กุญแจสู่การปลดล็อก ‘ของขวัญพิเศษ’ จาก เจ ทพหัสดิน

1.01.24 | 06:00 น.

 

กุญแจสู่การปลดล็อก ‘ของขวัญพิเศษ’ จาก เจ ทพหัสดิน

เจ เทพหัสดิน ณ อยุธยา บอกว่าความตั้งใจของเขาในการทำภาพยนตร์สารคดีสั้น ‘The Present’ ก็เป็นไปตามชื่อโปรเจ็กต์ คือเป็น ‘ของขวัญพิเศษ’ ที่ตั้งใจมอบให้

โดยงานชิ้นนี้ ที่นักร้องคนดังแห่ง วง PREM ทำร่วมกับ ‘ป้าศรี’ ของเขา หรือ คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน หาญเจนลักษณ์ คือการนำเสนอมุมมอง ความคิดของบุคคลหลากอาชีพในเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ และการก้าวข้ามผ่านช่วงมืดมนไปสู่ความสุข และการมีชีวิตที่ลงตัว

Advertisement

เป็นงานที่จุดประกายขึ้น ตั้งแต่วันแรกหลังสึกจากการบวช และใช้เวลาอีกราว 2 ปีรวบรวมข้อมูล จากการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ อย่าง จา พนม ยีรัมย์ ซึ่งก็เคยผ่านความทุกข์หนัก สต็อป พริตตี้เงินล้าน-ณัฐฐา ศิริรำไพวงษ์ ก็เช่นกัน รวมถึง วรรณพร พรประภา สถาปนิกที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็มีความทุกข์ที่แตกต่างไป ฯลฯ

แรงบันดาลใจของการทำงานนี้ จะเรียกว่ามาจากประสบการณ์ตรงของตัวเองก็ว่าได้-เจบอก

“ในฐานะนักร้อง เราอยู่ในวงการบันเทิงมาเกือบ 20 ปี แล้วอย่างที่ทราบดี เราทำเพลง ‘แค่เธอที่ต้องการ’ ‘อธิษฐาน’ ‘แต่งงาน’ และอื่นๆ ที่ทำให้มีชื่อเสียง และทำให้คนรู้จักมากมาย”

“มันเป็นความฝันในวัยเด็กที่อยากจะประสบความสำเร็จในเส้นทางศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลง เมื่อวันหนึ่งความฝันเป็นจริง เราก็คิดว่านั่นคือสัญลักษณ์ของความสำเร็จ คิดว่าชีวิตหลังจากนั้นจะมีแต่รอยยิ้มแล้วก็เสียงหัวเราะ”

“แต่ว่ามันตรงกันข้าม”

“ในวันที่มีชื่อเสียง เพลงของเราเป็นยอดนิยม ยอดวิวเป็นร้อยๆ ล้าน มันตามมาพร้อมกับความกังวล ความกดดัน ความกลัวที่จะเสียมันไป แรงกดดันจากภายในที่เซ็ตขึ้นมาเอง ทำให้เรากลายเป็นซึมเศร้า มีสภาวะซึมเศร้าหนักมากอยู่ในช่วงหนึ่ง ช่วงที่คนภายนอกมองเข้ามาแล้วคิดว่าชีวิตของเราเพอร์เฟ็กต์ แต่จริงๆ แล้วเราร้องไห้ทุกวันเป็นเวลาหลายๆ เดือน แล้วเราก็หมดไฟในการใช้ชีวิต ในการสร้างงาน ทำสิ่งที่รัก”

โชคยังดีที่มีเพื่อน

“เพื่อนพาออกไปจากกรุงเทพฯ ไปอยู่กับธรรมชาติ บนภูเขา ได้เห็นพระอาทิตย์ เห็นก้อนเมฆ ที่ทุกๆ เช้ามันจะเปลี่ยนรูปร่าง ผ่านไป 3 อาทิตย์ก็เริ่มเข้าใจถึงสภาวะที่เกิดขึ้นในใจที่มันไม่ต่างจากธรรมชาติ มีเข้ามา มีออกไป มีช่วงสว่าง ช่วงมืด”

