มิ้นต์ รับทักหา แน็ก ชาลี กลัวตกใจข่าววัยเด็ก เผยรัก 12 ปี ภูผา ไม่กดดัน ยังไม่รีบแต่ง
หลังจากที่นางเอกสาว มิ้นต์ ชาลิดา ได้ออกมาบอกเล่าถึงเรื่องราวความรักในวัยเด็กกับ แน็ก ชาลี ที่อยู่ใกล้บ้านกัน แต่กระนั้นก็ไม่ได้มีการพัฒนาความสัมพันธ์ รวมถึงเรื่องความรักกับแฟนหนุ่ม ภูผา เตชะณรงค์ ที่ครั้งหนึ่งเคยรู้สึกเสียใจจนทำให้ปอดฉีก จนถูกพูดถึงเป็นอย่างมากไปแล้ว ล่าสุดในงาน LYN’S EMPOWERED WOMEN ที่ ร้าน LYN ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว เจ้าตัวก็ได้บอกเล่าว่า
เกือบจะได้คบกับ แน็ก ชาลี ?
“เป็นเรื่องที่ทุกคนไม่เคยรู้ และมิ้นต์ก็งงเหมือนกันว่าวันนั้นถามมิ้นต์ได้ยังไง ใครให้แหล่งข่าวนี้ หนูยังไม่ได้สัมภาษณ์คนให้แหล่งข่าวเลย แต่ก็มีการทักไปหาแน็กเหมือนกันหลังจากที่เห็นการพาดหัวข่าว (หัวเราะ) และรู้สึกว่าเดี๋ยวแน็กจะตกใจว่าเรื่องมันผ่านมาเป็น 20 ปีแล้ว (หัวเราะ)”
เกิดอะไรขึ้นตอนนั้น ?
“เราอยู่ ป.4 แล้วแน็กอยู่ ป.5 บ้านเราอยู่ใกล้กัน มันก็เป็นเรื่องเด็กกุ๊กกิ๊ก แล้วตอนนั้นเราก็เคยไปแคสหนังที่แน็กเล่น ก็คือแฟนฉัน แต่เราเป็นสาวตัวสูง ก็ขำ ๆ เลยไม่ได้เป็นแฟนกัน (หัวเราะ)”
แน็กว่ายังไงบ้างหลังจากที่เราทักไป ?
“แน็กก็บอกว่าเห็นแล้ว เป็นยังไง สบายดีไหม พวกเราโตกันขึ้นเยอะแล้วเนอะ (ยิ้ม) เขาก็ไม่ได้ตกใจอะไร“
ตอนนั้นเขาเลี้ยงสัตว์หรือยัง?
“เลี้ยงแล้วค่ะ เลี้ยงตั้งแต่ตอนนั้นเลย เลี้ยงหนูท่อ เลี้ยงอะไรต่างๆ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับน้องชายเราอยู่แล้ว (หัวเราะ) เขาก็ไม่ได้เลี้ยงอะไรประหลาดไปกว่าน้องเรา“
แต่ตอนนั้นเขาตกใจคุณแม่ใช่ไหม ?
“มิ้นต์จำไม่ได้เลยว่าแน็กหายไปจากมิ้นต์ตอนไหน (หัวเราะ) แต่ถ้าย้อนภาพกลับไปชัดๆ ก็คือตอนไปดูหนัง แล้วคุณแม่ไปด้วย แต่จำไม่ได้เลยว่าไปดูที่ไหนอะไรยังไง แต่เหมือนไปกัน 3 คน (หัวเราะ) เหมือนแม่ก็เป็นห่วง ด้วยความที่เราก็ยังเด็ก และสมัยนั้นเราก็เริ่มมีการถ่ายโฆษณาแล้ว แล้วแน๊กเหมือนว่าจะได้เล่นหรือไม่ได้เล่น เพราะรู้จักกันตั้งแต่ยังไม่ได้เล่นหนังเลย แล้วเขาก็ดังเปรี้ยงปร้าง”
ได้เจอกันล่าสุดเมื่อไหร่ ?
“กับแน็กไม่ได้เจอกันเลย นานมาก เป็น 10 ปี แต่ก็มีทักคุยกันอยู่บ้าง ถามไถ่ว่าเป็นยังไง ทำอะไรอยู่ เพราะเหมือนเป็นเพื่อนสมัยเด็ก”

ถ้าได้กลับมาร่วมงานกันอีกทีเราจะเขินไหม ?
“คือหนูก็ลืมไปแล้ว ก็ช็อกเหมือนกันที่วันนั้นเขาถามหนู ก็มีสตั้น ก็ถึงนึกขึ้นมาได้ว่าเหมือนเคยคุยกันอยู่แป๊บนึง แป๊บเดียวจริงๆ ลืมไปแล้ว เพราะว่าไม่ได้คบกันนะคะ แค่เหมือนรุ่นพี่รุ่นน้องอะไรยังไงดี แล้วก็ยังไม่ทันได้ยังไงดี แล้วก็หายจากกันไปได้ยังไงก็ไม่รู้ ต้องถามแน็กดู เผื่อแน็กจะจำได้ เพราะมิ้นต์จำไม่ได้ (หัวเราะ)”
เรื่องปอดฉีก ?
“เหมือนเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นนานมากแล้วค่ะ สมัยพี่ผาไปบวช แล้วเขาก็อินในธรรมะมากๆ (หัวเราะ) แล้วเขาก็บอกว่าเขาเห็นพี่เต๋อเหมือนเห็นตัวเองเลย อินทางธรรมะสุดๆ คือ เขาครอบครัวใหญ่ ทำธุรกิจด้วย ก็ไม่รู้ว่ารำคาญจิต รำคาญใจเราหรือเปล่า ตอนนั้นก็คือหายไปเลย พอสึกออกมาเขาก็หายจากหนูไปเลย ช่วงนั้นก็เหมือนห่างกันไปเกือบ 4 เดือนได้ เขาก็ไม่ได้มาบอกอะไรเลย ตอนนั้นเราก็ตกใจว่า ฉันทำอะไรผิด แล้วก็มาทบทวนตัวเอง ก็มีการคุยกับพี่น้องเขา เขาก็บอกว่าไม่น่าจะเป็นอะไร เขาก็ยังบังคับพี่น้องทำวัตรเช้า วัตรเย็น นอนเร็ๆ ออกมาก็ใส่ชุดขาว เขาก็เหมือนยังติดอยู่กับความสบายใจตรงนั้น แต่พอเขาได้กลับมาทำงาน เขาก็ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ แต่ตอนเขาบวชมิ้นต์ก็ไม่ได้ไปงานบวชเขาด้วย เพราะช่วงนั้นมิ้นต์ถ่ายละครเยอะ ก็เลยรู้สึกว่าหรือเขาโกรธที่เราไม่ไปนะ แต่ไปๆ มาๆ เขาก็ค่อยๆ ปรับคืนมา แต่ต้องให้เวลาเขา เราก็ไม่ได้เร่งรีบ แต่คิดว่า ถ้าเราไม่ใช่ต่อกัน ก็แยกย้ายกันไปใช้ชีวิต แต่เราก็ยังไม่ได้คิดว่าเลิกเลย เพราะมันไม่มีการบอกเลิก ไม่มีการคุย หรือเคลียร์กัน”

ตอนนั้นคิดว่าเป็นการเลิกแบบไม่บอกเลิกหรือเปล่า?
“ก็ยังได้คุยกับที่บ้านเขาอยู่บ้าง ก็ค่อยๆ ละลายพฤติกรรมเขาว่าเรากลับมาอยู่โลกมนุษย์แล้วเด้อ (หัวเราะ)”
สิ่งที่ทำให้เราป่วยเพราะเราคิดมากเรื่องเขา ?
“พอเราเครียด มันก็เลยกินไม่ลง และทำให้เราผอมลง ตัวเราเป็นคนช่วงตัวยาวมันก็ยืด เลยเกิดจากการที่ปอดยืดตามตัวไม่ไหว เพราะว่าผอมเร็ว ปอดเลยฉีก แต่ฉีกไม่เยอะประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์“
อาการปอดฉีกเป็นไง ?
”เจ็บ หายใจก็เจ็บ หัวเราะก็ไม่ได้คุยกับใครเยอะก็ไม่ได้ เลยไปตรวจที่โรงพยาบาล มิ้นต์เพิ่งมารู้ว่าตอนนั้นน่ะ ที่เขาเห็นว่ามิ้นต์ป่วยตอนนั้น เขายังสงสัยว่าเราสำออยหรือเปล่า (หัวเราะ)“
รักษายังไง ?
“รักษาอะไรไม่ได้ต้องปล่อยให้ร่างกายสมานเอง เพราะว่าไม่ได้ฉีกถึงขั้นต้องเย็บ แต่ว่ามันส่งผลทำให้ไปดำน้ำไม่ได้ คุณหมอไม่อนุญาตให้ทำ กิจกรรมอะไรที่ผาดโผนเยอะ ก็กลายเป็นคนที่ปอดเซ็นซิทีฟไปเลย ช่วงนั้นต้องงดรับละครบู๊ไปหนึ่งปี
เหมือนมันจะต้องให้ร่างกายค่อยๆ รักษาตัวเอง อยู่โรงพยาบาลก็ไม่ได้ยา แค่ให้เครื่องช่วยหายใจ ตอนนี้ไปตรวจมาปอดก็ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่จะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นปกติได้ ต้องให้คอยเฝ้าระวังไว้ เพราะมันอาจจะกลับมาได้อีก”
ย้อนกลับไป 4 เดือนหลังจากนั้นเราได้มีการเคลียร์กันไหม ?
