ไมกี้ ปณิธาน กับความภูมิใจ และความสำเร็จที่ได้มาเพราะใจสู้
ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับบทบาท คุณฉัตร หรือ พันตรีนายแพทย์ หม่อมหลวงฉัตรเกล้า จุฑาเทพ ในเรื่อง ‘ขวัญฤทัย’ จากละครชุด ‘ดวงใจเทวพรหม’ ซึ่งถือว่าเป็นผลงานเรื่องแรกและได้แจ้งเกิดให้กับพระเอกหนุ่ม ไมกี้ ปณิธาน บุตรแก้ว ได้เป็นอย่างดี เพราะแม้ว่าจะอวสานลงไปแล้วแต่ก็ยังถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ เมื่อชวนไมกี้ ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นที่ได้มาเป็นหนึ่งในทายาทของ 5 สิงห์จุฑาเทพ ไมกี้ก็เล่าให้ฟังว่า
“วันที่ผมมาแคสต์โปรเจ็กต์นี้กดดันมากๆ ด้วยความที่ผมเคยดูสุภาพบุรุษจุฑาเทพ แล้วทั้งแม่ คุณยาย แล้วก็ทุกคนที่ผมรู้จักเป็นแฟนละครของ ‘คุณชายหมอพุฒิภัทร’ (รับบทโดย เจมส์ จิรายุ) อยู่แล้ว และบังเอิญมากๆ ที่ผมมีโอกาสและความโชคดีได้มารับบท ‘ฉัตรเกล้า’ ลูกชายของคุณชายพุฒิภัทร”
“ตื่นเต้นมากๆ รู้ตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าผมต้องทำการบ้านหนักมากๆ ผมไม่อยากให้ทุกคนผิดหวัง”
โดยในความรู้สึกแรกที่รู้ตัวว่าแคสติ้งผ่านและได้เล่นเรื่องนี้ “มันชาๆ” ไมกี้ว่า พร้อมเสียงหัวเราะ
“ไม่ค่อยรู้สึกอะไรในตอนแรก เพราะว่าไม่รู้ว่ามันคือความจริงไหม ตอนนั้นยังประมวลผลอะไรไม่ได้เลย มันเกินคาดมากๆ”
“มารู้ตัวอีกทีก็ต้องเริ่มทำงานเลยแทบจะไม่มีเวลาได้ดีใจเลยครับ”

ก่อนจะออกตัวว่า “คือมันดีใจมากๆ ที่ได้มาลองอะไรแบบนี้ แต่ก็ไม่รู้จะดีใจกับอะไร เพราะผมก็ไม่เคยมาอยู่ในวงการนี้เหมือนกัน ไม่เคยทําการแสดง ไม่รู้ว่าจะต้องมาเจอกับอะไร เจอกับใครบ้าง ทุกอย่างมันตื่นเต้นไปหมดเลย”
เรียกว่าเป็นการเริ่มต้นจากศูนย์ ต้องเตรียมตัวทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่ ไปเรียนรู้วิธีการแสดง วิเคราะห์ตัวละคร ปรับบุคลิกภาพ ดูแลตัวเองเพื่อให้ภาพมันออกมาดีที่สุด ปรับการพูด ด้วยเพราะมาจากภาคเหนือเลยมีสําเนียงก็ติดเหนือมาด้วย
“ก็ต้องมาหัดพูดภาษากลางให้ชัด ต้องมาหัดดูละครไทย ต้องมาศึกษางานของผู้กํากับ ศึกษางานผู้จัดละคร ศึกษางานของนักแสดงให้เราร่วมงานด้วย มันหลายอย่างมากๆ ครับ”
“ทั้งหมดนี้ผมต้องทำในระยะเวลาไม่กี่เดือน แล้วก็เลยเป็นอะไรที่ยากมากๆ”
ทั้งนี้ เมื่อถามว่า ยากกว่าที่คิดไหม ไมกี้ก็ตอบกลับมาทันทีว่า จะให้พูดแบบนั้นก็คงไม่ได้
“สำหรับผมต้องบอกว่ายากกว่าที่ไม่กล้าคิด”