“พอเข้าใจส่วนนี้ ก็เลยทำให้เราไม่ทุกข์ทรมานเหมือนสมัยก่อน ทำให้สามารถกลับมาใช้ชีวิต แล้วก็สร้างงานอีกครั้งหนึ่งได้อย่างมีความสุข”

แต่ลึกๆ ในใจก็อยากไปศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้มากขึ้น ติดก็แต่พอกลับมาทำงาน คิวก็แน่น กระทั่งเกิดสถานการณ์โควิดที่งานทุกอย่างหยุดชะงัก จึงมีโอกาสได้บวชเรียนตามที่ตั้งใจ

จาก 1 เดือนที่คิดและบอกกับแฟนไว้ ก็กลายเป็น 2 เดือน 3 เดือน ก่อนจะบอกกับเธออีกครั้งว่า “ยังรู้สึกมีความสุขตรงนี้ ยังมีอะไรที่อยากจะเรียนรู้เพิ่มเติม”

และ “ขอบวชโดยที่ไม่มีกำหนดสึก”

ซึ่งเธอก็เข้าใจ

“เป็นเวลา 1 ปีที่อยู่บนภูเขา อยู่กับตัวเอง อยู่กับพระอาจารย์ ศึกษาหาคำตอบของชีวิต ทบทวนชีวิตที่ผ่านมา แล้วก็จดชื่อคนต่างๆ ที่เคยเข้ามากระทบใจเรา ทั้งดีและไม่ดี แล้วเราก็ตัดสินใจในทุกๆ วันที่จะส่งความรู้สึก ส่งความปรารถนาดีให้เขา ให้อภัยเขา อโหสิกรรมให้กันและกัน ทำซ้ำๆ จนเกิดความเบาสบายใจ เกิดความที่ไม่มีอะไรค้าง มีความสว่างอยู่ในใจ”

ก่อนจะตัดสินใจสึก เมื่อพร้อมจะกลับมาทำในสิ่งที่ถนัด คือสร้างงานศิลปะ สร้างเพลง โดยตั้งใจจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้บนภูเขามาแบ่งปัน

“วันที่สึกได้มีโอกาสไปพบกับคุณหญิงจำนงศรี ซึ่งเป็นคนที่ไม่รู้จักมาก่อน ท่านได้ติดตามผลงานของผมผ่านเฟซบุ๊กแล้วก็อยากจะปรึกษางาน พอสึกตอนเช้า ช่วงบ่ายผมก็ได้มานั่งคุยกับป้าศรี แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต เรื่องธรรมชาติ ความทุกข์ ความสุข มันหมือนจูนติดกัน จนกลายเป็นจุดกำเนิดของโปรเจ็กต์”

เจในวัย 25 ยังบอกอีกว่า สิ่งที่เขาคาดหวังจากงานชิ้นนี้ คือ “อย่างน้อยที่สุดก็อยากให้มันจุดประกายให้ได้ทบทวนชีวิต ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริงๆ”

เขายังย้อนเล่าด้วยว่า ช่วงที่อยู่ในภาวะซึมเศร้า ทุกข์ใจ ไม่มีความสุข และอยากฆ่าตัวตาย “มันเกิดขึ้นจากความอยากที่จะประสบความสำเร็จ อยากดัง อยากได้ แล้วพอมีความอยากมากๆ มันทำให้กดดัน”

“แต่สิ่งที่แปลกที่สุดคือพอได้อยู่กับตัวเองในช่วง 1 ปีที่เป็นพระ เราละทิ้งความต้องการต่างๆ จนพอหมดความอยาก มีความเบาสบายในใจ สิ่งที่มหัศจรรย์คือเราได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยใฝ่ฝัน โดยไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องแก่งแย่งกับใคร คือพอจิตมันสบาย มันเหมือนเราพร้อมที่จะรับสิ่งดีๆเข้ามาโดยธรรมชาติ และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะแชร์และแบ่งปัน”

