เพราะไม่ว่าจะรับบทบาทไหนๆ ก็ทำได้น่าประทับใจ เลยทำให้ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ เป็นนักแสดงแถวหน้าที่มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่วายเจอชาวเน็ตตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ว่ารู้สึก ‘เบื่อ’ ที่เห็นเจ้าตัวขึ้นจอใหญ่ประจำ อย่างไรก็ตามกับเรื่องนี้ซันนี่บอก “ไม่ได้รู้สึกอะไร”
เพราะอย่างไรชาวเน็ตก็คือชาวเน็ต
“เขาไม่เบื่อผมหรอก เขาพูดไปอย่างนั้นแหละ เวลาคนเจอผมก็ไม่เห็นมีใครมาพูดมาอะไร ว่าเบื่อหน้าผมเลยซักคน” ซันนี่บอกพลางยิ้ม
และ“จริงๆ แล้วภาพยนตร์ มันไม่ใช่ว่าจะเอาเด็กเส้น เอาใครมาเล่นก็ได้ ไม่ใช่ว่า เอาไอ้นี่เพราะรู้จักกัน”
“มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่คนสร้างจะไม่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับภาพยนตร์ของตัวเอง”
เพราะ “สิ่งสำคัญที่สุดคือภาพยนตร์ครับ อื่นๆ อย่างพวกนักแสดงเป็นองค์ประกอบเพื่อทำให้ภาพยนตร์ดี เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นคนทำงาน คุณจะไม่เลือกสิ่งที่ไม่ดีให้ภาพยนตร์ของคุณ มันคือหลักการ คือวิธีการทำงานของคนที่ตั้งใจทำงานและตั้งใจจะสร้างสิ่งดีๆ” ซันนี่อธิบาย
ก่อนเล่าถึงภาพยนตร์ล่าสุด ‘มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บ’ ที่เขาเล่นและกำลังเข้าโรงฉาย กับการสวมบทเป็น ‘ดอน สีชัง’ นักเทนนิสดาวรุ่งว่า เพื่อให้พร้อมสำหรับบทนี้ เขาต้องใช้เวลา 5-6 เดือน เพื่อฟิตร่างกายให้ได้หุ่นที่มีซิกแพ็คแบบนักกีฬาทั่วไป
“ตอน ‘ฟรีแลนซ์ฯ’ ต้องทำน้ำหนัก เรื่องนี้เป็นนักกีฬา ต้องฟิตรูปร่าง”
“เครียดครับ” ซันนี่สารภาพ
“เพราะไม่รู้ว่าจะมีเวลาพอหรือเปล่า เราต้องทำให้เหมือนกับเราเป็นนักกีฬาอาชีพจริงๆ ต้องมีการกินที่ดี มีการวิ่ง การออกกำลังกาย”
ที่สำคัญ “ต้องตีเทนนิสให้เก่ง”
“แต่เราตีไม่เป็นเลย”
อย่างไรก็ตามพอได้เห็นภาพของนักแสดงฮอลลีวู้ดคนดัง ไรอัน กอสลิ่ง พร้อมข้อความว่า “ถ้ามือยังถือแก้วเหล้าอยู่ อย่าได้พูดคำว่า ไม่มีเวลา” เท่านั้นละความวิตกกังวล ก็แปรเป็นพลัง ทุกๆ วันในช่วงนั้นเขาจึงตั้งใจออกกำลังกายและตีเทนนิสตอนเช้าทุกวัน
“เหมือนตัวเองเป็นคุณภราดร ศรีชาพันธุ์ขึ้นมาเลย” ซันนี่บอกพลางหัวเราะ

การเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับบทบาทในเรื่องนั้น ซันนี่ว่าไม่ได้ทำเฉพาะเรื่องนี้ แต่เป็นกับทุกเรื่องที่ผ่านมา
“มันคือสิ่งที่ควรจะทำอยู่แล้วครับ มันคืออาชีพเรา ผมมีอาชีพเดียว และผมรู้สึกว่าผมสนุกกับมัน อยากทำมันสุดๆ และถ้าผมไม่ทำแบบนี้ผมจะไม่สามารถเป็นตัวละครได้”
“เราต้องเจอเหตุการณ์เหมือนคนๆ นั้น ถึงจะเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น”
“ผมไม่รู้ว่าผมใส่ใจขนาดไหน แต่ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตผม การแสดงมันขับเคลื่อนชีวิตผม เพราะฉะนั้นผมไม่มีการขี้เกียจกับมันอยู่แล้ว ไม่มีที่จะไม่ทุ่มเทเกินร้อยอยู่แล้ว ต่อให้คนอื่นจะมองว่าโหดขนาดไหน หรือยังไง แต่เราก็ไม่รู้สึกว่าเหนื่อย ถ้าเราทำงานที่เรารัก” ซันนี่บอก
ส่วนเมื่อทำแล้ว คนดูจะปลื้มเปรมไหม เขาไม่คาดหวัง
“เพราะเราทำเต็มที่แล้ว ก็อยู่ที่ว่าคนอยากดูหรือเปล่า แต่ผมมั่นใจว่าผมตั้งใจเกินร้อย และมีเจตนาที่ดี ซึ่งถ้าตอนนี้เขายังไม่เห็น 10 ปีต่อมา หรือ 20 ปีต่อมา ก็ยังคงเป็นความตั้งใจที่ดีและเป็นเจตนาที่ดีเหมือนเดิม”
ขณะที่เรื่องความรัก ซันนี่บอกโสดมานาน

“ไม่เกี่ยวกับว่าทำงานอยู่หรืออะไร มันไม่ใช่ข้ออ้างครับ ผมรู้สึกแค่ว่าการที่เราจะเจอคนที่เรารัก ต้องรู้สึกอยากมีความรักก่อน”
ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้สึก
บอกอีกว่าสำหรับเขา ไม่ใช่แต่เรื่องความรักเท่านั้นที่ต้องใช้ความรู้สึก แต่ “ทุกสิ่งในชีวิตผมใช้ความรู้สึกหมดเลย”
ดังนั้นการใช้ชีวิตในแต่ละวันจึงไม่เคยวางแผน และไม่มีอะไรตายตัว
“ตื่นมารู้สึกอยากทำอะไร ก็ทำ”
“ไม่ได้แบ่งว่าต้องทำงาน 4 วัน ที่เหลือเอามาพักผ่อนให้สบายใจ ไม่เคย ค่ามันเท่ากันหมด นอนเฉยๆ กับทำงานหนัก ทุกอย่างเท่ากัน เพราะฉะนั้นทำอันไหนก็ได้ จะทำงานทั้งปี 300 วันก็ได้”
“ก็มันคือชีวิตของเรา อยากทำอะไรก็ทำ ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจอะไร เพราะเรารู้ตัวเองอยู่แล้วว่ากำลังทำอะไร”

