เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ได้ทำจดหมายเรืองการปรับลด่วนการค้า และรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขายแจงไปยังคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง โดยรายละเอียดของจดหมายนั้น ระบุว่า ‘เนืองด้วยปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการดำเนินการร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้านั้น ปร้บตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าเช่าสถานที่ ค่าขนส่ง ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายด้านบุคคลากร ส่งผลให้ต้องมีการทบทวน และปรับปรุงในเรื่องของส่วนลดการค้า และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขายต่างๆให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในกาขายมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนในรายละเอียดเงื่อนไขการรับจำหน่าย ดังประเเด็นต่อไปนี้
1.เงื่อนไขการเรียกเก็บค่าขนส่งสินค้า 1.40% ของมูลค่าใบส่งสินค้าตามราคาปก ในทุกใบส่งของ ในทุกเงื่อนไขการค้า (สินค้าฝากขาย,ตัด lotพิเศษ,ร่วมรายการส่งเสริมการขาย เป็นต้น)
1.1 ผู้รับฝากขายออกใบแจ้งหนี้ค่าขนส่งไปยังผู้ฝากขายทุกสิ้นเดือน
1.2 ผู้ฝากขายจ่ายชำระค่าขนส่ง มูลค่าตามใบแจ้งหนี้ นำจ่ายให้ผู้รับฝากขายภายใน 30 วัน ที่แผนกตรวจสอบรับวางบิล ศูนย์กระจายสินค้าซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ถนนบางนา-ตราด กม.21
1.3 ผู้ฝากขายออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% (ถ้ามี) ของค่าขนส่งที่จ่ายให้กับผู้รับฝากขาย
1.4 ผู้รับฝากขาย ออกใบเสร็จรับเงินค่าขนส่งให้กับผู้ฝากขาย
2. บันทึกข้อตกลงนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพนธ์ 2560 เป็นต้นไป
ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ในความร่วมมือที่ดียิ่งตลอดการทำงานที่ผ่านมร เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะช่วยกันพัฒนาการทำงาน และสามารถสร้างยอดขายให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพไปด้วยกันอย่างดีที่สุด’
ซึ่งถ้าแปลความใจให้เข้าใจง่าย สิ่งที่จดหมายฉบับนี้ระบุ คือ สิ่งที่จดหมายฉบับนี้ระบุ คือ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ ซีเอ็ดขอเก็บค่าขนส่งหนังสือ 1.4% จากราคาปกหนังสือที่สายส่งอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่สายส่งของซีเอ็ดนำมาฝากขายหน้าร้านซีเอ็ด โดยเก็บตามจำนวนเล่มที่ฝากขาย ไม่ใช่จำนวนเล่มที่ขายได้
นั่นคือไม่ว่าขายได้ไม่ได้ก็ต้องจ่าย ภายใน 1 เดือนหลังการฝากขาย ซึ่งถือเป็นการเก็บเพิ่มเติมจากค่าฝากขายเดิมคือ 35% ที่เก็บตามราคาปกของจำนวนเล่มที่ขายได้
‘นี่คือจดหมายที่ร้านหนังสือ
‘คนทำหนังสืออึดอัดและมาถามผ
หลายคนยอมทำตามเพราะไม่มีทา
ผมเองในฐานะคนทำหนังสือเล็ก
ไม่ยอมรับ จดหมายออก 26 มกราคม มีผล 1 กุมภาพันธ์ และให้ตอบว่า “รับทราบและอนุมัติตามที่เส
ผมเข้าใจพวกเรา แต่ขอบอกว่า ถ้าไม่มีสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือก็อยู่ไม่ได้เช่
ซึ่งเรื่องนี้คนในสังคมการอ
ผมต้องขอโทษถ้าทำให้ท่านไม่
ถ้าสมาคมบังคับท่านได้ ผมทำไปแล้วครับ
สุดท้ายอยากบอกกับเพื่อนสำน
“ไม้ซีก ด้อยแรงงัด
รวมเป็นมัดงัดไม้ซุง”ครับ’
