จก็เสนอขายใน Amazon เลย เหมือนยุคที่อีบุ๊คเริ่มบูม เพราะเมื่อยอดขายดี ก็จะมีช่องทางอื่นตามมาเอง ซึ่ง Audiobook Creation Exchange (ACX) และ DIY audiobook options เป็นสองเว็บไซต์หลักที่ให้บริการนักเขียนในการทำ Audio Book

ในส่วนการเติบโตของสายอินดี้นั้น จะเป็นปีที่ชัดเจนมากว่าไม่สนใจจะง้อสำนักพิมพ์ใหย่สักเท่าไหร่อีกแล้ว เพราะนอกจากหนังสือเสียง ยังมีเส้นทางอื่นที่จะนำหนังสือไปขายให้ตลาดอื่นนอกอเมริกาด้วย โดยช่องทางหลักๆ ก็คือ เว็บไซต์ Kobo ซึ่งมีนักเขียนอเมริกันคนหนึ่งชื่อ Joanna Penn ใช้ช่องทางนี้ขายหนังสือภาษาอังกฤษของตัวเองใน 24 ประเทศทั่วโลก แล้วยังมีเว็บไซต์ Story Bundle ที่ทำให้นักเขียนอินดี้สามารถพบปะกับผู้อ่านได้โดยตรง ทั้งหมดทั้งมวลก็คือจะบอกว่า โลกเปลี่ยนไปแล้วนะ ไม่ปรับตัวคงเหนื่อยแย่

ภาพจากเว็บไซต์ goodereader (2)

ในประเด็นแนวหนังสือที่กำลังมา ข่าวที่ลงใน www.publishersweekly.com จะทำให้เห็นถึงแนวที่น่าจะมาเล่มที่คาดว่าจะดังอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหนังสือที่ปิดดีลซื้อขายกันไปล่าสุดเมื่อช่วงปีใหม่ บางเล่มสำนักพิมพ์ประมูลบิดราคากันดุเดือดมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังเป็นแนวดิสโทเปียนอยู่ดี อาทิ สนพ. Kensington ได้ซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายใหม่สองเรื่องซึ่งเขียนโดย Ellen Marie Wiseman เพื่อพิมพ์เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ และลิขสิทธิ์การทำ Audio Book เพื่อจำหน่ายทั่วโลก ซึ่งหนังสือของ Wiseman ที่พิมพ์กับสำนักพิมพ์เคนซิงตันเมื่อปี 2014 ชื่อ What She Left Behind เป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่ปรากฎอยู่ในบันทึกเกี่ยวกับคนไข้จิตเวช ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำของอเมริกา (Great Depression) นวนิยายเรื่องนี้ติดอันดับขายดีทั้งเวอร์ชั่นหนังสือ และ เวอร์ชั่นดิจิตอล คือ E-book และ Audio Book ซึ่งมียอดขายกว่าห้าแสนเล่ม ส่วนนวนิยายเล่มต่อไปของ Wiseman ที่มีการเซ็นสัญญาและจะตีพิมพ์ในฤดูร้อนปี 2017 คือ The Life She Was Given ส่วนอีกเล่มยังอยู่ในระหว่างการเขียนจะตีพิมพ์ในปี 2019 แต่สำนักพิมพ์เซ็นสัญญาและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ล่วงหน้าแล้ว

ด้านสนพ. ACE Books ได้ตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายสี่เรื่องของ Faith Hunter เพื่อพิมพ์และจำหน่ายในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษทั่วโลก เป็นตัวเลขถึงหกหลัก โดยมีแพลนจะตีพิมพ์นวนิยายทั้งสี่เรื่องนี้ต่อจากชุด Jane Yellowrock ซึ่งเป็นซีรี่ย์ที่เกี่ยวกับนักล่าแวมไพร์ ในปี 2019

ส่วน Beacon Press ซื้อลิขสิทธิ์หนังสือและ Audio Book เรื่อง Redemption: The Last Journey of Martin Luther King, Jr. by Joseph Rosenbloom (นักข่าวและบรรณาธิการ Boston Globe และ Frontline) เพื่อจัดจำหน่ายในอเมริกาเหนือ ซึ่งหนังสือเรื่องนี้เป้นสารคดีที่ว่าด้วยเรื่องราว ‘131 ชั่วโมงสุดท้ายในชีวิตของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์’ ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์ในป 2018 เพื่อเป็นเกียรติกับวาระครบรอบการเสียชีวิต 50 ปีของเขา

ขณะที่ Europa Edition ซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายสี่เรื่องของ Michel Bussi นักเขียนแนวสืบสวนสอบสวนชาวฝรั่งเศส เพื่อพิมพ์จำหน่ายในอเมริกาเหนือ ซึ่งนวนิยายเรื่อง Time is a Killer ของนักเขียนคนนี้เคยได้รับความนิยมอย่างมาก ตอนที่มีการตีพิมพ์ในปี 2015 ส่วนนวนิยายทั้งสี่เรื่องที่เซ็นสัญญากันแล้วนี้ จะเริ่มทยอยพิมพ์ในปี 2018

เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า เทรนด์หนังสือปีนี้ก็ยังไม่ค่อยต่างจากปีที่แล้ว ยังเป็นแนวดิสโทเปียนเป็นหลัก นอกนั้นก็คือนิยายแนวสืบสวนสอบสวน อิงประวัติศาสตร์ นิยายวัยรุ่น แวมไพร์ แล้วก็มีสารคดีประวัติบุคคลอยู่ แต่เทรนด์ที่เริ่มชัดเจนคือ อเมริกาเรื่องมองหาตลาดหนังสือที่แปลกใหม่ ไม่ใช่แค่ซื้อลิขสิทธิ์จากยุโรปเป็นหลักในสัดส่วนที่มากกว่าเดิม

อีกเรื่องที่น่าสนใจมาก และคิดว่าน่าจะได้เห็นได้ชัดในแวดวงหนังสือบ้านเราด้วย คือการเพิ่มช่องทางใหม่ในอินสตาแกรม ที่จะสร้างแพลทฟอร์ม “Bookstagram” ขี้นมาด้วย !!!

ภาพอินสตาแกรม

แพลทฟอร์มนี้เกิดขึ้นเพราะในอินสตาแกรมมีการสร้างคอมมิวนิตี้เกี่ยวกับการอ่านมาสองสามปีแล้ว ผ่านแฮชแทคต่างๆ เช่น #readingforfun, #readingbuddy, #estellagram, #readingsucks, #bookstagram เป็นต้น คือแฮชแทคพวกนี้สร้างชุมชนขึ้นมา และชุมชนก็เริ่มมีคนเยอะมากขึ้นเรื่อยๆทั่วโลก โดยจะเป็นการพูดคุยเรื่องหนังสือ มีรีวิว มีอัพเดทข่าวสาร แต่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือแฮชแท็ค #bookstagram เพราเป็นคอมมิวนิตี้ที่มีแอคเคาท์ของ Instagramเข้าร่วมสูงสุด จึงเหมาะมากที่จะเป็นช่องทางที่นักเขียนนักอ่านจะใช้สื่อสารระหว่างกัน คือเราสามารถใช้แอคเคาท์ ที่เรามีอยู่แล้วนี่ล่ะ แต่จะมีพื้นที่ให้เขียนให้สื่อสารเกี่ยวกับหนังสือที่เรารักมากขึ้น เป็นการใช้ดิจิตอลได้คุ้มค่าสุดๆ

น่าจะเป็นปีที่การอ่านหนังสือสนุกกว่าที่เคยเป็น

 

ขอบคุณภาพจาก  goodereader , thebookseller