เมื่อเร็วๆนี้บนเวทีลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 74 ช่วงที่นักแสดงคนดังเมอรีล สตรีพ วิจารณ์นโยบายกีดกันคนต่างชาติในสหรัฐของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แถมแสดงความไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมที่เขาล้อเลียนเซิร์จ โควาเลสกี ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส ซึ่งเป็นโรคข้อยึดติดแต่กำเนิด ระหว่างไปหาเสียงที่รัฐเซาท์แคโรไลนา เมื่อปลายปีก่อน นับเป็นช่วงประทับใจของหลายคน โดยเฉพาะในบ้านเราที่น้อยครั้งจะได้เห็นคนบันเทิงกล้าวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำประเทศอย่างตรงไปตรงมา
“อยู่ที่วัฒนธรรมมากกว่าค่ะ วัฒนธรรมของแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน” หนูนา-หนึ่งธิดา โสภณ บอกถึงเรื่องดารากับการแสดงความเห็นด้านการเมือง

ก่อนจะว่า “ต่างประเทศวัฒนธรรมการออกความคิดเห็น หรือการล้อเลียนกัน มันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่เขาทำได้ง่ายสบายๆ แต่ด้วยความที่สังคมไทยเรามีเรื่องมารยาท มีเรื่องการเคารพ มีเรื่องวัฒนธรรมต่างๆ ที่บางทีแล้วมันอาจจะไม่เหมาะสมในการกระทำ”
“สิทธิและเสรีภาพมันมีได้ทุกที่ แต่ความเหมาะสม วัฒนธรรม และกาลเทศะ แต่ละประเทศมันไม่เหมือนกัน” เธอย้ำ
ดังนั้น “ถ้าเป็นน่ารักๆ เล็กๆ สนุกๆ เนี่ยเราทำได้ แต่ถ้ามันไม่ถูกต้องตามกาลเทศะ มันก็ลำบากเหมือนกันค่ะ บางทีก่อนที่เราจะไปวิจารณ์คนอื่นเราก็ต้องดูว่าที่เราทำมันเหมาะสมหรือเปล่าด้วย”
“ไม่ได้บอกว่าผิดนะ แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละคนและความเหมาะสม”
เช่นเดียวกับ มด – ณปภัช วัฒนากมลวุฒิ ที่บอกตรงกัน “วัฒนธรรมของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน มันอยู่ที่ว่าแต่ละประเทศเขาจะยอมรับกับเรื่องนี้ได้มากน้อยแค่ไหน”

“สำหรับตัวมดเอง คือการที่คนเราจะมีสิทธิ์มีเสียง การออกเสียงมันได้อยู่แล้ว เพราะนายกรัฐมนตรี หรือว่าคณะรัฐมนตรีต่างๆ นานา ที่ได้ขึ้นตำแหน่งก็เพราะจากการเลือกตั้ง ถ้าให้พูดตรงๆ คือประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ มีเสียง ทุกคนออกความคิดเห็นได้ ในความรู้สึกเราคือมันมีสิทธิ์ออกความเห็น”
ทว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่ค่อนข้างเซนซิทีฟกว่า เราค่อนข้างเซนซิทีฟในเรื่องแบบนี้นิดนึง มดเลยมองว่าดาราหลายๆ คนเลยไม่ได้ออกมาพูด อย่างมดเองอาจจะแสดงความรู้สึกได้แต่คงไม่ถึงขนาดพูดบนเวทีนะคะ เราก็ต้องดูถึงความเหมาะสม ในเรื่องของการพูด การใช้คำพูด และเรื่องของสถานที่ที่เราจะพูดด้วย”
นอกจากนี้ยอมรับว่าสาเหตุส่วนหนึ่งที่เลือกจะ ‘เงียบ’ เพราะถ้าดาราคนไหนออกมาพูดอาจถูกตีความคำพูดนั้นมาจาก ‘อคติ’ มากกว่า ‘เป็นกลาง’
“มันก็ด้วยเหมือนกันค่ะ” เธอบอก
“ปกติเราไม่ใช่คนที่จะมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ให้พูดตามตรงก็คือ เราเรียนจบรัฐศาสตร์มาแต่ว่าไม่เคยมานั่งสนใจเรื่องการเมือง รัฐศาสตร์เลย เราว่าเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองกับดาราไทยค่อนข้างห่างไกลกันเลยแหละ”
ด้านสาวที่ออกตัวว่านิสัยไม่ดี เพราะไม่ค่อยได้ติดตามการเมืองทั้งที่เป็นเรื่องใกล้ตัวอย่าง แป้งโกะ-จินตนัดดา ลัมะกานนท์ นั้น ให้ความเห็น “ถ้าถามว่ามีสิทธิ์ไหม แป้งว่าทุกคนน่าจะมีสิทธิ์ที่จะพูดความคิดเห็นของตัวเองออกมาในเรื่องการเมือง ไม่ว่าเราจะรู้สึกอย่างไร”
“อย่างในอเมริกา เราจะเชียร์ฮิลลารี่หรือทรัมป์ก็เรียกว่าสามารถพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดเห็นได้ ตราบใดที่มันไม่ทำร้ายคือว่าใส่ร้ายใคร”

“อาจจะพูดในแง่มุมว่าเราคิดเห็นอย่างไรกับคนนี้ หรือว่าสิ่งนี้ แต่ว่าสิ่งที่เราพูดเราควรจะพูดอย่างมีสติ ไม่เอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยว สิ่งที่เราพูดมันต้องมีเหตุผลและไม่ไปทำร้ายเขา หรือว่าไม่พูดโกหก”
ส่วนในประเทศไทยนั้น แป้งโกะว่า “คนที่ฟังอาจจะเซนซิทีฟกว่า”
“ด้วยความที่เราอาจจะไม่คุ้นชิน กับเรื่องอะไรประมาณนี้ แป้งมองว่าเรามีสิทธิ์ที่จะพูดแต่ว่าเราอาจจะต้องคิดมากขึ้น เพราะว่าคนฟังจะเซนซิทีฟกับเรื่องนี้อาจจะมากกว่า แต่ว่าแป้งก็มองว่าทุกอย่างมันก็จะมีความพอดีของมัน ถ้าเราพูดอย่างพอดีมันก็น่าจะโอเค”
เว้นแต่ว่า “บางทีอาจจะมีบางความคิดเห็นที่อาจจะทำให้คนบาดหมางกัน หรือว่าจะเป็นประเด็นอ่อนไหว ซึ่งถ้าเลือกได้ในสถานการณ์นั้นก็อาจจะไม่พูดดีกว่า”
เหตุผลส่วนหนึ่งนอกจากยอมนิ่งๆ เงียบๆ เพื่อไม่เจ็บตัว ยังจะได้ไม่ต้องชี้นำคนอื่นในฐานะที่เป็น “บุคคลสาธารณะ” อีกต่างหาก
“เข้าใจเลยค่ะ” แป้งโกะบอกจริงจัง
“เพราะว่าเราเป็นบุคคลสาธารณะมีคนรู้จักปุ๊บ เราจะมีเหมือนแบบได้รับอำนาจในการชี้นำ อย่างบางทีแป้งอาจจะได้ชี้นำแค่ 10 คน แต่ว่ามันก็คือการชี้นำเหมือนกัน ดังนั้นบางทีเรารับสารมาจากฝ่ายหนึ่ง หรือว่าจากคนอื่น เราก็ไม่สามารถจะรู้ว่าสารนั้นมันจะถูกต้อง 100% หรือเปล่า”
“ดังนั้นที่แป้งมองว่า ถ้าเรามีสิทธิ์ชี้นำคนอื่นได้ บางทีเราอาจจะแบบไม่พูดดีกว่าไหม หรือว่าจะพูดยังไงที่จะทำให้มันเป็นกลาง เป็นเหตุผลและไม่มีอคติ พูดให้ซอฟท์เพื่อที่คนฟังจะได้ไม่รู้สึกว่าเขาถูกจูงไปทางไหน”
ขณะที่กอล์ฟ – ธัญญ์วาริน สุขขะพิสิษฐ์ ผู้กำกับหนังคนดังว่า “จริงๆ แล้ว ก่อนหน้านี้เราก็วิพากษ์วิจารณ์นายกฯ ได้ คือคนไม่ชอบนายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็พูดได้ โดยที่เราก็ไม่เห็นว่านายกฯ เขาจะมาฟ้องหรืออะไร แต่เข้าใจว่าบ้านเมืองเราไม่ได้อยู่ในยุคประชาธิปไตย เราอยู่ในรัฐบาลรัฐประหาร เราก็เข้าใจได้ ว่าอะไรที่มันพูดได้อะไรที่มันพูดไม่ได้”
“ถามว่าเมืองไทยจะสามารถแสดงความคิดเห็นทางด้านการเมืองแบบเมอรีล สตรีพได้ไหม มีแน่นอน แต่ว่าก็ต้องมีการเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยให้สมบูรณ์”

ถึงอย่างนั้น “จริงๆ แล้ว รัฐบาลรัฐประหาร การจะบริหารบ้านเมืองเขาก็ต้องรับฟังความคิดเห็นของคนไปด้วยอยู่แล้ว”
โดยเฉพาะเหล่าคนดังที่ควรออกมาแสดงความเห็นทางด้านการเมืองบ้าง
“ควรพูดค่ะ” กอล์ฟย้ำ
“จะเป็นดารา อยู่หน้าสื่อเราก็สามารถพูดแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้หมด เราก็เป็นคนนึงในสังคม เป็นดาราแล้วไง เป็นคนมีชื่อเสียงแล้วไง มันก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ไม่แปลก ไม่ผิด”
ส่วนพูดแล้วจะเสี่ยงต่อการที่ผลงานจะโดนแบนหรือไม่นั้น เขาว่า “นี่คือสังคมไทย สังคมไทยไม่ถูกสอนให้ยอมรับความคิดเห็นต่าง”
“อย่างเมอรีล สตรีพ คนจะไม่ชอบที่นางออกมาพูดแบบนี้ แล้วไม่ดูหนังนางก็คงมี แต่ก็แล้วแต่ แต่ไม่ว่าเราจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรก็ตาม เขาจะไม่ชอบที่เรามีทัศนคติแบบใดก็ตาม แต่ผลงานก็เป็นอีกเรื่องนึงมั้ย เราน่าจะแยกให้ออก”
เพราะความเห็นต่างทางการเมือง ไม่ใช่ความผิดที่จะต้องฟาดฟันกันให้ตายไปข้างหนึ่ง

