สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ แบ๊กอัพ ‘จักรวาลไทบ้าน’ สัปเหร่อซอฟต์เพาเวอร์ไทย
นาทีนี้หนัง สัปเหร่อ หนึ่งในซีรีส์ของจักรวาลไทบ้าน กำกับโดย ต้องเต นิธิ ศรีนวล กวาดรายได้ทะลุ 600 ล้านบาท ขึ้นแท่นหนังทำเงินมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยไปแล้ว
แต่กว่าจะมาเป็น สัปเหร่อ หนึ่งในหนังเรื่องเด่นค่ายภาพยนตร์ลูกอีสานนี้ก็ผ่านร้อนผ่านหนาว กว่าจะมาเป็น จักรวาลไทบ้าน ได้อย่างวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
หนึ่งในแบ๊กอัพชั้นดีที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จหนีไม่พ้น สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ หรือเสี่ยโต้ง ที่ชาวศรีสะเกษรู้จักกันดี ทั้งในฐานะอดีต ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย และนายกสมาคมกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ
เสี่ยโต้ง เป็นผู้ให้การสนับสนุนการสร้างหนังเรื่อง สัปเหร่อ ที่กำลังเป็นหนังที่โด่งดังแห่งยุค สามารถทำเงินโกยรายได้ไปแล้วกว่า 600 ล้านบาท ขนาดที่คนดังต่างๆ แม้แต่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องนำคณะรัฐมนตรีไปดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่โรงหนังพารากอน ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หนังไทยที่บุคคลระดับนายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีไปดูหนังที่เป็นฝีมือของลูกหลานชาวศรีสะเกษ
วันนี้ เสี่ยโต้ง ออกเปิดใจกับ มติชน ถึงความเป็นมาก่อนที่หนังจะได้มาประสบผลสำเร็จขนาดนี้
เสี่ยโต้ง เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่มาของไทบ้านที่ได้เข้ามาเป็นนายทุน หรือ ผอ.ไทบ้าน ว่า ตอนแรกที่ได้เข้ามาเป็นผู้ลงทุนให้ไทบ้านเดอะซีรีส์นั้นก็เนื่องจากว่ามีเด็กๆ ของจังหวัดศรีสะเกษกลุ่มหนึ่งพอตอนช่วงใกล้จะเรียนจบก็ได้มาขอเงินทุนไปทำหนังเป็นโครงการจบการศึกษา ตนก็ได้ลองให้เขาทำดู หลังจากนั้นก็ลองให้ทำโฆษณาหนังอีเวนต์ของจังหวัดศรีสะเกษ เช่น การประกวดวงโยทวาทิตก็ได้หนังสั้นมาเรื่องหนึ่งชื่อ คนตัวเล็ก เราก็ชอบโครงการเขา ชอบฝีมือเขา
หลังจากนั้นเขาก็เอางานมาขายปรากฏว่า ลองดูเนื้องานของเขาแล้วก็ชอบเพราะว่าเป็นคอนเทนต์ของคนอีสานและเป็นหนังตลกประกอบกับหนังที่เขาทำมาก่อนหน้านี้เป็นหนังที่ดี ซึ่งตอนแรกก็ได้แนะนำเด็กกลุ่มนี้ว่าให้ไปขอสปอนเซอร์จากนายทุนรายใหญ่ๆ แต่ปรากฏว่าไปขอใครก็ไม่ได้ เราก็เลยคิดว่าอยากจะให้เด็กได้ลองทำดู และเราก็คิดว่ามีโจทย์ในการถ่ายทำให้โฆษณาจังหวัดศรีสะเกษนะ ให้ใส่จังหวัดศรีสะเกษเข้าไปด้วย เพราะว่าต้องการให้ประชาชนทั่วประเทศรู้จักจังหวัดศรีสะเกษ
ทีนี้ตนก็คิดว่าถึงมันจะขาดทุนแต่ก็ถือว่าช่วยกันไปอะไรแบบนี้ แต่ปรากฏว่าหนังทำเงินได้ซึ่งปรากฏว่าพอหนังทำเงิน ได้กำไรเขาก็เอาเงินทุนมาคืน ส่วนที่ได้กำไรมาก็ให้เขาไปทำทุนต่อ ตนเอาแค่ต้นทุนคืนเท่านั้น กำไรก็ให้ไปเลยเผื่อทำทุนต่อ พอทำทุนต่อ เขาก็เอาไปตั้งเป็นบริษัทขึ้นมา ทำเป็นบริษัทเพลง ทำเป็นบริษัทหนังออกอีเวนต์ออกคอนเสิร์ต ก็หล่อเลี้ยงกันมาลุ่มๆ ดอนๆ ซึ่งช่วงที่หนักหน่อยก็คือช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จนมาถึงปัจจุบันนี้
อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ บอกว่า ในช่วงนั้นที่ได้เข้ามาให้การสนับสนุน คิดเพียงว่าไม่ขาดทุนก็พอแล้ว ตั้งแต่ทำหนังมาเราก็โปรโมตหนังกันแบบนี้ ไม่ได้ลงทุนกันมาก ซึ่งก็พยายามทำให้คนคิดว่านี่คือหนังของเรา เวลามีกิจกรรมอะไรของจังหวัดศรีสะเกษก็เอาดาราในกลุ่มไทบ้านไปช่วยงานต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งจากที่ผ่านมาไทบ้านเดอะซีรีส์ผ่านอะไรมาเยอะมาก มีทั้งสมหวัง ทั้งผิดหวัง ก็ต้องถามว่าไทบ้านเป็นที่รู้จักไหม ก็เป็นที่รู้จักในปัจจุบันนี้ในส่วนของคนอีสาน แต่ในส่วนของคนไทยทั้งประเทศนั้น เราต้องยอมรับว่ายังได้รับการรู้จักน้อยมาก แต่พอถึงหนังเรื่องสัปเหร่อนี้ก็ต้องถือว่าได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี
จากแต่ก่อนที่มีคนคิดว่าเราเป็นหนังเฉพาะกลุ่ม ตอนนี้เรากลายเป็นหนังตลาดได้ วันนี้เราได้กลายเป็นหนังซึ่งเป็นที่รู้จักของคนไทยทั้งประเทศ เป็นหนังที่คนพูดกันถึงทั้งประเทศ เราคิดว่าเราก็ต้องภูมิใจนะที่เราสามารถทำได้จากสิ่งเล็กๆ ที่เราช่วยกันก่อ วันนี้มันได้มาไกลเกินฝัน คาดว่ารายได้ของหนังเรื่องสัปเหร่อจะมีรายได้เกิน 500 ล้านบาทอย่างแน่นอน
มุมมองของ เสี่ยโต้ง ต่ออุตสาหกรรมหนังไทยนั้น คิดว่าที่เป็นจุดแข็งของอุตสาหกรรมหนังไทยก็คือคอนเทนต์ คิดว่าคนดูเขาให้โอกาสหนัง เขาไม่สนใจว่าหนังจะเป็นของค่ายเล็กหรือว่าค่ายใหญ่ เขาจะดูที่เนื้อหาจะดูที่คอนเทนต์เป็นหลัก นั่นหมายความว่าต่อให้เป็นผู้ทำหนังรายเล็ก หากทำหนังดีก็มีโอกาสรอด สำหรับหลักการทำงานทำหนังของไทบ้านนั้น เราไม่มีหลักการอะไรเลยเราก็แค่ถ่ายทอดมุมมองของเรา ถ่ายทอดเรื่องราวของชาวอีสานอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้นเอง ซึ่งตนคิดว่าเกิดจากหลายองค์ประกอบ ที่สำคัญก็คือมันผ่านการบ่มเพาะของกาลเวลามา คือเราก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จมาตั้งแต่ภาคแรก คือภาคแรกเราไม่ขาดทุนเด็กๆ สร้างเนื้อสร้างตัวได้ ภาค 2 ต่อมาเราก็ไปได้ดี แต่พอภาค 3 ภาค 4 มันก็ไม่ประสบความสำเร็จ นั่นก็หมายความว่าเราผ่านจุดที่ดีที่สุด จุดที่แย่ที่สุดมา แล้วก็บ่มเพาะผ่านกาลเวลามากว่าจะถึงวันนี้
สำหรับกระแสหนัง สัปเหร่อ อดีต ส.ส.โต้ง มองคนดังทั้ง นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาดูหนังเรื่องนี้ ท่านอนุทินก็ดูหนังจนจบ ออกมาให้กำลังใจน้องๆ นักแสดง ซึ่งท่านอนุทินก็ดูแบบปลื้มปริ่มแบบดีใจ ซึ่งตอนแรกก่อนที่จะเข้าไปดูหนังนั้นก็อาจจะยังไม่มั่นใจว่าหนังจะเป็นอย่างไร แต่ว่าก็มาให้กำลังใจ แต่พอดูแล้วก็ได้แนวคิดเลยว่า ส.ส.แต่ละคนน่าที่จะให้มีการนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับซอฟต์เพาเวอร์ในพื้นที่ของตนเอง ให้โอกาสคนตัวเล็กตัวน้อยได้มีโอกาสขึ้นมาเหมือนกรณีของจังหวัดศรีสะเกษที่เป็นกลุ่มไทบ้านเยอะๆ ซึ่งกรณีหนังเรื่องสัปเหร่อนี้จะบอกว่าเป็นไอดอลของซอฟต์เพาเวอร์ได้หรือไม่นั้น ตนยังบอกไม่ถูก แล้วแต่มุมมองของแต่ละบุคคล แต่คิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้คนที่เขาอยากทำหนังที่มีทุนไม่เยอะเค้ามีความหวัง
คิดว่าการที่หนังสัปเหร่อประสบผลสำเร็จแล้วท่านนายกรัฐมนตรีจะมาดูหนังเรื่องนี้นั้น การที่บุคคลระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมาดูหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นการให้ความสำคัญกับหนังไทย ซึ่งคิดว่าทุกคนที่ทำหนังก็จะต้องดีใจเป็นเหมือนกันหมด ตนไม่เพียงดีใจกับหนังของตนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ดีใจกับอุตสาหกรรมหนังไทยที่วันนี้มีทั้งระดับรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ระดับหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ เข้ามาให้ความสนใจ มันไม่ใช่เฉพาะสร้างความดีใจให้กับเราคนเดียว แต่สร้างความดีใจให้กับคนทำหนังทั่วประเทศนั่นหมายถึงว่าโอกาสมาถึงแล้ว หมายถึงว่าแนวทางที่จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลก็น่าจะเปิดกว้างขึ้น
ผมขอฝากถึงประชาชนชาวศรีสะเกษ ประชาชนชาวอีสาน และชาวไทยทั่วประเทศ และอยากจะฝากบอกถึงทุกคนที่มีความฝันในการทำทุกเรื่อง ไม่เฉพาะเรื่องการทำหนัง ก็ขอให้ท่านดูว่าหนังสัปเหร่อนี้ คนที่ตัวเล็กที่สุดมาจากจังหวัดที่จนที่สุด แต่เมื่อเวลาเหมาะสมได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เขารัก จนวันหนึ่งก็ได้รับการพิสูจน์ว่า ถ้ามีฝีมือมันจะมีโอกาสเสมอ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษกล่าวทิ้งท้าย

