‘บิณฑ์’ แจง ‘ไทด์-ยุ้ย’ มีปัญหากันมานานแล้ว เผยแยกกันอยู่แต่ยังไม่หย่า ยันไม่มีมือที่สาม

เข้าพิธีอุปสมบทแบบกะทันหันไปเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2559 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9 ณ อุโบสถวัด บางแวก เขตคูหาสวรรค์ ภาษีเจริญ ล่าสุด ท็อป – บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ก็ลาสิกขาหลังบวชมาเป็นเวลานาน 3 เดือนเต็ม เพื่อมาทำหน้าที่เปิดตัวภาพยนตร์ “ทองดีฟันขาว” ที่ SF World Cinema  เซ็นทรัลเวิลด์ ในฐานะผู้กำกับ ซึ่งในงานนี้ บิณฑ์ ได้เปิดใจว่าอยากบวชตลอดชีวิต

“พูดจากใจเลยว่าชอบ ถ้าไม่ติดโปรโมตหนังผมกะบวชไปเรื่อยๆ บวชไปจนกว่าที่เราจะรู้สึกซึมซับกับอะไรมากพอแล้ว แต่บวชมาแค่ 3 เดือนเอง ก็คิดไม่อยากจะสึก แต่เสี่ยเจียง (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ)  ก็โทรมาตลอดว่าต้องสึกนะ มาช่วยกันทำงาน เราก็เกรงใจ เพราะว่าลงทุนด้วยกัน เลยคิดว่าถ้าเราทำอะไรแล้วเราต้องรับผิดชอบสิ่งที่เราทำ ก็ไปปรึกษาพระอาจารย์ พระอาจารย์บอกว่าไม่เป็นไรสึกไปก่อน ไปทำงานในสิ่งที่เรารับผิดชอบไว้ แล้วค่อยกลับมาบวชใหม่ก็ได้ ”

“ผมบวช 3 เดือนเต็มๆ ครับ ตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค 59 สึกวันที่ 22 ม.ค. 60 ครั้งต่อไปคงไม่สึก ผมพูดจริงๆ เลยนะ ทุกวันนี้ผมสามารถสละกิเลสได้ในบางอย่างแล้ว คิดว่าอนาคตข้างหน้า เราสามารถเคลียร์ทุกอย่างได้หมด ก็อาจจะกลับไปบวชต่อคงจะไม่สึก ถ้าผมได้บวชอีกครั้งไม่สึกแน่นอน” บิณฑ์ กล่าว

และว่า การบวชทำให้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น เนื่องจากตอนเป็นฆราวาสตนต้องทำงานทั้งในวงการบันเทิงและงานจิตอาสาจนดึก ทำให้ไม่มีเวลาได้อยู่กับตัวเอง แต่เมื่อบวชแล้วเราก็สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ และยังมีเวลาได้สวดมนต์ ภาวนาทำให้จิตใจได้ปล่อยวางจากกิเลส และยังเป็นการฝึกตัวเองให้มีระเบียบวินัย ซึ่งถ้าหากมีโอกาสก็จะกลับไปบวชอย่างแน่นอน

“ผมไม่ได้วางแผนอะไรมาก่อนเลย ถ้าจังหวะชีวิตของเรา ถ้าผมมีบุญบารมีว่าจะต้องบวชเดี๋ยวก็มาเอง แล้วผมก็เชื่อว่าในชีวิตของผม ถ้าผมจะต้องตายจากโลกนี้ไปผมจะต้องตายในผ้าเหลือง แล้วตอนมาบวชก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เพราะตอนแรกผมตั้งใจไว้ 30 วัน พอพระอาจารย์มาถามได้ฤกษ์สึกยัง ผมก็บอกว่าไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะสึก ก็บวชไปเรื่อย พอสองเดือนก็ขอบวชต่อไปเรื่อยๆ ดีกว่า จนมาสามเดือนก็ต้องสึก ถ้าใครไม่เคยบวชลองไปบวชดูนะ แล้วมันจะมีความสุขมากกับชีวิตจริงๆ”

บิณฑ์ บอกอีกว่า เงินที่ทำบุญที่ได้มาจากการบิณฑบาต  รวมถึงเครื่องสังฆฑานที่ชาวบ้านถวายมา ตนก็มอบให้กับวัดนำไปใช้ประโยชน์ต่อทั้งหมด

44750

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ของน้องชาย ไทด์ – เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ และภรรยา ยุ้ย – คนึงนิจ บิณฑ์ ยอมรับว่ามีปัญหากันมานานแล้ว แต่ไม่ใช่เพราะมือที่สาม ซึ่งขณะนี้ทั้งสองคนได้แยกกันอยู่ แต่ยังไม่ได้หย่า

“เรื่องคุณไทด์ผมพูดเป็นกลางและเรื่องจริงจากใจ ผมไม่เข้าข้างน้องชาย ไม่เข้าข้างคุณยุ้ยภรรยาเขาและไม่มีคนอื่นที่เขามาแทรกแซงตรงนี้ เมื่อประมาณปีที่แล้ว คุณยุ้ยมาปรึกษาผมเรื่องที่จะหย่ากับคุณเอกพันธ์ ผมก็เลยบอกว่าถ้าเกิดตัดสินใจที่จะไม่อยู่ด้วยกันแล้ว เรียกลูกมาทั้งหมด มาคุยกันว่าจะตัดสินใจอย่างไร แต่เขาบอกว่าคุณเอกพันธ์ไม่ยอมหย่าให้เขา ผมก็ฟังเรื่องคุณยุ้ยจบก็เรียกคุณเอกพันธ์มา ตัวเขาก็บอกว่าเขาจะหย่าแต่ยุ้ยไม่ยอมหย่า ถามคนหนึ่งก็บอกแบบนี้อีกคนก็บอกแบบหนึ่ง  ก็เลยบอกว่าให้เขาไปคุยกันตรงๆสองคนก่อนแล้วค่อยปรึกษากันว่าจะเอายังไง”

