หน้าแรก บันเทิง เปิดใจ &#8216...

เปิดใจ ‘จำลอง ฝั่งชลจิตร’ กับ ‘เมือง บ้าน ผม’ ก้าวใหม่ของมืออาชีพ

6.02.17 | 08:30 น.

คอเรื่องสั้นไทยคงแทบจะไม่มีใครที่จะไม่เคยอ่านงานเขียนของ “จำลอง ฝั่งชลจิตร”

บนเส้นทางสายวรรณกรรม ผู้ชายคนนี้ยืนหยัดด้วยผลงานที่สม่ำเสมอทั้งในแง่ของคุณภาพและการทุ่มเท ถ้ายังจะนับกันว่ามีนักเขียนรุ่นใหญ่สักกี่คนที่ยังเขียนวรรณกรรมแนวสร้างสรรค์ในลักษณะของมืออาชีพแล้วนั้น ท่ามกลางการนับนิ้วไม่ครบ ชื่อของจำลอง ยังคงเป็นหนึ่งในนั้นและเป็นชื่อที่นักอ่านวางใจได้เสมอ

“เมือง บ้าน ผม” คือรวมเรื่องสั้นหลากอรรถรสเล่มล่าสุดของจำลอง ที่เพิ่งปรากฏออกมาในนาม แมวบ้านสำนักพิมพ์ ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่เขาตั้งขึ้นมาเอง

“ตอนเขียนคือคิดแค่เขียนเรื่องสั้นให้ได้ ให้เนื้อหาสอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ สังคมไทยสมัยใหม่ สังคมท้องถิ่นสมัยใหม่ อายุ 62 ย่าง 63 เขียนเรื่องสั้นให้ได้สักเล่ม ก็เป็นของขวัญชิ้นสำคัญให้ตัวเองแล้ว” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนบอกว่า “เมือง บ้าน ผม” อาจเป็นภาพจำลองของบางคน

” ‘เมือง บ้าน ผม’ เป็นประสบการณ์ของผมที่มีชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ร่วมๆ 20 ปี บ้านคือบ้านเกิดที่ขึ้นต่อเมือง และมีลักษณะเฉพาะของตัวที่ถูกกระทบจากสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เราไม่ต้องส่งโทรเลขแจ้งข่าวถึงลูกใน กทม.อีกแล้ว เราส่งข้อความบอกกล่าวทุกข์สุขไม่ถึงสองวินาที ความเป็นเมืองไม่ได้จำกัดอยู่ที่ขนาดหรือความเจริญ แต่หมายถึงการสื่อสาร บ้านคือที่ที่ต้องเคลื่อนไหวตามเมือง แต่บ้านอาจทำให้เมืองหัวหมุนเพราะเทคโนโลยีที่สื่อสารเรื่องของบ้านสู้เมืองอย่างรวดเร็ว นี่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ผมเขียน ผมแค่ตั้งข้อสังเกต ส่วน ผม-คือผู้ที่ผ่านประสบการณ์ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ และมาอยู่บ้าน หรือบ้านเกิด เฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงของบ้านและตัวเอง ผมคิดว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่จากเมืองกลับไปอยู่บ้านเพราะคิดว่าบ้านสงบและน่าอยู่ราวภาพฝัน แต่มันไม่ใช่เสมอไป บางทีบ้านก็มีปัญหาเหมือนกัน จะว่าไปนี่อาจเป็นภาพจำลองของบางคน

Advertisement

“เรามุ่งเน้นความหลากหลายของเรื่องราวและวิธีเล่า มากกว่าเอกภาพของเนื้อหา เพราะไม่คาดหวังว่าหนังสือจะถูกมองว่ามีเอกภาพตามคำประกาศรางวัลต่างๆ จนกลายเป็นกฎหรือสิ่งที่จำต้องเป็น ความหลากหลายเกิดจากความคิดอิสระ ความหลากหลายคือการแสวงหาวิธีเล่าและเนื้อหาที่หลากหลาย เพราะสังคมไม่ได้มีเอกภาพเป็นหน่วยเดียว”

กว่า 5 ทศวรรษแล้วที่จำลองมุ่งมั่นกับงานเขียน และยึดในอาชีพนักเขียน เราสงสัยมากว่าในฐานะของผู้สร้างงานเขามองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านอย่างไรบ้างของเรื่องสั้นไทยนับแต่วันแรกที่เขียนจนถึงวันนี้ เขาบอกว่า “สังคมไทยเปลี่ยนไป ความเข้าใจวรรณกรรมก็เปลี่ยนไป”

“ยุคสมัยหนึ่งเราเติบโตมาในยุควรรณกรรมต้องเกื้อเพื่อชีวิต วรรณกรรมก็เชิดชูยกย่องแต่ชีวิตคนชั้นล่าง จนไม่กล้ามองเรื่องของคนชั้นกลาง ชั้นบน ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ขี้ฉ้อขี้โกงเป็น โลภเป็นหลงก็เป็น เปิดตาข้างหนึ่งและมองข้างหนึ่งข้างเดียว ข้างเลวปิด เปิดแต่ข้างดี ลืมมองอีกข้างซึ่งคนมีหลายด้านเสมอ คนชั้นกลาง คนรวยก็มีทุกข์น่าเวทนาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน โลภ โกรธ หลง มีทุกข์ฐานะ

“เรื่องสั้นไทยเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การแปลวรรณกรรมร่วมสมัยจากต่างประเทศก็มีส่วนทำให้เรื่องสั้นขยับไป นักอ่านนักเขียนได้เรียนรู้ศิลปะแขนงนี้ ว่ามีวิธีการหลากหลายเป็นล้านวิธีที่จะบอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ เราได้เรียนรู้จากงานเขียนใหม่ๆ จากหลายภูมิภาคของโลก จากสังคมต่างวัฒนธรรม ต่างความเชื่อ เครื่องมือสื่อสารเปลี่ยน เรื่องราวในโลกเปลี่ยน

“นักเขียนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนฐานะจากนักเขียนนักหนังสือพิมพ์เป็นนักเขียนจากสาขาอาชีพต่างๆ มากขึ้น นักเขียนนักหนังสือพิมพ์ลดน้อยถอยลงจากยุค ศรีบูรพา อิศรา อมันตกุล มุมมองเรื่องเพิ่มขึ้น มีหลายมุม เนื้อหาหลากหลายมากขึ้น ดู อาจินต์ ปัญจพรรค์ เป็นตัวอย่างที่หลุดออกไปจากนักหนังสือพิมพ์สู่อาชีพคนเหมืองที่ให้ประสบการณ์ใหม่ในยุคสมัยทำเหมืองฉีด เราอ่านวรรณกรรมสมัยใหม่ รสชาติใหม่ที่ไม่ได้มาจากข่าวสารเท่านั้น มีได้จากการบุกไปพบของนักเขียนด้วย”

ซึ่งสิ่งที่เขาคิดว่าน่าจับตาในงานเขียนรุ่นใหม่ๆ คือความสามารถในการยกระดับงานตัวเองให้เป็นสากล

“ความน่าจับตามองอยู่ที่เราจะยกระดับงานเขียนเรื่องสั้นของเราให้เป็นสากลได้มากขึ้นแค่ไหน ประเด็นต่างๆ เป็นสากลมากขึ้นหรือประเด็นเฉพาะของบ้านเรา แต่เขียนให้เป็นสากลมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมมอง ผมให้ความสนใจวรรณกรรมตามหลักคิดของกุสตาฟ โฟลแบรต์ คือเขียนเรื่องให้งดงาม โดยไม่สนใจว่าตัวเองถูกมองว่าเป็นใคร

“พูดสั้นๆ ผมไม่สนใจ เหลือง แดง หรือสีอะไรซึ่งเป็นไปตามความล้าสมัยของสังคมไทยที่ยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ เอาสิ่งเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ ผมไม่เป็นอะไรสักอย่างท่ามกลางสิ่งที่ใครไปผูกติด ถ้าหากชื่อผมสูญหายไป ในอนาคต ไม่ว่าสังคมไทยจะเปลี่ยนไปสู่ระบบระบอบการเมืองไทย ร้อยปีหลังจากนี้ให้ไปตามหา หรือถามหาว่าผมอยู่ตรงไหนในงานวรรณกรรม ผมจะอยู่ที่ไหนสักที่ที่มั่นคงในฐานะนักเขียนของไทย”

ในวันที่นักเขียนรุ่นเดียวกันหลายคนเลิกสนใจงานเขียน หรืออาศัยชื่อเสียงที่สั่งสมมาก้าวไปสู่เส้นทางอื่นนั้น จำลองยังยืนหยัดในการสร้างงาน เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จ และยังยินดีที่จะได้ทำงานที่รัก

“ความสำเร็จหรือก้าวไปถึงเป้าหมายอย่างรวดเร็ว อาจทำให้นักเขียนรุ่นพี่หรือรุ่นผมวางมือไป พวกเขาอาจอิ่มกับความสำเร็จ หรือยังเฉลิมฉลองไม่เสร็จ หรือความสำเร็จกลายเป็นเชือกมัดมือเท้าก็เป็นได้ ผมไม่กล้าคิดแทนเพราะผมยังไม่สำเร็จอะไรสักอย่าง”

“อาจเป็นโชคดีของผมที่ไม่ทุกข์ทรมาน ไม่ตกอยู่ในความหวาดกลัว ผมไม่สนใจว่าคนอ่านน้อยลงไปเรื่อยๆ ผมสนใจว่าผมยังได้ทำงานที่รัก งานที่ผมฝันมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาว และยังฝันอยู่ ใครๆ อาจมองว่าผมมือไม่ตก ผมจะไปตกได้อย่างไรในเมื่อฝีมือยังเรี่ยติดดิน ผมรู้สึกอย่างนั้นตลอดเวลา สิ่งที่ทำคือหาทางให้ฝีมือวัฒนาขึ้นตามวันเวลา ตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไป คิดแค่นี้เอง”

เขาเอ่ยยิ้มๆ ก่อนบอกว่าสำหรับเขาแล้วความเป็นมืออาชีพนั้น จะต้องเริ่มจากเรียนรู้และเข้าใจอาชีพของตนเอง ว่ามีจรรยาบรรณหรือกฎเกณฑ์อะไร รู้แล้วก็ศึกษา ค้นคว้า ฝึกปรือไปเรื่อยๆ ด้วยความรักในสิ่งที่ทำ

“ถ้ามีใครเดินมาบอกว่าอยากจะเป็นนักเขียน ผมจะดีใจมาก และขอบคุณเขาหรือเธอที่ยังศรัทธาต่อการเขียนหนังสือการอ่านหนังสือ เขียนในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงรูปแบบการอ่าน ผลประโยชน์ตอบแทนและยุคที่ป่าวประกาศกันว่าการอ่านลดน้อยลง ซึ่งถ้าใครบอกว่าเขารักจะเป็นนักเขียน เขาต้องเขียนสิ่งที่เขาคิดออกมา และเขียนออกมาอย่างมีศิลปะ และถ้าจะรักษามันไว้ก็คืออย่าเลิกเขียน อย่ายอมแพ้ ฝึกฝนเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ผู้อ่านจะเป็นคนบอกและสวมมงกุฎแก่เราเอง”