“ด้วยความที่ผมไม่รู้ ผมก็เลยไม่รู้ว่าความยากลิมิตมันอยู่ตรงไหน ผมรู้สึกว่างานการแสดง หรือว่างานวงการบันเทิงมันไม่มีเพดาน ความยากมันไปได้เรื่อยๆ เราคิดว่าเราดีแล้ว เราก็ยังไปได้อีก มันมีการพัฒนาต่อไปได้เรื่อยๆ”
เลยกลายเป็นว่าทําให้เต็มที่เท่าที่ร่างกายจิตใจตัวเองไหวเพื่อให้มันไปได้ดีที่สุด

“มันไม่มีถึงจุดนี้แล้วจะผ่านนะ ถึงจุดนี้แล้วจะดีที่สุด ไม่มีเลยครับ ก็เลยแบบบอกไม่ได้ว่ายากเหมือนที่คิดไว้ไหมเพราะคิดไม่ถึง ผมไม่ได้ตีความยากไว้แต่แรก”
หลังจากที่ต้องเตรียมความพร้อมในการต้องมาเป็นนักแสดงในช่วงเวลาไม่กี่เดือน กับความรู้สึกในวันแรกที่เข้ากอง ไมกี้บอกว่า ยังจำได้ดี
ด้วยเพราะ “ตื่นเต้นมาก” ที่ลากเสียงคำว่ามากไปยาวอีกหลายกิโลฯ
“ผมไม่รู้ว่าจะเอามือไปวางไว้ตรงไหน ขาจะเดินยังไงกะพริบตาจังหวะไหน กลืนน้ำลายยังไง คือไม่รู้อะไรเลย”
“แรกๆ ผู้กํากับจะจัดคิวให้ผมเล่นแค่วันละซีนเอง เพราะผมยังใหม่มากๆ กองถ่ายต้องใช้เวลามากๆ กับผม”
“แค่ท่องบท 2-3 บรรทัดไปยังลืมเลย”
ซึ่ง “มันไม่เหมือนกิจกรรมโรงเรียนที่ผมเคยทำผ่านมาเลย”
“อันนั้นผมเป็นตัวเอง แต่ละครต้องเล่นไม่เป็นตัวเอง กลายเป็นว่าการไม่เป็นตัวเองมันยากมาก”
“ก็สมบุกสมบันมาค่อนข้างเยอะ ผ่านอะไรมาเยอะมากๆ เหมือนกัน ภายในระยะเวลาแค่ไม่กี่ปี
ทุกคนช่วยกันซัพพอร์ต เคี่ยวเข็ญผม เพราะทุกคนอยากให้งานออกมาดี”

ถ้าพูดถึงความสำเร็จจากสุภาพบุรุษจุฑาเทพ เมื่อดวงใจเทวพรหม ต้องมารับไม้ต่อ ไมกี้บอกว่า “ทุกคนคาดหวังอยู่แล้ว แฟนนิยายก็คาดหวัง ก็เลยทำให้ทุกคนทุ่มเทกับงานนี้มากๆ ซึ่งก็เป็นความโชคดีของผมเหมือนกันที่ได้ร่วมมือกับทั้งมืออาชีพทุกๆ คน แล้วทุกคนเต็มที่ ทุ่มเท เป็นแรงบันดาลใจให้กันและกันได้มากๆ”
และกว่าจะผ่านวันนั้นมาได้ วันที่การแสดงไม่ใช่เรื่องง่ายนั้น พระเอกหนุ่มก็บอกว่า
“ไม่มีการปลดล็อกอะไร ไม่มีจุดไหนที่ ป้าแจ๋ว (ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์) ไม่ด่าเลย”
“แต่ผมรู้สึกว่าทุกเหตุการณ์ในกองถ่ายเป็นการเรียนรู้หมดเลย”
หากจะถามว่าผ่านมาได้ยังไง ก็น่าจะเพราะทุกคนที่รายล้อมที่คอยช่วยเหลือและมีเจตนาที่ดีต่อกัน ในส่วนของตนเองก็แค่ต้องสู้และพยายามให้สุดความสามารถ
“ผมก็ทำการบ้านทุกวัน ศึกษาการแสดงให้เยอะมากๆ ตามเขาให้ทัน เพื่อไม่ให้เป็นตัวถ่วงของกองถ่าย”
ส่วนเรื่องบทละครก็ต้องตีความมาให้ดี นิยายก็ต้องไปอ่านมาก่อน เพื่อให้เรานําเสนอ ฉัตรเกล้า ในมุมมองของคนอ่านนิยายได้ดีมากๆ
“หน้าที่ของเราคือการทำให้ฉัตรเกล้ามีชีวิตขึ้นมา ก็อยากจะทําให้ดีที่สุด”
รวมถึงศึกษาย้อนไปถึงรุ่นพ่อแม่คุณชายหมอและกรองแก้ว ว่าเขาเล่นเป็นยังไง เพื่อให้เรานําเสนอมุมของคุณพ่อคุณแม่ออกมาในรูปแบบไหน