“ตอนผมกำลังบวชอยู่ก็รู้เหตุการณ์ว่าคุณยุ้ยกับคุณเอกพันธ์หย่ากัน จนมีวันหนึ่งคุณยุ้ยไปหาผมที่กุฏิที่ผมบวชอยู่มากับลูกสาวคนหนึ่งก็มาปรึกษาผมเรื่องนี้ เขาก็บอกว่าเขาไม่อยากหย่า แต่พี่ไทด์ไปเจอใครคนหนึ่งและพร้อมที่จะไปจากเขา และผมก็ย้อนถามกลับไปว่าครั้งหนึ่งเขาเคยมาปรึกษาผมเรื่องหย่าคุณไทด์แล้วทำไมครั้งนี้จะหย่าทำไมไม่หย่ากับเขา ผมก็เลยเรียกคุณเอกพันธ์เข้ามาหาผมที่กุฏิประมาณ 4 ทุ่มในวันนั้น ความจริงก็คือว่าเขาเคยปรึกษากันเรื่องนี้นานแล้วจนกระทั่งคุณยุ้ยก็เหมือนจะตกลงจะหย่าให้เขา และเขาก็ตกลงกันเรื่องบ้านว่าบ้านที่มีอยู่นี้จะยกให้ลูกสาว 3 คนเป็นชื่อลูกสาวทั้งหมด และจะให้ค่าเลี้ยงดูเดือนละ 5 หมื่นบาท ทางคุณยุ้ยก็ไม่ยอมหย่า เพราะเขารู้ว่ามาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาหาในชีวิตคุณไทด์และผู้หญิงคนนั้นค่อนข้างที่จะมีชื่อเสียง ผมก็เลยมองเกมว่าจะเอาชนะกันเท่านั้นเอง แต่ถามว่าสองคนนี้มีความสุขไหมไม่มีความสุข ผมเป็นคนกลางผมรู้เลย  ถ้าไม่มีความสุขแล้วผมเลยบอกว่าถ้าจะอยู่เพื่อลูกก็แยกกันดีกว่า ลูกจะได้ไม่ต้องฟุ้งซ่าน ยิ่งตอนนี้ลูกกำลังโต คนโต 12 ปี คนเล็ก 10 ขวบก็ให้คำปรึกษาไปจนกระทั่งผมสึกมาก็ยังไม่เห็นว่าจะตกลงอะไรกันได้”

“แต่ไม่ใช่มือที่สามเพราะเขาเลิกกันมาก่อนแล้ว ถ้ามือที่สามต้องมีตั้งแต่ตอนแรกแล้วที่เขามีปัญหากัน แต่เขามีปัญหากันตั้งแต่ครั้งแรก ตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา และผู้หญิงคนนี้ก็อาจจะเข้ามาในชีวิตของคุณเอกพันธ์ และคุณเอกพันธ์ก็คงคิดว่าทำให้เขารู้สึกดีขึ้นจากที่เขาเคยรู้สึกหดหู่กับครอบครัว ไม่มีความสุขกับการอยู่ด้วยกัน และเจอคนนี้ก็เลยรู้สึกว่าอาจจะสดชื่นอาจจะดี ทางนั้นก็คงถามว่าคุณหย่ากันหรือยังประมาณนั้น แต่ถ้าถามว่ามือที่สามเกี่ยวไหมไม่เกี่ยวครับ มือที่สามไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยเพราะเขามีปัญหากัน 2 ปีมาแล้ว ซึ่งตอนนี้ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้หย่ากัน เพียงแต่ตกลงอะไรกันนิดหน่อยว่าเรื่องการดูแลลูกว่าจะเป็นยังไง ยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่หย่า และเขาก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน คงจะอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้วเพราะผมบอกทั้งสองคนว่าถ้าอยู่ไม่ได้ก็อย่าอยู่ด้วยกัน แต่ขอให้แยกจากกันด้วยดี ก็ดูแล้วกันว่าแยกย้ายกันไปแล้วชีวิตมันดีขึ้นไหม คุณยุ้ยอายุยังไม่มาก 40 กว่าปี คุณเอกพันธ์ก็ 50 กว่าปียังสามารถไปเจอคนอื่นได้ เพียงแต่ว่าลูกอยู่ตรงกลางควรจะทำอย่างไร ผมก็ได้คุยกับหลานๆเขาก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางพ่อก็รักทางแม่ก็ชอบ จริงๆผมไกล่เกลี่ยตั้งแต่แรกแล้ว พยายามแล้วแต่เขาบอกอยู่กันไม่ได้ยังไงก็จะหย่าซึ่งผมมองว่าถ้าจะให้เรื่องนี้มันจบก็ต้องตกลงกันและหย่ากันไปเลยดีกว่า ผมไม่เข้าข้างใครเพราะคุณยุ้ยก็ดี คุณเอกพันธ์ก็ดีแต่ต้องเห็นใจลูกเพราะลูกคือตรงกลางที่ได้รับปัญหาทั้งหมด ตอนนี้ก็ได้แต่ให้กำลังใจเขาอย่างเดียว” บิณฑ์ กล่าวในที่สุด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“สุวิทย์ ”ถก แม่น้ำ 3 สาย วางประเด็นประชุมปฎิบัติการ 1 ก.พ.
บทความถัดไปตร.สมุยรวบอดีต รปภ.หันค้ายาบ้า ผู้ต้องหาปล่อยโฮอยากหาเงินส่งลูกเรียน