แชมป์ ชนาธิป เผยนาทีเศร้าสูญเสียพ่อ ได้แค่ดูผ่านกล้อง จากนี้ต้องเข้มแข็งดูแลแม่ที่ป่วยต่อ

3.05.24 | 21:54 น.

แชมป์ ชนาธิป สูญเสียพ่อด้วยโรคมะเร็งปอด เข้มแข็งเพื่อดูแลแม่ที่ป่วยต่อไป

หลังจากที่ นักแสดงหนุ่ม แชมป์ ชนาธิป ได้แจ้งข่าวเศร้าสูญเสียคุณพ่อ หลังป่วยโรคมะเร็งปอด ก็ได้มีพิธีรดน้ำศพ ที่ศาลาจารุมิลินท วัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง จังหวัดนนทบุรี ก่อนที่จะเปิดใจถึงการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ว่า

“คุณพ่อเป็นมะเร็งปอดระยะแพร่กระจายครับ ช่วงที่ทราบว่าคุณพ่อเป็นมะเร็ง ตอนนั้นคุณพ่อมีอาการปวดบริเวณคอด้านหลังมาก เลยขึ้นมาตรวจละเอียดที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ แล้วก็เจอว่าเป็นมะเร็งปอด และลุกลามมาที่กระดูกบริเวณคอ รู้ว่าป่วยช่วงปลายเดือนมกราคม ปี 2567 ครับ อาการทรุดเร็วมากครับ ตอนแรกยังเดินได้นิดหน่อย พูดจารู้เรื่องและกินอาหารได้ แต่หลังๆ ก็เริ่มไม่มีแรงเดิน ลุกแล้วก็เจ็บ นั่งก็เจ็บ หลังๆ ก็เจ็บมากขึ้น เหมือนมันกระจายมากขึ้น ไม่สามารถกอดหรือจับคุณพ่อแรงๆ ได้ แล้วก็เริ่มเบลอๆ เหมือนกับคิดช้า พูดช้าลง บางทีก็พูดไม่ค่อยเป็นคำ ต่อมาก็กินอาหารไม่ค่อยได้ ต้องให้ทางจมูก หลังจากต่อท่อไปก็ดีขึ้นนิดหนึ่ง ได้สารอาหารมากขึ้น”

“แต่ตอนที่ทรุดมาก คือลุกนั่งเองไม่ได้ แทบไม่มีแรงเลยครับ แล้วก็พูดสื่อสารไม่ค่อยได้แล้ว เบลอ นอนทั้งวัน บ่นว่าเจ็บมากขึ้นๆ คือเขาไม่ได้พูดเป็นคำ แต่ใช้วิธีแสดงออกด้วยการร้องโอ้ยๆ ผมคิดว่าอาจจะลิ้นแข็งครับ เลยไม่ออกมาเป็นคำ แต่บางคำที่ใช้เสียงได้ ก็ยังสื่อสารเป็นคำได้”

Advertisement

ในส่วนของการดูแล แชมป์ก็เล่าว่า “ผมมีพี่สาวอีก 2 คนครับ แล้วก็มีคุณแม่ แล้วก็จ้างพี่ผู้ช่วยคนหนึ่งมาช่วยดูแลคุณพ่อครับ ก็มีกันทั้งหมด 5 คน ผลัดกัน ถ้าพี่สาวไปทำงานก็มีคุณแม่อยู่ มีผมอยู่ ผมไปทำงานก็มีพี่สาวอยู่ มีพี่ผู้ช่วยอยู่ ก็สลับกัน คือต้องอยู่มากกว่า 1 คน เพราะต้องพลิกตัวคุณพ่อทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันแผลกดทับ แล้วระยะหลังคุณพ่อไม่สามารถลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำเองไดั ก็ต้องเปลี่ยนแพมเพิร์ส”

“คุณหมอก็แนะนำเรื่องการดูแลคุณแม่ เพราะหลังๆ พออาการคุณพ่อแย่ลง แม่ผมกำลังใจก็แย่ลงตาม ซึ่งแม่ผมก็ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเขาเลยกำชับว่าอย่าให้แม่ทรุดไปอีกคนนะ อย่าให้แม่นอนไม่หลับ หรือเผลอเข้าห้องน้ำแล้วล้มนะ ต้องระวังแม่นะ ตอนนี้ผมก็รอผล 3 พฤษภาคม ก็รอผลตรวจว่าคุณแม่จะสามารถผ่าก้อนเนื้อที่ปอดได้ไหม ระหว่างนี้ก็ต้องขุนคุณแม่ให้แข็งแรง ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพื่อพร้อมที่จะผ่าตัด เผื่อเราได้รับข่าวดีว่าคุณแม่ผ่าแล้วหายจากมะเร็งได้ แต่พอมีเรื่องคุณพ่อมา ก็ต้องให้กำลังใจมากขึ้นครับ เพราะเรากลัวเขาจะเครียดมากจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ”