นอกจากนี้ ก็ยังมีเรื่องของการตีความและประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างระหว่างตัวไมกี้เองกับคุณฉัตร

“ณ ตอนนั้นผมถ่ายละครอายุ 18 ปี ผมจะต้องไปรับบทเป็นคนอายุ 27 ปี คนที่เขามีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าเราประมาณสิบปี”
“เขาต้องผ่านอะไรมาบ้างทั้งฐานะทางสังคมที่ไม่เหมือนกัน การตัดสินใจเรื่องความรัก การตัดสินใจเรื่องครอบครัวไม่เหมือนกัน การเสียสละไม่เหมือนกัน ความดีความชอบมันหลายอย่างมากขึ้น”
“ผมต้องทําทุกอย่างพร้อมๆ กัน ผมบอกตัวเองให้สู้ สู้ไปเรื่อยๆ อย่าท้อ เพราะว่าสุดท้ายแล้วเดี๋ยวถ้าเกิดเราทําเต็มที่แล้วเราจะภูมิใจในตัวเราเอง”
ทั้งนี้ เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ได้แจ้งเกิดจากละครเรื่องแรกในชีวิต พระเอกหนุ่มน้องใหม่ ก็ว่า
“พูดคำไหนไม่ได้เลยนอกจากคำว่า ขอบคุณครับ ขอบคุณทุกคำติชม ขอบคุณทุกคนที่ติดตามชมมาตั้งแต่แรก มันท่วมท้นมากๆ ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีคนชื่นชอบขนาดนี้ มีคนรอดูขนาดนี้ ชื่นใจมากๆ ครับ”
“รู้สึกหายเหนื่อย ทุกๆ อย่างที่ผมเล่ามาสำหรับผมมันหนักมากๆ ผมเช็กฟีดแบ๊กตลอดเลย อ่านแล้วชื่นใจทุกอย่างเลยครับ แค่เขาดูละครแล้วสนุกผมก็รู้สึกดีมากๆ เพราะผมก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในละครเรื่องนี้”
จากที่ยังไม่มีคนรู้จัก จนตอนนี้ไปไหนก็มีคนเรียกว่า ฉัตรเกล้า แล้ว แต่กระนั้น ไมกี้ก็ว่า ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนไปอะไรขนาดนั้น
แต่หากจะให้มองจริงๆ สิ่งที่เปลี่ยนและตัวเขาเองเห็นได้ชัดนั้นคือ “ผมโตขึ้นเยอะมาก”
“เพราะว่า 3 ปีที่ทํางานในวงการบันเทิง เป็นบทเรียนที่ผมแบบได้รับเยอะมากๆ ถ้าให้ผมพูดถึงว่าผมได้เรียนรู้อะไรบ้าง ผมได้ทําอะไรบ้างใน 3 ปี พูดไม่หมดจริงๆ ครับ แค่การแสดงก็เป็นเรื่องใหญ่ๆ แล้ว พาร์ตการทำงานอีก”
“ถ้าเกิดเรื่องส่วนตัวมากๆ เรื่องเซนซิทีฟมากๆ การหาเงิน การเลี้ยงดูชีพ สําหรับเด็กอายุ 18 ปีคนนึงที่เพิ่งจบ ม.6 มาใหม่ๆ เราสามารถหาเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ได้แล้ว มันคือความภูมิใจของเราเองมากๆ”
ซึ่งแม้ว่าที่บ้านจะไม่ได้อยู่ฐานะที่ลำบาก แต่ ณ วันนี้ที่สามารถทำงานหาเงินได้มากขึ้น ไมกี้ก็ว่า
“คุณพ่อคุณแม่ก็ปลื้มใจ ผมก็ดีใจเหมือนกันที่เขาดีใจ ดีใจที่เขาดีใจอีกทีนึง รู้สึกว่าในฐานะลูกคนนึงทําให้เขาภูมิใจได้”
“ชีวิตนี้ก็คอมพลีทแล้ว”

