หน้าแรก บันเทิง ‘ทราย’ เล่าคว...

‘ทราย’ เล่าความเก๋ ยุค 90s ควักเงินละครก้อนแรก ซื้อ ‘เครื่องเล่นโซนี่’ เทป 1 ตลับ ความหมายจุกๆ

21.11.23 | 18:13 น.
แฟ้มภาพ

‘ทราย’ เล่าความเก๋ ยุค 90s ควักเงินถ่ายละครก้อนแรก ซื้อ ‘เครื่องเล่นโซนี่ ’ เทป 1 ตลับ ความหมายจุกๆ ต้องเขียนด้วยลายมือ – กดอัดเพลงที่ชอบ

สืบเนื่อง FEED ผู้ผลิตคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ภายใต้เครือมติชน เตรียมจัดงาน “FEED RETRO Music & Food Fest #90s ไม่นานมานี้” ตั้งแต่วันที่ 24 – 26 พฤศจิกายนนี้ ที่พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือ มิวเซียมสยาม (Museum Siam) โดยภายในงานจะมีการรวมรวมนักร้องชื่อดังแห่งยุคมาร่วมแสดงดนตรีสด เต็มอิ่มกับอาหารจานเด็ดจากร้านดังในตำนาน โซน Night Book Fair #วันวานยังอ่านอยู่ และกิจกรรมพิเศษที่พลาดไม่ได้ อาทิ Talk ในสวน กับบุคคลในตำนานจากหลายวงการ ท่ามกลางลมหนาว ซึ่งจะพาย้อนความทรงจำ กลับไปยังทศวรรษ 1990 หรือ 90s นั้น

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน น.ส.อินทิรา เจริญปุระ หรือ ทราย เจริญปุระ นักร้องและนักแสดงชื่อดัง กล่าวถึงการร่วมงาน FEED RETRO ในฐานะไอคอนิกแห่งยุค 90s ซึ่งจะมาร่วมแชร์ประสบการณ์คนในวงการบันเทิงที่มีผลงานหลากหลาย พิสูจน์ฝีมือมาแล้วทั้ง ละคร, ภาพยนตร์, เพลง, พิธีกร และคอลัมนิสต์

น.ส.อินทิรากล่าวว่า ในวันงานจะมีการเล่าถึงชีวิตยุค 90s และยุค Y2K ซึ่งในตอนนั้น เป็นเทรนด์ช่วงคาบเกี่ยวกับงานในวงการ

“เป็นยุคที่ค่อนข้างถ่ายทำภาพยนตร์แบบฟรีสไตล์นิดนึง แล้วก็ยังไม่ใช่หนังเสียง ช่วงนั้นยังมีลักษณะเป็นหนังพากย์อยู่ มาถึงยุคนี้จะเป็นแบบ Sound-on-film ค่อนข้างจะ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว”

Advertisement

เมื่อถามว่า จาดประสบการณ์การทำงานในวงการบันเทิง ที่ผ่านมาตั้งแต่ยุค 90s ตอนนั้นเป็นอย่างไร?

น.ส.อินทิราเผยว่า ตนเริ่มจากการเห็นก่อน เพราะว่าเกิดในปี 80 ในช่วงขณะนั้นคุณพ่อก็ได้ทำภาพยนตร์อยู่แล้ว โดยภาพยนตร์ในยุคนั้น จะเป็นหนังพากย์เสียง มีการถ่ายทำกันไปแบบปกติ เมื่อถ่ายทำเสร็จสิ้นแล้วก็จะให้นักพากย์ พากย์เสียงอีกทีหนึ่ง ซึ่งในยุคนั้นไม่ใช่ยุคพากย์สด หรือไม่ใช่แบบที่ไปฉายหนังกลางแปลงแล้วพากย์สด แต่จะเป็นการไปพากย์ที่ห้องอัดเสียง พระเอกก็จะเป็นเสียงอารอง หรือ รอง เค้ามูลคดี เป็นนักพากย์และนักแสดงชาวไทย นางเอกก็จะเป็นเสียงของอาดาว หรือ ดวงดาว จารุจินดา เป็นนักพากย์และนักแสดงหญิงชาวไทย พากย์กับช่อง 7 ซึ่งในยุคปัจจุบันไม่มีแล้ว หนังที่พากย์ก็จะเป็น Sound-on-film หมดในทุกๆ เรื่องแล้ว

“ในเรื่องวิธีการทำงาน ก็จะเปลี่ยนไปด้วย เรื่องของชั่วโมงการทำงาน เรื่องของเซฟตี้ เป็นเรื่องของรายละเอียดที่อยู่ในกองเวลาทำงาน และเรื่องของแพลตฟอร์มต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไป อย่างเมื่อก่อน จะเป็นภาพยนตร์โรงใหญ่และฟรีทีวี แต่ในปัจจุบันมีทั้งสตรีมมิ่ง ทั้งทางติ๊กต็อก นักแสดงหรือว่าดาราก็มีความเข้าใกล้ประชาชนมากยิ่งขึ้น ทั้งวิธีการรีแอคกับแฟนคลับต่างๆ มีความแตกต่างกันออกไปตามรายละเอียดในยุคสมัย ต่างแพลตฟอร์มที่เข้ามา” น.ส.อินทิรากล่าว

เมื่อถามว่าในช่วงยุค 90s วัยรุ่นฮิตอะไรกัน?

น.ส.อินทิราเผยว่า ความจริง ตนแทบไม่ได้ใช้ชีวิตวัยรุ่น แบบที่เป็นวัยรุ่นจริงๆ เท่าไหร่ เพราะว่าเริ่มทำงานเร็วมาก ตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 2 ก็อาจจะหลุดโค้งนิดหน่อย แต่ก็ยังเป็นยุคที่มีการเขียนเฟรนด์ชิปกันอยู่ โทรศัพท์บ้านมีเครื่องพ่วงไปแลกเหรียญหยอด มีเครื่องโซนี่วอล์คแมน หูฟังที่เป็นแบบก้านบางๆ ทั้งเกมส์บอย ที่ใครมีก็ดูเก๋ในช่วงยุคนั้น

“อย่างทรายถือว่าหรูหรามากในรุ่นเดียวกัน ก็คือเครื่องเล่นเทปของ Sony ที่สามารถทำมิกซ์เทปของตัวเองได้ จำได้เลยว่าเป็นเงินก้อนแรกกับการเล่นละครเรื่องแรก ตอนนั้นได้ค่าตัวเล่นละครประมาณ 7,000 บาท แม่ก็พาไปซื้อ มันแพงแบบดูอลังการมาก ก็รู้สึกว่าของชิ้นนี้เก๋ไก๋ที่สุดแล้ว (ที่สุดของที่สุดอีก) ความเป็นวัยรุ่นก็จะมีความเกี่ยวข้องกับเพลง ภาพยนตร์ กับเรื่องของสื่อต่างๆ หากจะไปซื้อเทป ในยุคนั้นนับว่าเป็นของที่แพงมาก ตลับหนึ่งเกือบ 100 บาท ราคาปกก็จะแพงกว่า แต่ถ้าเราไปซื้อร้านแผงเทป ราคาจะถูกลงมา ซึ่งการจะทำมิกซ์เทป ก็ต้องมีเทปหลายๆ ม้วน เป็นความหรูหรา เก๋ๆ ยุคนั้นก็จะฮิตอะไรประมาณนี้” น.ส.อินทิราระบุ

เมื่อถามว่าต่อ ในยุค 90s มีการสะสมเทปตลัป คนนิยมมากขนาดไหน ?

น.ส.อินทิรากล่าวว่า ในยุค 90s เรื่องเทปตลัป เรียกว่าฮิตมากจริงๆ ซึ่งการปล่อยเพลงสมัยก่อน อัมบั้มหนึ่งอย่างน้อยต้องมี 10-12 เพลงเป็นมาตรฐาน เพลงที่เราชอบ ก็จะมาร์กเอาไว้ เทปจะมีเพลงหน้า A หน้า B เราก็จะมาร์กไว้ว่าเราชอบเพลงที่ 3 ของหน้า A พอเรามาทำมิกซ์เทปเอง เราจะจำจังหวะการกดรีไวล์ได้

“เป็นเรื่องที่อธิบายยากว่าเราจะจำลักษณะแบบนี้ได้อย่างไร เราจะต้องกะเอา หรือหมุนเอา และซีดีเริ่มมาก็จะเป็นของที่แพงมากขึ้นไปอีก และเทปที่เป็นเทปเปล่าเอาไว้ทำมิกซ์ ซึ่งก็จะมีแบบคุณภาพที่แตกต่างกันออกไป ยุคที่เราซื้อมา ‘มีปก’ เราก็อ่านจากปกว่าใครเป็นคนเขียนเนื้อและใครเป็นโปรดิวเซอร์ แม้แต่ตอนที่ทรายทำเพลงเองอัมบั้มแรก ก็ใช้การเขียนเนื้อเพลงเองไม่ใช่การพิมพ์ ใช้ลายมือตัวเองและให้ทางฝ่ายอาร์ตเขาทำเป็นฟอนด์ออกมาเป็นลายมือ