เล่าวินาทีที่คุณพ่อจากไป “ผมไม่ได้อยู่ครับ คือผมไปเขาใหญ่ ไปถ่ายรายการ ตอนที่คุณพ่อจากไปผมอยู่บนรถ เดินทางกลับมาถึงน่าจะประมาณวังน้อย แต่ในบ้านจะมีกล้องวงจรปิดอยู่เยอะ ผมก็มองผ่านกล้อง แล้วก็พูดผ่านกล้องว่าให้เขย่าคุณพ่อนะ ผมโชคดีที่มีเพื่อนบ้านดีครับ พี่เขาก็เข้ามาดูพอดี ผมก็บอกเขาว่าเอาเก้าอี้มารองก้นแม่ไว้เลยนะ เพราะแม่ร้องไห้ทิ้งตัวแล้วครับ อย่าให้แม่ล้มนะ แล้วพอตอนที่คุณพ่อจากไป จังหวะที่ปั๊มหัวใจ เราก็ติดตามตลอดครับ ตั้งแต่ตอนยังมีชีพจรอยู่ คือหัวใจก็ค่อยๆ เต้นช้าลงๆ ออกซิเจนในร่างกายก็ค่อยๆ ดับลงๆ ใจหนึ่งก็เสียใจมากครับ คนที่รักจากไป แต่ว่าอีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่าเขาไปสบายแล้วครับ ไม่ต้องทรมาน เพราะเราดูแลเขามาตลอด 2-3 เดือน เราเห็นทุกความทรมานของเขา ทั้งตอนที่เขาเจ็บทั้งตัว ตอนที่โดนดูดเสมหะ ตอนที่เขาลุกแล้วเจ็บ เขากินข้าวไม่ได้ทั้งที่เขาอยากกิน เราเห็นมาทุกอย่าง”

มีอะไรที่คุณพ่อฝากฝังไว้บ้างไหม?

“ตอนที่ป่วยเขาก็บอกครับ ว่าเขาไม่ได้มีห่วงอะไรแล้ว ลูกๆ ทั้ง 3 คน แต่ละคนก็ต่างประสบความสำเร็จแล้ว ดูแลตัวเอง ดูแลแม่ ดูแลยายได้ เขาก็ไม่ได้มีห่วงอะไร (สิ่งที่พ่อสอนบ่อยๆ หรือเตือนบ่อยๆ คือเรื่องอะไร?) อย่าใจร้อน มีสติเยอะๆ ครับ ก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง

ไม่มีอะไรที่ทำให้คุณพ่อต้องเป็นห่วงแล้ว ในฐานะลูกชายทำหน้าได้อย่างเต็มที่และดีที่สุดแล้ว

“ไม่มีครับ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าคุณพ่อไม่มีห่วงอะไรและจากไปอย่างสงบ ปลงได้ 100% จริงๆ ผมก็เต็มที่ ดีที่สุดเท่าที่ลูกชายคนนึงจะทำให้พ่อได้ครับ”

ยกพ่อเป็นฮีโร่มาตั้งแต่เด็ก “พ่อเป็นต้นแบบที่ดีครับ เป็นพ่อที่ไม่เคยบังคับอะไรเลย แล้วก็สอนให้เราคิดตั้งแต่เด็กให้พิจารณาว่าเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นมันเป็นยังไง เราควรจะอยู่กับมันยังไงปรับตัวยังไง ควรจะแก้ปัญหายังไง ผมมองว่าเขาก็ช่วยวางรากฐานตั้งแต่เด็กเลยครับ ซึ่งมันดีมากๆ”

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงเรื่องหนี้ที่ก่อนหน้านี้เราออกมาขอร้องให้เขาคืนเพราะต้องเอาเงินมาดูแลคุณพ่อ ตอนนี้มีความคืบหน้าหรือยัง?

“ก็รอขึ้นศาลครับ วันที่ 20 พฤษภาคมนี้ครับ น่าจะเป็นในชั้นสืบพยานครับ ไปขึ้นศาลที่อุดรครับ คือตั้งแต่วันที่ออกข่าวไปก็ยังไม่ได้เลย ก่อนหน้านี้ที่ผมทวงถามไปผมก็เป็นคนทวงถามไปเอง ก็ยังไม่ได้เลยครับ”

วันนั้นคิดว่าบรรยากาศการเจอกันจะเป็นยังไง?

“คือผมก็ภาวนาให้สามารถเจรจาไกล่เกลี่ยได้ครับ เพราะเอาจริงๆ แค่ทำงานก็เหนื่อยแล้วอะ ไม่มีใครอยากมามีปัญหาเพิ่มให้ปวดหัวใช่ไหม”

มีอะไรอยากคุยกับเขาไหมถ้าเจอหน้ากัน? “ก็คำเดิม เอาเงินมาคืนผมเถอะครับ ผมไม่มีคำอื่นเลยอะ”