ตงตง กฤษกร กับการเรียนรู้ชีวิต และงานเบื้องหลังที่รอแค่โอกาส

3.04.24 | 14:32 น.

ตงตง กฤษกร กับการเรียนรู้ชีวิต และงานเบื้องหลังที่รอแค่โอกาส

โชว์ฝีไม้ลายมือให้ได้ชมอีกแล้ว กับ ตงตง กฤษกร กนกธร ที่ล่าสุดรับบทหนักมาเป็นพระเอกลิเก ในละคร คู่พระ-คู่นาง ที่ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.30 น. ทางช่อง One31 ที่เจ้าตัวถึงกับออกปากว่ายากมาก

‘หนึ่งปีเต็มที่อยู่กับละครเรื่องนี้ จริงๆ ผมจะบอกอยู่เสมอว่าลิเกเนี่ย ไม่เคยอยู่ในหัวผมมาก่อน ช่วงแรกบอกได้เลยว่าทั้งเครียดและท้อ’

จนถึงขั้นแอบตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ที่นี่คือที่ของเราจริงๆ เหรอ?’ และไปถึงขั้น ‘เราสามารถยกเลิกงานเขาได้หรือเปล่า’

ด้วยเหตุที่ว่า ‘พอไปแล้วก็รู้สึกได้เลยว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา มันทำไม่ได้ มันยาก’

Advertisement

ก่อนจะขยายความคำว่า ‘ยาก’ ที่ถึงขั้นคิดถอนตัวว่า

‘การร้องกับการรำ มันยากมากครับสำหรับผม คือ ตอนแรกผมคิดว่ารำเนี่ยจะยากกว่าร้อง เอาไปเอามา โห…มันพอๆ กันเลย’

‘ร้องผมก็นับจากศูนย์ใหม่ มันมีลูกเอื้อน มันมีวรรณยุกต์ ผมก็ต้องไปนั่งจดทีละคำ ตรงนี้เอื้อนแบบนี้นะ ตรงนี้วรรณยุกต์นี้นะ’

‘เวลาเราไปเรียน ก่อนที่จะถ่ายจริง เราจะรู้วันล่วงหน้าว่า บทนี้จะต้องทำอะไรบ้าง พอเรียนเนี่ย เราร้องสด แต่พอถ่ายจริงแล้ว เขาก็จะนำเครื่องดนตรีเข้ามาในฉากอีกด้วย อาทิ ปี่พาทย์ ระนาด และกลอง ซึ่งเราก็ต้องมานั่งเปลี่ยนคีย์ หรือปรับคีย์ให้เข้ากับเรา นี่แหละครับ คือ ความยาก’

ส่วนเรื่องการรำนั้นยิ่งแล้วใหญ่ ‘ผมเป็นคนที่ไม่เต้นอยู่แล้ว แล้วก็ไม่มีพื้นฐานการรำมาก่อนเลย พอต้องมารำก็รู้สึกว่าไม่ใช่ทาง ผมพยายามแล้วพยายามอีกก็รู้สึกว่ายังยาก จำไม่ได้ มันไม่เข้าหัวเลย เขาสอนยังไงมาก็จำไม่ได้ จำได้ก็จำได้แบบไม่จบเพลง’

แต่สุดท้ายมาปลดล็อกก็เมื่อเข้าใจถึงศาสตร์การรำอย่างถ่องแท้

‘เราต้องเข้าใจความหมายมันจริงๆ เขาเรียกว่าตีท่า มันก็มีไม่กี่คำ รัก, หัวใจ, ชี้ ถ้าเราเข้าใจความหมายของการตีท่าแล้ว หรือการรำแล้ว มันก็จะเป็นอะไรที่ง่ายขึ้น’

‘นอกจากจำบทพูดแล้วยังต้องเล่นอินเนอร์ตัวละคร การจำบทร้องเนี่ยเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะพี่ธง (ธงชัย ประสงค์สันติ-ผู้กำกับ) เขาอยากได้แบบลองเทก ไม่เอาแบบผิดแล้วถ่ายแก้ คือ เราจะถ่ายแบบว่า มีคนดูแล้วเราก็โชว์จริงๆ เป็นแบบภาพกว้าง ภาพแคบ ผมเลยต้องใช้เวลาในการจำและฝึกฝนประมาณหนึ่ง’
จากคนที่ไม่เคยมีพื้นฐานเรื่องลิเก พอได้มาเล่นได้สัมผัสจริงๆ ตงตง ก็ว่าเสน่ห์ของลิเก คือ ความเป็นไทย น้ำเสียง รวมถึงท่าทางการแสดง

‘ผมเข้าใจเลยว่าทำไมพระเอกลิเกถึงมีแม่ยกเยอะขนาดนั้น เพราะว่าตอนที่ผมได้ฟังเสียงร้องโตโต้ (ธนเดช โอภาสธัญกร) ขนาดผมเป็นผู้ชายผมยังหลงเสียงของเขาเลย’