แฟ้มภาพ

ในเทปตลับหนี่งมันมีความหมายมาก อาจจะฉ่ำเพราะเราพับไปพับมา เพราะเราเอาไว้ร้อง ทั้งเขียนเฟรนด์ชิปด้วย มันสำคัญมากในยุคนั้น หากขายได้ล้านตลัปก็จะเพิ่มเพลง เปลี่ยนปก มันก็จะมีความพิเศษของมันออกไป ส่วนเรื่องของความนิยม คนก็จะนิยมซื้อเอาไว้ทำเดี่ยวๆ บ้างก็เอาไปทำมิกซ์เพลงบ้าง แม้กระทั่งตัวเทปเปล่าก็มีไว้ใช้เพื่อกดอัด เวลาฟังคลื่นวิทยุแล้วเจอเพลงที่ชอบเราก็จะกดอัดเพลงเอาไว้ จะมีความพิเศษที่ได้ฟังก่อนใคร เพราะจะมีเวลาประชาสัมพันธ์ว่าเพลงนี้จะเปิดให้ฟังเป็นที่แรก เป็นความพิเศษแบบนั้น ถ้าใครได้ฟังก่อน หรือว่าร้องได้ก่อน จะเป็นอะไรที่เก๋ไก๋มากๆ” น.ส.อินทิราเผย

เมื่อถามว่า ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่มีสื่อมากมาย ให้เข้าถึงการฟังเพลงได้ง่ายขึ้นกว่าในยุค 90s ส่วนตัวมองอย่างไร ?

น.ส.อินทิรากล่าวว่า ยังมีคนที่ยังฟังเพลงแบบเทป หรือบางคนก็คงยังอยากฟังเพลงจากแผ่นเสียงอยู่ ศิลปินในปัจจุบันบางคนก็ยังมีการบันทึกเสียงลงไปอยู่ในแผ่นเสียงอยู่ เพราะมีความเฉพาะตัวบางอย่าง คล้ายๆ กับกล้องดิจิทัลและกล้องฟิล์ม

“ในปัจจุบัน คนเราถ่ายรูปผ่านกล้องดิจิทัล ก็ยังอยากปรับให้เป็นโทนฟิล์มๆ อยู่เลย เพราะว่าเป็นการตอบสนองความต้องการของตนเองในการโหยหาสิ่งเก่าๆ และยังมีความเฉพาะตัวของมันบางอย่าง เสียงที่บันทึก หรือว่ากระบวนการในการได้ฟังเพลงมันพิเศษ และคนก็ยังชอบความพิเศษตรงนั้น คล้ายกับคนที่สะสมของ ไม่ว่าจะเป็นของอะไรก็ตามบนโลก หากเขารู้สึกว่ามันพิเศษแล้วมีอะไรเชื่อมโยงกับเขาได้

ในปัจจุบันมีสื่อสตรีมมิ่งเข้ามา ก็ไม่ได้ปฎิเสธอะไร เพราะตัวผลงานของนักร้อง นักแสดง มีความพิเศษอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว สื่อก็เป็นเพียงมีเดียหนึ่งที่จะเอามาใช้ให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนฟังได้ ซึ่งคนฟังบางคนยังรักในการที่จะสะสม ไม่ว่าจะเป็นเทป หรือซีดี” น.ส.อินทิราชี้

เมื่อถามว่า บรรยากาศการฟังเพลงในยุคนั้นเป็นอย่างไร คนนิยมฟังผ่านช่องทางไหนบ้าง ?

น.ส.อินทิราระบุว่า วัยรุ่นในช่วงยุค 90s ถ้าไม่ได้ฟังวิทยุที่เราจะฟังประจำ ก็จะมีที่สยาม เพราะสยามจะเปิดเพลงให้ฟังและค่ายเบเกอรี่ มิวสิค ก็อยู่ที่นั้นด้วย

“ตอนนั้นจะมีความพิเศษ ถ้าเดินไปแล้วเจอศิลปินจากค่ายเบเกอรี่ ก็รู้สึกพิเศษแล้ว สยามก็ยังเป็นแหล่งรวมวัยรุ่นอยู่ นอกจากนี้ก็มีที่ลานเพลิน 7 สี ก็จะมีดนตรีฟรี ทุกวันเสาร์ก็จะมี ‘7 สีคอนเสิร์ต’ ทุกวันอาทิตย์จะมี ‘โลกดนตรี’ ศิลปินที่มาจากเมืองนอกก็ยังมาเล่นที่นี่ มีความพิเศษของมันอยู่ กลุ่มคนดูก็จะเป็นแนวตามศิลปินนั้นๆ วงใหญ่ๆ อย่างคาราบาว โมเดิร์นด็อก ก็จะไปเล่นที่นั่นด้วย” น.ส.อินทิราเผย