“ได้คุยเขาบอกว่า ไม่ได้มีอะไร ถ้ามีโอกาสได้บวชก็อยากบวชอีก หนูก็หือ.. 12 ปีแล้วนะ ถ้าบวชก็อาจจะบวชตลอดชีวิตไปเลยก็ได้ แต่ไม่เป็นไรอะไรจะเกิดก็เกิด ปล่อยให้เป็นปกติไปตามธรรมชาติ แค่แซวเขาเล่นๆ ว่าถ้าเกิดมาทิ้งฉัน ตอนที่คบกันมา 12 ปีเนี่ยนะ โบนันซ่า (ลากเสียงสูงยาว)”
เพราะเขารู้ว่าสาเหตุที่เราเป็นเพราะเขา เขาได้มีอะไรปลอบใจเราไหม ?
“ไม่มี แต่ตอนนั้นคุณพ่อเขาก็น่ารักดูแลค่ารักษาให้ เพราะเขารู้ว่าเราเป็นเพราะอะไรที่บ้านพี่ผาน่ารักมากๆ ส่วนพี่ผาเขาก็ไม่ได้คิดว่า เราจะเป็นจริงเป็นหนัก คิดว่าเราเรียกร้องความสนใจหรือเปล่านะ หลังจากนั้นพอเขารู้ว่าเป็นจริงๆ เขาก็ดูแล คอยเตือนเวลาที่จะทำอะไรก็ให้เราระมัดระวังหน่อย พาไปตรวจเช็กสุขภาพทุกปี ออกค่าตรวจสุขภาพให้ตลอด ถือว่าเป็นของขวัญซื้อแพคเกจตรวจสุขภาพให้ทุกปีค่ะ (ยิ้ม) มิ้นต์ก็ไม่อยากไปโทษเขามันเป็นที่ตัวเรา ปกติคนอื่นเขาผอมเขาก็ไม่ได้จะมาฉีกแบบเราก็ได้ มันอยู่ที่ร่างกายของเราเองมากกว่าค่ะ”
แบบนี้เรียกว่าเป็นการพิสูจน์รักแท้หรือเปล่า ?
“มิ้นต์บอกว่า มันเป็นเรื่องของชีวิตปกติไม่ได้เป็นเรื่องของการพิสูจน์รักแท้อะไร คิดว่าวันนั้น ถ้ามิ้นต์รอไม่ได้ อาจจะได้ไปต่อกับคนอื่น แต่ไม่ได้คิดอะไรกับใครและเขาก็ไม่ได้ยืนยันอะไร”
12 ปีแล้ว กดดันไหมคำนี้ ?
”ไม่ได้กดดัน เพราะมิ้นต์เป็นคนที่ใช้ชีวิตเรื่อยๆ เป็นยังไงก็เป็น ไม่ได้คาดหวัง คิดว่า ถ้าเกิดวันนี้เรามีความพร้อม ก็ไปเองแหละ ทุกคนถามมันเป็นเรื่องปกติ ที่คู่เราคบกันมานานแล้วแต่ด้วยความที่การใช้ชีวิตของเราทั้งคู่ไม่ได้เร่งรีบ เหมือนว่าเราเห็นวัฏจักรชีวิตหลายอย่างมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเกิดพร้อมก็พร้อมไม่ได้เร่งรีบ”

ผู้ใหญ่ถามไหม ?
“ถามเยอะมาก ใครเจอก็ถาม ครอบครัวเขาก็ถามเยอะมาก เราก็ตอบเหมือนเดิมทุกครั้งว่า ค่ะ (ยิ้ม)”
แต่คนก็มองว่าสะใภ้โบนันซ่ายังไงก็ไม่หลุดไปจากนี้เพราะเราสนิทกับป๋าของภูผามาก ?
“ตอนนี้ 90 เปอร์เซ็นต์ พี่ภูผาอยู่เขาใหญ่ มีอะไรคุณพ่อเขาจะโทรมาหามากกว่า พี่ผา ก็ไม่รู้ว่าคุยกับสัตว์แล้วสบายใจมากกว่าคุยกับมิ้นต์หรือเปล่า (หัวเราะ) ช่วงนี้ก็ถามอยู่ว่า เราคุยกันไม่รู้เรื่องหรือเปล่า เพราะคุยกันน้อยลง มันไม่มีอะไรจะคุยแล้ว เราคุยกันทุกเรื่องแล้ว 90 เปอร์เซ็นต์ เขาอยู่ที่เขาใหญ่ทุกวันนี้เราต้องไปนู่น เขาลงมาน้อยมาก (ไม่น้อยใจนะ?) ไม่น้อยใจเลยชินแล้วอย่างที่บอกว่าแต่ละคนก็โฟกัสอยู่ที่งาน เราก็โฟกัสงานเรา เขาก็โฟกัสของเขา”


