‘ทราย’ ชี้วัยรุ่น 90s คือ ‘เดอะแบก’ ยืดหยุ่นเก่ง มีอะไรให้คิดถึง เล่า 30 ปีสุดมันส์วงการบันเทิง

26.11.23 | 19:08 น.

‘ทราย’ ชี้วัยรุ่น 90s คือ ‘เดอะแบก’ ยืดหยุ่นเก่ง มีอะไรให้คิดถึง เล่า 30 ปีสุดมันส์วงการบันเทิง

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่มิวเซียมสยาม ท่าเตียน กรุงเทพฯ FEED ผู้ผลิตคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ภายใต้เครือมติชน ร่วมกับพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ จัดงาน FEED RETRO Music & Food Fest ภายใต้ธีม #90sไม่นานมานี้ ตั้งแต่วันที่ 24-26 พฤศจิกายน

บรรยากาศเวลาราว 16.00 น. มีกิจกรรม Talk ในสวน โดย น.ส.อินทิรา หรือ ทราย เจริญปุระ นักร้องและนักแสดงชื่อดัง บุคลากรผู้มีประสบการณ์หลากหลายในวงการบันเทิงไทยตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

น.ส.อินทิราเผยว่า ในช่วงนั้นที่ได้เข้ามาเล่นละครเรื่อง “ล่า” เป็นตัวละครที่ถูกข่มขืน ยุคนั้นมันหนักมาก ตอนนั้นคิดว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่คิดว่าจะไม่ได้ไปต่อได้แล้ว

Advertisement

“ตัวละคร ‘มธุสร’ เป็นบทที่หนักหน่วงมาก เจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาก รู้ว่าเจอบทหนัก เลยอ่านหนังสือของ ทมยันตี ซึ่งเป็นนามปากกาของ คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ เราโตมาในกองถ่าย เราก็รู้ว่าศิลปะในการแสดงเป็นอย่างนี้ การแสดงเป็นอย่างนี้ เรียนรู้จากคุณพ่อ ก็ทำให้เรากล้าที่จะแสดง

“ส่วนความกลัว ในการแสดงเราเล่นอันหนึ่งได้กลัวว่าจะเล่นอีกฉากไม่ได้ กลัวว่าจะเล่นไม่ได้อีก กลัวร้องไห้ไม่ได้ หม่นหมองตลอดเวลา และใช้เวลาถ่ายแค่เสาร์-อาทิตย์ ทำให้กลายเป็นเด็กหม่อนมองไปเลย แม่ก็บอกว่าถ้าเราบริหารจัดการไม่ได้เราก็เป็นนักแสดงที่ดีไม่ได้ ถ้าคุณเล่นไม่ได้ ก็แปลว่าคุณไม่ใช่นักแสดง” ทรายกล่าว

ทรายกล่าวต่อไปว่า ถ้าเราข้ามเส้นความกลัวมาได้ เราจะเข้าไปอยู่ในตัวละครตัวนั้น เมื่อทุกครั้งที่เราคิดว่าหนักแล้ว ก็จะมีเรื่องที่หนักกว่านั้นอีก

“เวลาคุณพ่อถามว่าชอบไหม เราก็บอกว่าสนุกดี เขาก็ไม่ได้รู้สึกดีใจอะไรมาก เพราะเป็นอาชีพของทางบ้านอยู่แล้ว ถ้าชอบก็ไปต่อก็ได้กำหนดแนวทางชีวิตต่อไป” ทรายกล่าว

ทรายกล่าวต่อไปว่า จาก “มธุสร” ปี 2537 สู่การมาเป็นนักแสดงภาพยนตร์ เป็นช่วงที่หนังไทยซบเซามากๆ ในช่วงนั้นตนเป็นคนที่หน้าตาไม่ใช่แนวนิยมของคนไทย ซึ่งตอนนั้นนิยม “ลูกครึ่ง” มากกว่า

“ในตอนนั้นแม่พาออกโรงเรียน เพราะเรียนไปด้วยถ่ายหนังไปด้วยมันยาก ทรายก็คิดว่าเราต้องไป เราจะไปเรียน กศน.หรือเปล่า ทรายจริงจังกับชีวิตมากในช่วงนั้น แต่ความจริงจังกับชีวิตมันซื้อผู้ว่าจ้างไม่ได้ เราต้องมีแรงดึงดูดให้คนรู้ว่าเราเล่นได้ด้วย จนมาเป็น ‘นางนาก’

“วันหนึ่ง พี่อุ๋ย นนทรีย์ อยากทำนางนาก ก็ตั้งคำถามพี่อุ๋ยจะทำนางนากครั้งที่ 25 ทำไม? ก็มีแคสติ้งติดต่อหาทรายให้แสดงเรื่องนางนาก ก็เลยลองไปแคสดู ตอนนั้นผมสั้นด้วย จำได้ว่าแคสคู่กับ พี่เมฆ โก๊ะจ๋า ป่านะโก๊ะ สุดท้ายก็เป็นเราที่ได้ ตอนไปเล่นก็ต้องตัดผมสั้น ยุคนั้นดูแปลกมากจนเพื่อนไม่คุยด้วยเลย เพราะมันดูแปลกมากในยุคนั้น ก็มีคนมาถาม ก็บอกเล่นหนัง เขาก็บอกนางนากคืออะไรเราก็ไม่ได้โกรธ มันคือความสนุกในยุคนั้นเช่นกัน

“ความสนุกในหนังเรื่องนั้น เป็นกองถ่ายที่ร้องไห้บ่อย พอถ่ายจบก็ดีใจมา และงบน้อยมากเช่นกัน เป็นชิ้นงานที่สร้างแล้วทำให้เก่าทั้งหมด เราก็ถ่ายไปเรื่อย จนได้ 175 ล้าน เป็นนางเอกร้อยล้านเลย ตอนนั้นเรื่องนี้น่าจะประสบความสำเร็จ มันใหม่มากในยุคนั้น ทุกคนมีภาพจำสำหรับนางนากในแต่ละยุค เรื่องนี้เป็นภาพใหม่ที่ใกล้เคียงกับเรื่องราวตรงยุคสมัยนั้นเอง” ทรายกล่าว

ทรายเล่าต่อไปว่า หลังจากเป็นนางเอกร้อยล้านคนจำภาพนางนากไปด้วยเลย ละครพีเรียดเยอะขึ้น จนทำให้หนังไทยๆ เข้ามามากขึ้น ทำให้คนหน้าไทยแบบเรามาถึงแล้ว แล้วเราโตเป็นสาวพอดีก็เลยได้มาเล่นอีกก็เป็นใบเบิกทางได้เลย ละครประวัติศาสตร์ก็มีเยอะขึ้น

“ช่วงนั้นถ้าทุกคนรู้คือละครที่ถ่ายไปออนแอร์ไป เราจะไม่รู้เลยว่าเราเล่นอะไรไปบ้าง ห้ามตาย ยิ่งเรตติ้งดียิ่งยืด และยืดสุดๆ บทไม่มีมาเป็นเล่ม ก็จะพลิกกันไปเรื่อยๆ ตอนนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันทำไปได้อย่างไร สนุกมากๆ

“ส่วนหนังผี เป็นอะไรที่เป็นเสน่ห์มากๆ เพราะคนไทยมีจินตนาการที่ดีมากๆ เพราะผีไทยนั้นน่ากลัว เรามักจะหรี่ตาเวลานั่งดู มันเป็นความเฉพาะตัวมากๆ ทำให้คนเขาใจได้ไม่ยาก จินตนาการคนไทยจะรู้ว่าผีจะออกมาตอนไหน ทำให้ผีไทยถูกโยงกับความเชื่อด้วย ซึ่งมันไม่แยกกันขาดกับชีวิตเรา” ทรายกล่าว

จากนั้นทรายกล่าวถึงการเป็นนักร้องอัมบั้ม “นาฬิกาทราย” ถ้าเล่นหนังต้องออกเทปในยุคนั้นมันแทบจะเป็นสูตรในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ ส่วนชอบไม่ชอบเป็นอีกเรื่อง ชอบไม่ชอบก็ต้องทำให้ครบในช่วงนั้น อายุ14 เท่านั้น ร้องเพลงรักคนจะเชื่อหรือไม่

“ตอนนั้นทรายก็ไม่ได้ร้องเพลงดีมาก เขาก็เคาะออกมาเป็นแนวใสๆ น่ารัก เด็กๆ เราก็ถามตัวเองว่าได้ไหม เรายังไงก็ไม่รู้ สุดท้ายก็ได้ร้องออกมาจนได้ ส่วนตัวชอบการเป็นนักแสดงมากกว่าจริงๆ เวลาไป 7 สีคอนเสิร์ตก็ไม่ได้อยากร้อง อยากจะไปออกกองมากกว่า คนดูก็ชอบให้เอ็นเตอร์เทน เราก็ให้ความสนุกไม่ได้เพราะเราไม่ได้ชอบ สุดท้ายแกรมมี่ก็ดันเรียกกลับมาทำอีกรอบ กลับมาทำอัมบั้ม ได้ทำและก็ได้รางวัลอีก ก็เป็นสิ่งที่พอใจที่สุดในการร้องเพลง ถ้าเลือกได้คงเป็นนักแสดงเพราะชอบมากกว่า” ทรายกล่าว

จากนั้นทรายกล่าวถึงในยุคปัจจุบันซีรีส์วาย ซี่งตนได้เข้ามาร่วมแสดง รู้สึกเปิดโลกมาก วิธีการทำงาน การสื่อสารต่างๆ ดีมาก ทั้งที่คนละวัยกันหมด ทำให้นึกถึงตอนเด็กที่มีแต่ผู้ใหญ่ แต่ในตอนนี้กลายเป็นเราเป็นผู้ใหญ่

เมื่อพิธีกรถามว่า ถ้ามองจากวันนั้นเราคนยุค 90 ส่งผลถึงยุคนี้ ส่งผลอย่างไรบ้างในวันนี้

ทรายตอบว่า เป็นเรื่องของเซนส์ในการทำงานบางอย่าง ในยุคตนมีความยืดหยุ่น ไม่เน้นเวิร์กไลฟ์บาลานซ์

“มันทำให้เราค่อนข้างมองโลกในแง่ดีมากขึ้น ทำให้เราปรับตัวได้มาก เรามีความหลังให้คิดถึงยุคนั้นเป็นยุคที่ช้าๆ มีโมเมนต์แบบนั้นอยู่บ้าง เราเป็น ‘เดอะแบก’ หนักนิดเบาหน่อยเราก็ทำให้ได้ มันเป็นจุดแข็งให้เรา ยืดแล้วยืดอีก ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย” ทรายกล่าว