ขณะที่นายจรัญ ให้สัมภาษณ์มติชนออนไลน์ว่าข้อเขียนดังกล่าวเขียนในนามของสำนักพิมพ์แสงดาวซึงเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆแต่ตนก็ทำธุรกิจหนังสือมาอย่างยาวนาน และเห็นว่ากรณีดังกล่าวคือการมัดมือปิดปากสำนักพิมพ์ต่างๆให้ต้องทำตาม และถึงที่สุดแล้วอาจจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้อ่านที่อาจต้องอ่านหนังสือในราคาที่แพงมากขึ้น
“สมมติว่าสำนักพิมพ์ทำหนังสือราคาเล่ม 100 บาท และ
ให้สายส่งอื่นที่ไม่ใช่ซีเอ็ดไปฝากขายร้านหนังสือซีเอ็ด นอกจากค่าฝากขาย 35 % ของราคาปกที่ต้องจ่ายตามยอดขายแล้ว ซีเอ็ดได้ขอค่าขนส่งหนังสือ 1.4% จากราคาปกหนังสือที่สายส่งอื่นๆนำมาฝากขายหน้าร้านหนังสือซีเอ็ด โดยเก็บตามจำนวนเล่มที่ฝากขาย ไม่ใช่จำนวนเล่มที่ขายได้ด้วย โดยจะวางบิลเรียกเก็บเงินจากสำนักพิมพ์ภายใน 1 เดือน ทั้งที่ยอดฝากขายหนังสือนั้นโดยปกติกว่าที่แต่ละเรื่องจะได้เงินกลับมาคือประมาณ 8-9 เดือน ซึ่งส่วนตัวตั้งคำถามว่าค่าขนส่งตรงนี้เพิ่มมาได้อย่างไร เพราะร้านหนังสือซีเอ็ดนั้น ซีเอ็ดเป็นสายส่งเอง ไม่ได้จ้างเอาท์ซอร์ทจากบริษัทอื่น โดยจดหมายที่ออกเมื่อวันที่ 26 มกราคม และส่งให้สำนักพิมพ์ตอบภายในวันที่ 31 มกราคมนั้นเป็นจดหมายทางเดียว โดยไม่มีช่องให้ปฏิเสธมีเพียงแจ้งให้รับทราบและตอบรับตามที่ซีเอ็ดเสนอมา ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มากกว่ามัดมือคือปิดตาด้วย ถ้าร้านหนังสือมีปัญหาเชิงธุรกิจ ก็ต้องแก้ปัญหาที่ร้านเพื่อสร้างรายได้ ไม่ใช่แก้ด้วยการขอเพิ่มเปอร์เซ็นต์จากซัพพลายเอออร์ มันไม่ใช่การเพิ่มประสิทธิภาพของร้านเลย” นายจรัญกล่าว
ขณะที่ ศรีนวล ก้อนศิลา ผู้ช่วยผู้อำนวยการซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ด้านการตลาดและสินค้า กล่าวว่า เนื่องจากทางเรามีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ้านหนังสือที่สูงขึ้นมาก จึงทำหนังสือถึงสำนักพิมพ์เพื่อขอความสนับสนุนเรื่องค่าขนส่งส่วนหนึ่ง ซึ่งเจตนาคือเพื่อประคับประคองธุรกิจหนังสือให้อยู่รอดต่อไป
“ในภาวะนี้ ทางซีเอ็ดก็ไม่ไหวแล้ว เราก็เดือดร้อนนะคะ เราพยายามประหยัดและรัดเข็มขัดกันสุดหนทางแล้วค่ะ จนไม่ไหวเลยต้องขอความร่วมมือทางสำนักพิมพ์ให้ช่วยค่าขนส่งส่วนหนึ่ง เพื่อให้แบ่งเบาภาระตรงนี้ไป เพื่อประคับประคองธุรกิจ ซึ่งเราก็ได้พูดคุยกับผู้ค้าแต่ละราย ว่าเราจะมาทำผลิตภัณฑ์อะไรกันดี คือทั้งเราและสำนักพิมพ์เองจะต่างคนต่างทำงานไม่ได้แล้ว เราต้องช่วยกัน ทางซีเอ็ดเองก็ยินดีจะแชร์ข้อมูลให้สำนักพิมพ์ เพื่อประเมินการเลือกหนังสือให้ตรง ตอบโจทย์ตลาดมากยิ่งขึ้น และช่วยกันวางแผนให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหนังสือเล่มนั้นๆ มากที่สุด เพื่อให้ยอดขายเติบโต” ศรีนวล กล่าว
และกล่าวว่าสำหรับที่ นายจรัญ หอมเทียนทอง ไม่เห็นด้วยนั้น ตนก็ได้ติดต่อไปพูดคุยเพื่อชี้แจงเจตนาอีกครั้ง แม้จะต่างความคิด แต่ก็ยืนยันว่าทางซีเอ็ดมีเจตนาต้องการประคับประคองธุรกิจสิ่งพิมพ์ให้อยู่รอดต่อไป
“เราไม่ไหวแล้วจริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะหมกเม็ดอะไรเลย เรื่องการทำธุรกิจควรแลกเปลี่ยนกัน ควรจะมาคุยกัน ซึ่งซีเอ็ดก็ยืนยันในวัตถุประสงค์ เพื่อประคองธุรกิจ แล้วซีเอ็ดยังมุ่งมั่นทำร้านหนังสือ เพื่อเป็นคลังปัญญาของคนไทยต่อไป เพราะเรายังไม่ยอมแพ้” ศรีนวล กล่าวในที่สุด