‘ลิเกเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่มีเสน่ห์มาก ยิ่งผมไปรู้มาว่า คนที่จะสนใจลิเกจริงๆ คือเขาต้องเติบโตมาในบ้านที่เล่นลิเกอยู่แล้ว หรือมีการปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็ก และต้องใช้เวลา 2-3 ปี ถึงจะสามารถนำวิชาออกมาใช้ได้ ไม่ใช่ใครที่จะหันมาทำอะไรแบบนี้แล้วใช้งานได้เลย’

‘ผมเลยรู้สึกว่าสิ่งนี้ค่อนข้างยากสำหรับผมมากๆ เราต้องใช้เวลาในการเรียนรู้กับมัน อยู่กับมันค่อนข้างเยอะ’
กับเรื่อง ‘คู่พระ-คู่นาง’ นี้ ตงตง ก็ยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่ทำให้ได้เปิดโลกและได้ทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำมาก่อน

‘ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากครับ เยอะมากจริงๆ สิ่งหนึ่งที่เราดีใจก็คือ ได้พูดคุยกับผู้กำกับเยอะ เราได้แชร์ความเป็นตัวละคร หรือว่าใส่แบบนี้ไหม แบบนี้ไหม หรือสิ่งที่มันได้เพิ่มเติม มันเลยทำให้เราอยากเป็นผู้กำกับเลยนะ’

‘จริงๆ ความรู้สึกนี้มันมีมานานแล้ว ยิ่งได้ร่วมงานกับเด็กใหม่ คือเราผ่านแอ๊กติ้งแบบโหดร้าย แบบยากๆ ที่แบบเริ่มต้นจากศูนย์ เราโดนเคี่ยวเข็ญทุกอย่าง แต่เด็กสมัยนี้คือ ไม่มีโอกาสได้เรียนแบบนั้น พอเราได้ร่วมงานกับเด็กใหม่ เราอยากเสริมตรงนี้ โดยที่เขาแบบไม่ต้องไปเรียนอะไร และได้ประสบการณ์จากเราไปด้วย โดยที่เขาไม่ต้องโดนด่า แล้วยิ่งเขาทำออกมาได้ดี เรายิ่งภูมิใจ’

‘เราเลยอยากเป็นผู้กำกับคนหนึ่งที่แบบว่า ถ้าเราได้กำกับสักเรื่องหนึ่ง เราก็อยากกำกับเรื่องนั้นให้มันดี เราก็อยากมีทางนั้นบ้าง’

เพราะฉะนั้นทุกวันนี้เวลาเข้ากองแม้ว่าจะเข้าไปในฐานะนักแสดงแต่ก็แอบไปศึกษาเก็บประสบการณ์การเป็นผู้กำกับไว้บ้างแล้ว

‘ผมนั่งหลังมอนิเตอร์ทุกเรื่อง แล้วก็อยู่หลังกล้องทุกเรื่อง คุยกับตากล้อง คุยกับผู้ช่วย คุยกับทุกๆ ทีม’

‘ผมรู้สึกว่า อยากให้เวลาที่เราอยู่กอง เราได้ทำอะไรมากขึ้นด้วย อย่างเราได้เรียนรู้เรื่องกล้อง เรียนรู้วิธีการใช้กล้อง หรือเวลาผู้กำกับไปบอกตากล้องว่า เอาเลนส์นี้ เอาภาพนี้ อินเสิร์ชแบบนี้ ทำไมต้องเอามุมนี้ เราก็พยายามเรียนรู้ให้มากที่สุด เพื่อที่เราจะได้เข้าใจ’

ส่วนจะได้ทำจริงๆ จะเป็นเมื่อไหร่นั้น ก็ขอให้เป็นเรื่องของโอกาส

‘ผมเชื่อว่าโอกาสพวกนี้ มันจะมาในเวลาที่เราไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ถ้าวันหนึ่งเรามีโอกาส เราก็จะคว้ามันไว้ แล้วก็ทำมันอย่างเต็มที่’

‘ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว ผู้ใหญ่ก็คงจะเห็นเองแหละว่า เราเหมาะสมจะทำอะไร พร้อมหรือยัง อยากทำมันจริงๆ หรือเปล่า’

‘วันหนึ่ง ถ้าเรามีโอกาสได้ทำมัน แล้วเราพร้อมเลย มันก็จะดีกว่า’

แล้วถ้าวันนั้นมาถึงก็จะทำให้ดีที่สุด

นอกจากเป้าหมายเรื่องงานแล้ว เมื่อถามถึงเป้าหมายในการใช้ชีวิต พระเอกหนุ่ม ก็ได้บอกว่า

‘อนาคตเราก็วางแพลนไว้ค่อนข้างเยอะ’

‘อยากมีธุรกิจนั่นนี่ ไปตรงนี้ให้ได้นะ เก็บเงินตรงนี้เอาไว้ เรามีที่ตรงนี้ เราจะทำอันนี้ แบบวางแพลนเอาไว้แล้วและจะทำมันให้ได้’