“เราจะทำยังไงให้เรามีความสบาย ไร้กังวล นั่นเป็นหน้าที่หลัก ถ้าเราตื่นขึ้นมาทุกเช้า แล้วมีความปิติยินดี มีความชื่นชมยินดี มันจะดึงดูดแต่สิ่งดีๆเข้ามา”

ดูอย่างตัวเขาเองที่ตอนนี้ได้กลับมาร่วมงานกับค่าย LOVEiS Entertainment ได้มาสร้างงานโฆษณากับองค์กรใหญ่ๆ ได้กลับมาเล่นคอนเสิร์ตอย่างที่ใฝ่ฝัน ฯลฯ

“ได้งานที่เติมเต็มให้กับชีวิต โดยที่เราไม่เหนื่อยเลยครับ”

ถามไปว่าทุกข์ที่เกิดตอนอยู่ในวงการ มาจากตัวเองล้วนๆ หรือส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนอื่นรอบข้าง?
เจบอก  “การที่เราไม่รู้ แล้วเราคิดว่ามันมาจากภายนอก มาจากคนนู้น มาจากคนนี้ แต่จริงๆ มาจากเราล้วนๆ เลย”

“ไม่ได้มีใครมากดดันเราเท่ากับตัวเราเอง คือเราคาดหวังกับตัวเอง เราอยากได้แล้ว ต้องได้อีก ได้แล้วกลัวเสียมันไป”

รวมถึงพอ ‘คนอื่นได้’ ก็ไม่วายเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเขา

“กุญแจสำคัญคือ ถ้าเราสามารถที่จะยินดีกับความสำเร็จของคนอื่นได้ ก็จะปลดล็อกให้เรามีความสุขจริงๆ”

“ทุกวันนี้เรารู้สึกปิติยินดีกับสิ่งที่ได้รับ แล้วก็ทุกๆ วันก็เป็นของขวัญ ในช่วงชีวิตที่เหลือจากนี้ก็มีความสุขในการทำสิ่งที่ถนัด แล้วก็ได้แบ่งปันเรื่องราวออกไป อย่างน้อยบางคนได้ดูหนังเรื่องนี้ ได้ฟังบทสัมภาษณ์ แล้วทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นมานิดๆ หน่อยๆ มันก็เป็นรางวัลแล้ว เพลงที่ทำทุกวันนี้ก็เพื่อที่จะเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ทำให้คนฟังได้ทั้งความสุขและแรงบันดาลใจ”

เจซึ่งตอนนี้ไม่ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าอีกต่อไปยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมามีหลายคนเคยมาปรึกษา อย่างน้องๆ ในวงดนตรีวงหนึ่งก็มานั่งคุยเรื่องคิดจะฆ่าตัวตาย

“แต่เขาบอกว่าพอได้มาดูบทสัมภาษณ์ตอนที่เราเป็นพระ ก็ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้น อย่างที่บอก อย่างน้อยเราก็เป็นกำลังใจให้กันและกัน แล้วเขาก็รู้ว่ามีคนรู้สึกเหมือนเขา ทำให้เขาเบาลงได้ เราก็ให้เขาค่อยๆ แชร์ความในใจ และเราเป็นผู้ฟังที่ดี ซึ่งโปรเจ็กต์นี้อยากให้มันเป็นมากกว่าแค่สารคดีสั้นๆ แต่อยากจะสร้างคอมมิวนิตี้ให้คนที่มีความรู้สึกต่างๆ เข้ามาแชร์ความรู้สึกซึ่งกันและกัน”

“แล้วเราก็จะผ่านช่วงเวลาที่มืดมนไปด้วยกัน”

สำหรับตัวเขาเอง เจบอกว่าทุกวันนี้ไม่ค่อยกังวลอะไรแล้ว

“เพราะเหมือนเราเจอคุณแจสำคัญ ก็คือกลับมาที่ THE PRESENT ที่มันมีความหมาย 2 อย่าง คือหนึ่ง ปัจจุบัน สองคือ ของขวัญ ซึ่งไม่มีของขวัญอันไหนล้ำค่าไปกว่าการอยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันมันดีที่สุด อดีตเป็นเรื่องของความทรงจำ อนาคตก็ยังไม่เกิด เมื่อไหร่ที่เราอยู่กับตรงนี้ กับปัจจุบัน เราก็จะไม่ทุกข์ใจ ไม่กังวล คาดหวัง”

และก็ใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข

*วงการมายา-ก็มายาสมชื่อ
หลายคนบอกว่าวงการบันเทิงก็คือวงการมายา เรื่องนี้เจบอกว่าเขาเห็นด้วยเต็มร้อย

“เพราะมันเป็นวงการของการขายภาพพจน์ ภาพลักษณ์ แล้วทุกอย่างมันต้องดูดีกว่าความเป็นจริง ไม่ว่าจะโพสต์รูปลงโซเชียลต่างๆ เราก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด แล้วมันเป็นการขายวิธีคิดที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าใจเราไม่พร้อม แล้วเข้ามาในวงการนี้ มันง่ายมากที่จะหลงทาง แล้วก็เจ็บปวดได้เยอะมากๆ”

เขาเองก็เคยหลง และเคยเจ็บปวด

“หลงมาก” เจรับ

“อย่างเพลงแค่เธอที่ต้องการ มันทะยานสู่ 1 ล้านวิวภายในคืนเดียว แล้วก็ขึ้นสู่ 10 ล้าน 30 ล้าน 50 ล้านแบบเร็วมากๆ มันพาให้เราได้ไปเดินพรมแดง ไปออกรายการยอดนิยมทุกรายการตั้งแต่เพลงแรก เราเลยไม่มีภูมิต้านทาน รู้สึกว่าทำไมมันง่ายจัง ดังแล้ว เวลาไปไหนคนก็ยกนิ้วให้ ชื่นชมยินดี สิ่งเหล่านั้นเป็นภาพลวงตา มันหลอกให้เราหลงตัวเอง แล้วมีอีโก้ที่สูงขึ้นมาเร็วมาก จนเราลืมตัว พอลืมตัวก็ทำให้เราไม่น่ารัก แล้วก็อาจจะตัดสินใจอะไรด้วยความรู้สึกไม่ใสสว่างเหมือนก่อนหน้า”

*การงานวันนี้ ในมุมมองใหม่

“เมื่อก่อนเวลาจะขึ้นคอนเสิร์ตหรือทำอะไร มันมีความคาดหวังว่าจะต้องได้อย่างนี้ เท่านี้ แบบนี้ แต่พอเป็นแบบนั้นเราก็ไม่มีความสุข 100 %” เจบอก

แต่ทุกวันนี้เมื่อเปลี่ยนความคิดใหม่ คือ “เล่นในสภาะเหมือนเด็กมัธยมที่เริ่มทำวงดนตรีแรกๆ ก็มีความสุข สบาย แล้วมันแปลกตรงที่พอเรารู้สึกแบบนี้ คนดูเขาก็มีความสุขมากกว่าเดิม”

“แล้วแต่ก่อนเป็นคนครุ่นคิด วางแผน ต้องเซ็ทเดดไลน์ แต่มาเข้าใจคำว่าวางแผน มันมีคำว่าวาง ซึ่งเราจะปล่อยวางไว้ ไม่ยุ่ง ยึดติดกับอะไร สังเกตุถ้าเราทำปัจจุบันให้ดี ผลมันจะดีมาก”

“ถ้าเรากำลังทำเพลงอยู่ แล้วไปคิดว่าคนจะดูเท่าไหร่ จะฮิตไหม งานมันจะไม่ทรงพลังกว่าการที่เราอยู่กับเนื้อหา อยู่กับเมโลดี้ อยู่กับความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นข้างหน้า”

“ผลมันจะดีงาม”