ในส่วนที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างบ้างแล้วก็คือ ‘บ้าน’ ที่ตั้งใจทำให้แม่ที่ใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่แม้ว่าแม่อาจจะไม่ได้มาอยู่ถาวร แต่ก็ช่วยให้ได้มีโอกาสเจอหน้ากันมากขึ้น

‘อย่างน้อยมันก็จะเราก็จะได้เจอแม่บ่อยขึ้น ได้ใช้ชีวิตแบบว่าคำว่าบ้าน เพราะว่าอย่างเมื่อก่อนเราอยู่กับแม่ เราเจอหน้าแม่ตลอด แต่พอมาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็ตัวคนเดียว’

‘พอเรามีบ้าน เราก็จะได้กลับไป ได้เจอแม่ แม่ได้ทำกับข้าวให้ ได้แบบใช้คำว่า ‘กลับบ้านแล้วนะ’ มันก็ได้แบบ มันอีกความรู้สึกนึง’

‘มันก็เป็นความฝันของเด็กคนนึงเหมือนกัน ผมเชื่อว่าหลายๆ คน ก็อยากสร้างบ้านให้กับพ่อกับแม่ แล้ววันนึงเราทำมันสำเร็จคงเป็นความรู้สึกที่ภูมิใจมากๆ ในวันที่แม่เหยียบเข้าไปในบ้าน แค่นั้นผมผมน่าจะมีความสุขมาก’

ในวัย 28 ปี ตงตง กฤษกร บอกว่าเป็นชีวิตที่ได้เติบโตขึ้นเยอะ ได้เรียนรู้ที่จะใช้ความละเอียดในการศึกษาทุกอย่างที่ผ่านเข้ามามากขึ้น

‘เราได้การใช้ชีวิตที่มันแบบ ค่อนข้างแบบระมัดระวัง ได้คิดหลายขั้นหลายตอนในการจะทำอะไรเรื่องหนึ่ง’
‘นี่คือเรื่องหลัก นี่คือเรื่องรอง วันนี้เราจะทำเรียนรู้สิ่งนี้นะ มันจะเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นอยู่เสมอ’

‘แล้วมันทำให้เรารู้สึกว่า เราสนุกในการใช้ชีวิตด้วยซ้ำ สนุกแล้วมันมีความสุขในการใช้ชีวิต

และเมื่อถามถึงช่วงชีวิตที่เจอปัญหาหนักๆ การต้องใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวผ่านมรสุมลูกนั้นไปได้อย่างไร?

‘ก็จะพยายามแก้ไขทุกอย่างด้วยตัวเราเอง สิ่งที่ช่วยมากที่สุดคือตัวเอง ไม่มีอะไรผ่านไปได้นอกจากตัวเอง’

‘ผมจะคุยกับตัวเองว่า เรายอมแพ้ไม่ได้นะ เราเจอเรื่องแบบนี้ เครียด เรายอมแพ้ไม่ได้ สิ่งที่เราผ่านมา 6-7 ปีในวงการ เราอุตส่าห์ฝ่าฟันมาเราจะมาจบแค่เรื่องนี้ไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่เราต้องมายอมแพ้’

และสุดท้ายก็จะพูดแบบนี้กับตัวเองเสมอ ตั้งแต่วันเข้าวงการว่า ‘เราไม่สามารถแคร์คนทั้งโลกได้ เราไม่สามารถไปอ้อนวอนให้ทุกคนมารักเราได้ เราไม่สามารถที่จะไปแบบให้ทุกคนมาเข้าใจเราได้

‘เราไม่สามารถไปบอกใครว่าพี่ครับผมเป็นอย่างนี้นะ พี่ช่วยเข้าใจผมนะ มันทำไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือเราต้องทำปัจจุบันและอนาคตให้เขารู้ว่าสิ่งที่เราเป็นนั้นเป็นยังไง

‘สุดท้ายจะเข้าใจเองโดยที่เราไม่ต้องพูดอะไรซักคำเลย’

มีช่วงที่หายไปจากโซเชียล โดย ตงตง ก็ว่า เป็นการถ่ายไปอยู่กับตัวเองไปเรียนรู้และทำความเข้าใจในอะไรหลายๆ อย่าง

‘บางครั้งบางเรื่องเราเล่าให้ใครฟังไม่ได้หรอก จะไปปรึกษาใครไม่ได้หรอก สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ เข้าใจและผ่านมันไปให้ได้คือตัวเราเอง’

‘ใช้เวลากับตัวเองนานพอสมควรถึงจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้’

‘ก็รู้ว่ามีหลายคนเป็นห่วง ก็จะบอกเขาว่าผมยังกลับมายิ้มได้นะ แต่ทุกคนอย่าเครียด อย่าเศร้าไปตามผม ยิ่งพวกเขาเศร้าผมจะยิ่งเศร้าไปอีกหลายเท่า มันก็ค่อนข้างยาก ผมสามารถดึงตัวเองกลับมาได้ แต่ขอระยะเวลาผมหน่อย ทุกคนเป็นรอยยิ้ม เป็นกำลังใจให้ผม แล้วผมจะกลับมา’

‘และตอนนี้กลับมา 100 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ’