ดร.กิตตินันท์ ชินสำราญ กับบทเพลงชุด ‘ขุนช้าง’ : มหาบัณฑิตทางเสียง อันว่าด้วย ‘โฆสัปปมาณิกา’

23.06.24 | 12:12 น.
ดร.กิตตินันท์ ชินสำราญ กับบทเพลงชุด ‘ขุนช้าง’ : มหาบัณฑิตทางเสียง อันว่าด้วย ‘โฆสัปปมาณิกา’

ดร.กิตตินันท์ ชินสำราญ
กับบทเพลงชุด ‘ขุนช้าง’ : มหาบัณฑิตทางเสียง
อันว่าด้วย ‘โฆสัปปมาณิกา’

บทความในครั้งนี้อาจต้องขอออกตัวกับผู้อ่านเสียก่อนว่า มันอาจเป็นรายงานหรือบทวิจารณ์ ซึ่งดูออกจะล่าช้าไปบ้าง แต่ในด้านเนื้อหา, สาระแล้ว ผู้เขียนเองเชื่อเหลือเกินว่า มันยังคงมีเนื้อหา, สารประโยชน์ที่ควรอภิปรายถึงเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่ามันเป็นเพียงการนำเสนอผลงานวิชาการที่มิได้เป็นงานคลื่นมหาชน, มากมาย มหาศาลก็ตาม ผู้เขียนคิดว่าท่านผู้อ่าน (โดยเฉพาะท่านที่สูงด้วยประสบการณ์ชีวิต) คงเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับงานศิลปะในระดับ “คลาสสิก” ได้ดีอยู่แล้วว่า บางทีผลงานระดับคลาสสิกนั้น เรามิอาจคาดหวังผลลัพธ์ในเชิงปริมาณต่อมหาชนได้ เช่นเดียวกันกับ ผลงานศิลปะในแบบสมัยนิยม ที่อยู่กับความหวือหวาหรือเกาะกระแสอันร้อนแรงตามชั่วขณะเวลา

งานการแสดงดนตรีที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ คือการแสดงสิ่งที่เรียกว่า “ผลผลิต” จาก โครงการวิจัยสร้างสรรค์ดุริยางคศิลป์ ชุดเพลงร้องศิลป์ไทย “ขุนช้าง” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ.2566 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2567 ซึ่งจัดขึ้นในเย็นวันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2567 ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสองศิลปินคือ ดร.กิตตินันท์ ชินสำราญ ศิลปินนักร้องเดี่ยวเสียงบาริโทน (Baritone) และ ดร.อัคร ยืนยงหัตถภรณ์ (ศิลปินเดี่ยวเปียโน) แท้จริงแล้วในเย็นวันนั้นยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยในสาขาดนตรีในลักษณะเดียวกันนี้อีกสองชิ้น แต่ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้รับชมทั้งหมด จึงขอเขียนอภิปรายถึงการแสดงการขับร้องของ ดร.กิตตินันท์ ชินสำราญ แต่เพียงผู้เดียว

บทเพลงชุด “ขุนช้าง” ที่นำมาแสดงในครั้งนี้ อยู่ในลักษณะของ “เพลงร้องศิลป์” ตามขนบของดนตรีตะวันตก ที่เรียกกันว่า “Art Song” ในภาษาอังกฤษ หรือ “Lied” ในภาษาเยอรมัน นั่นคือเพลงร้องที่นำเนื้อหาคำร้องซึ่งคัดสรรมาจากวรรณกรรมชั้นเยี่ยมระดับ “คลาสสิก” โดยมักจะนำมาจากผลงานวรรณกรรมของ นักเขียนหรือ กวี ผู้ยิ่งใหญ่ และบทเพลงชุดขุนช้างนี้ก็ ได้คัดสรรบทกวีจากเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ เฉพาะช่วงที่เกี่ยวกับตัวละครขุนช้าง มาเป็นคำร้อง และประพันธ์แนวบรรเลงเปียโนประกอบขึ้นตามแบบแผนเพลงร้องศิลป์ตะวันตก ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็เพื่อพรรณนาถึง อารมณ์, ความรู้สึกจากความรักของขุนช้างที่มีต่อนางวันทองอันท่วมท้นด้วย “ความจริงใจ” จากวัยเด็กจนถึงวันที่นางวันทองจำต้องรับโทษประหารชีวิต

Advertisement

ความน่าประทับใจเป็นอย่างมากจากการแสดงในวันนั้น มาจากตัวนักร้องเดี่ยว ดร.กิตตินันท์ ผู้นี้เป็นสำคัญ ผู้ที่สามารถใช้บุคลิกภาพเฉพาะตัวทั้งภายใน-ภายนอกอันโดดเด่น และแสดงออกอย่างหลายบทบาทสถานะ ดึงดูดสมาธิและความสนใจจากผู้ชมอย่างเข้มข้น, ต่อเนื่องตลอดระยะเวลาราวกว่าชั่วโมงครึ่ง การเดินเรื่องดึงดูดความสนใจอย่างหลากหลายในระยะเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ ต้องอาศัยพละกำลัง, สมาธิภายในอย่างมากมาย ปฏิเสธมิได้ว่า กิตตินันท์ ทำให้ผู้ชมในหอแสดงดนตรีลืมความสนใจเรื่องเวลาที่ผ่านไปได้สนิท พวกเราจดจ่ออยู่กับเขาตลอดทั้งการบรรยายให้สาระความรู้ก่อนการแสดง อีกทั้งตลอดการแสดงการขับร้องเดี่ยวของเขา ที่ผู้ชมตระหนักได้ว่า “ทรงพลัง” มิได้เพียงแค่พลังเสียง หากแต่มันเป็นพลังอารมณ์ที่แสดงออกอย่างหลากหลาย ตามเนื้อหาของแต่ละบทเพลงที่คัดสรรมาจากช่วงเวลาในวรรณกรรมต้นฉบับ ที่มาจากต่างกรรมต่างวาระ กิตตินันท์ เป็นยิ่งกว่านักร้องเดี่ยวผู้ทรงพลัง แต่ยังสำแดงความหลากหลายทางอารมณ์ได้ราวกับ นักแสดงละครเดี่ยว (Monologue)

ก่อนการแสดงการขับร้อง เขาทำหน้าที่ผู้บรรยาย บอกเล่าถึงความเป็นมาของแนวคิดในเรื่องเพลงร้องศิลป์ของตะวันตกว่ามีที่มาอย่างไร เพียงแค่บทบาทของการเป็นผู้บรรยายนี้ กิตตินันท์ ก็สามารถแสดงออกถึงความเป็นเลิศในศิลปะของการใช้เสียงอันเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์ ทำให้ผู้เขียนคิดไปถึงภาษิตโบราณเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องสามก๊กซึ่งกล่าวต่อๆ กันมาว่า “ใครอ่านสามก๊กครบสามจบคบไม่ได้” และก็ตามต่อด้วยวลีอันย้อนแย้งที่ว่า “…แต่ถ้าหากอ่านครบเจ็ดจบ ก็จะกลายเป็นมหาบัณฑิต…” เฉกเช่นเดียวกันกับพรสวรรค์แห่งการใช้เสียงของ กิตตินันท์ กล่าวคือมีคติโบราณ (ที่หาเหตุผลประกอบอันชัดเจนไม่ได้) เกี่ยวกับคนที่พูดสองเสียงว่า “คนพูดสองเสียง คบไม่ได้” แต่ กิตตินันท์ เป็นผู้มีความสามารถในการใช้เสียงได้มากกว่าสองเสียงแน่นอน เขาเลือกใช้พรสวรรค์ทางเสียงอันหลากหลายตามหน้าที่ของการใช้งานได้อย่างน่าทึ่ง มิใช่เพียงแค่การร้องเพลง และถ้าเป็นเช่นนี้ผู้เขียนก็คิดว่า กิตตินันท์ นั้นควรค่าแก่การจัดได้ว่าเป็น “มหาบัณฑิตทางเสียง” (มหาบัณฑิตที่ไม่ได้เพียงแปลว่า “ปริญญาโท”) เพียงแค่น้ำเสียงในการบรรยายของเขาก็แสนจะมีเสน่ห์ตราตรึงมีความก้องกังวานน่าฟัง แสดงความเป็นเลิศทางอักขระวิธีแห่งภาษาไทย เพียงแค่บทบาทการบรรยายเริ่มต้นก็ควรค่าการที่เราจะนับเขาได้ว่าเป็น “ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น” ได้อย่างสมควรเป็นอย่างยิ่ง

กิตตินันท์ (รวมถึง ดร.อัคร ศิลปินเปียโน) สูงด้วยภูมิต้านทานทางความคิดอันแข็งแกร่ง เขาทั้งคู่พร้อมใจกันนำลักษณะทางกายภาพออกมาล้อเลียนตัวเองกันในการเป็นคู่หูศิลปินนำเสนอเพลงร้องชุดขุนช้าง สร้างอารมณ์ขันเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างเปี่ยมด้วยรสนิยม (แปลว่าไม่มากไม่น้อยเกินไป) คนเราเมื่อมีภูมิต้านทานทางอารมณ์ที่แข็งแกร่งจนล้อเลียนตัวเองต่อผู้อื่นได้ ก็จะไม่มีใครอื่นสามารถไปสร้างการด้อยค่าใดๆ ต่อเขาได้อีก เพราะวุฒิภาวะทางอารมณ์เขาก้าวล่วงเลยไปไกลจนสามารถล้อเลียนตัวเองได้แล้ว หลังจากบรรยายปูพื้นให้ความรู้เสร็จสรรพ กิตตินันท์ เปลี่ยนน้ำเสียงและสีหน้ามาเป็นความจริงจัง (ในชั่วอึดใจ) ด้วยการชี้แจงกติกาต่อผู้ชมว่า ในการแสดงบทเพลงร้องศิลป์ที่ประกอบไปด้วยบทเพลงหลายๆ เพลงนั้น เราจะไม่ปรบมือแสดงความชื่นชมเมื่อจบแต่ละเพลง แต่เราจะรอให้จบบทเพลงทั้งชุดเสียก่อนจึงจะปรบมือแสดงความชื่นชม

เพียงแค่บทเพลงแรกเขาก็อวดความสามารถในลักษณะเพลงร้องศิลป์ได้ราวกับบทเพลง “Erlking” ของ “ฟรันซ์ ชูเบอร์ต” (Franz Schubert) คีตกวีชาวออสเตรีย ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชาเพลงร้องศิลป์” แห่งศตวรรษที่ 19 บรรดาผู้รักดนตรีคลาสสิกต่างทราบดีว่าบทเพลงนี้ของชูเบอร์ตนั้น นักร้องต้องสวมบทบาทเป็นผู้แสดงถึง 4 คนคือ ผู้บรรยาย, พ่อที่กำลังเร่งรีบนำลูกไปรักษาตัว, ลูกที่กำลังจะขาดใจตาย และ “เอร์ลคิง” ภูตผู้ล่าวิญญาณเด็ก เช่นเดียวกับบทเพลงแรก “จุติจากเพศเปรตอสุรกาย” ซึ่งบรรยายบรรยากาศดวงวิญญาณขุนช้างที่กำลังจะลงมาจุติในครรภ์มารดา ซึ่ง กิตตินันท์ จะต้องสวมบทบาททางน้ำเสียงของตัวละครถึง 3 ระดับ คือ ขุนศรีวิชัย (พ่อขุนช้าง), นางเทพทอง (แม่ขุนช้าง) และผู้บรรยาย (และยังอาจจะรวมถึงดวงวิญญาณขุนช้างที่เฝ้ามองความรู้สึกของพ่อ-แม่ อีกด้วย) เป็นบทเพลงที่ใช้แนวทำนองที่มีสำนวนท้าทายเน้นอารมณ์โกรธตาม บทกลอนดั้งเดิม โดยเฉพาะในตอนท้ายบทกวีบาทสุดท้ายที่เน้นว่า “…อ้ายหัวเลี่ยนโล้นเกลี้ยงจะเลี้ยงใย…” นั้นมีการร้องซ้ำเนื้อความในช่วงนี้ อันสะท้อนถึงอคติความเกลียดชังจากมารดาที่อุ้มครรภ์ และยิ่งไปกว่านั้นมันคือการขยี้ซ้ำความเจ็บปวดจากดวงวิญญาณของขุนช้างที่กำลังจะลงมาเกิด ว่าเขาต้องเจ็บปวดเพียงใดจากอคติของผู้ที่กำลังจะเป็นแม่แท้ๆ

บทเพลงที่สองชื่อว่า “เราเล่นเป็นผัวเมียกันเถิดรา” ที่สะท้อนภาพวัยเด็กของทั้งขุนช้าง, นางพิม และขุนแผนในวัยเด็ก ใช้จังหวะที่มีความสดใสมีชีวิตชีวาเพื่อขับเน้นความหมายของตัวบทที่บรรยายภาพวัยเด็ก ในบทเพลงที่สามถึงบทเพลงที่ห้านั้น พอจะสรุปรวมได้ว่าทั้งสามเพลงนี้สะท้อนถึง ความรัก, ความหลงใหลในรูปโฉมของนางพิมที่ทำให้ขุนช้างนั้นเข้าขั้นเพ้อ, บทเพลงมีการปั้นคำเพื่อเน้นภาพลักษณ์ เช่นประโยคที่ว่า “อรชรอ้อนแอ้น” หรือคำว่า “กระบิดกระบวน” ที่ทำให้ราวกับจะเห็นเป็นภาพจริง ดนตรีจากการบรรเลงเปียโนประกอบทำหน้าที่ได้ครบถ้วนราวกับจะเป็นการย่อส่วนวงออร์เคสตราลงมาทั้งวง บทบาทของเปียโนในบทเพลงชุดนี้จะตามแนบชิดติดความหมายของบทกวีไปอย่างไม่ลดละในทุกย่างก้าว โดยที่เราไม่อาจจะละโสตประสาทไปจากเสียงเปียโนนี้ได้เลย ในบทเพลงที่ห้าที่ชื่อว่า “มัวถวิลถึงเจ้าพิมพิลาไลย” ที่เน้นถึงความทุกข์ใจที่ขุนช้างไม่ได้เห็นหน้านางพิมนั้น กิตตินันท์ ทำให้เรารู้สึกว่า เขาผู้นี้มิใช่เป็นเพียง “มนุษย์สองเสียง” (ที่คติไทยโบราณกล่าวว่าคบไม่ได้) หากแต่เขาเป็นมนุษย์ที่มีมากนับสิบเสียง ราวกับจิตรกรที่มีสีนับสิบๆ หลอด รอผสมลงบนจานสีและพร้อมที่จะเลือกผสมสีเหล่านั้นเพื่อที่จะระบาย, วาดความหมายของบทกวีให้ออกมาอย่างเจิดจ้าละลานตา ซึ่งก้าวข้าม “อคติ” ที่ว่า “คบไม่ได้” ไปสู่ “มหาบัณฑิตทางเสียง” ไปแล้ว (เฉกเช่นเดียวกับ คนอ่านวรรณคดีสามก๊กมากกว่า 7 จบ!!!)

การจะพร่ำพรรณนาถึง ความเป็นเลิศในการบรรจงร่วมงานกันสร้างสรรค์ บทเพลงชุดนี้ร่วมกันของสองศิลปินคือ ดร.กิตตินันท์ และ ดร.อัคร คงต้องกินพื้นที่หน้ากระดาษไปอีกมากมาย ในอันที่จะบรรยายว่าเขาทั้งคู่ต้องทุ่มเทมันสมองและพลังทางความคิดมากมายเพียงใดในการรังสรรค์มันออกมา การออกแบบและเลือกใช้เทคนิคการขับร้องขั้นสูงในหลายๆ บทตอน มันสะท้อนเทคนิคและพลังเสียงจนแทบจะน่าเป็นห่วงว่า ในอนาคตข้างหน้าจะมีนักร้องคนไหนได้อีกบ้างที่จะสามารถนำบทเพลงนี้ไปแสดงถ่ายทอดได้อย่างครบถ้วนหมดจดตามวัตถุประสงค์ของตัวงาน (สกอร์ดนตรี) อีกทั้งความจำกัดในด้านศักยภาพของตัวบทวรรณคดีดั้งเดิม ที่ผู้ประพันธ์ดึงเข้ามาผสมผสานเป็นอย่างมากนั่นคือนอกจากจะต้องเป็นนักร้องที่ดีแล้ว ยังต้องเป็นผู้เข้าใจในศาสตร์และศักยภาพแห่งภาษาไทยอย่างเพียงพออีกด้วย

การได้มีโอกาสไปชมการแสดงการขับร้องบทเพลงชุดขุนช้างนี้ทำให้ผู้เขียนนึกไปถึงธรรมะ ในหมวด “ปมาณิก 4” หรือการประมาณ (ศรัทธา) ใน 4 รูปแบบของมนุษย์ กล่าวคือ 1.รูปประมาณ คือศรัทธาในรูปลักษณ์, รูปโฉมภายนอกที่งดงาม 2.โฆษประมาณ คือศรัทธาในน้ำเสียงอันก้องกังวาน (หรือแม้แต่ในชื่อเสียง) 3.ลูขประมาณ คือศรัทธาในความหมอง, เก่าคร่ำว่า มีความสำรวมประพฤติเคร่ง และ 4.ธรรมประมาณ คือ ศรัทธาในเนื้อหาแห่ง “สารธรรม” ซึ่งได้สดับฟัง

 

ดร.กิตตินันท์ คือมนุษย์ที่เกิดมาแล้วเปี่ยมด้วยศักยภาพในอันที่จะโน้มน้าวให้ผู้คนที่ได้สดับฟังน้ำเสียงของเขาแล้ว (ทั้งเสียงพูดบรรยายและเสียงขับร้องเพลง) บังเกิด “โฆษประมาณ” หรือ “โฆสัปปมาณิกา” (ศรัทธาด้วยน้ำเสียงอันก้องกังวานไพเราะ) เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งเนื้อหาที่เขาตระเตรียมมาบรรยายก่อนการแสดงเป็นอย่างดีก็ทำให้เราบังเกิด “ธรรมประมาณ” หรือ “ธัมมัปปมาณิกา” คือ เต็มอิ่มด้วยเนื้อหา, สาระความรู้ การแสดงครั้งนี้ยังทำให้น่าย้อนคิดไปถึงศิลปะแห่งการแสดงบทเพลง “คานตาตา” (Cantata) ของผู้ดียุโรปแห่งศตวรรษที่ 17 อีกด้วย การแสดงบทเพลงคานตาตา (ดั้งเดิม) ในศตวรรษที่ 17 นี้เกิดขึ้นคู่เคียงมากับศิลปะละครร้องอุปรากร (Opera) มาทีเดียว คานตาตา จะเป็นการขับร้องบทเพลงจากเนื้อหาวรรณกรรมชั้นเยี่ยม และบ่อยครั้งก็มักจะเป็นวรรณกรรมเชิงละคร แต่จะเป็นบทเพลงขนาดย่อมไม่มีการแต่งองค์ทรงเครื่องจัดเวทียิ่งใหญ่แบบละครอุปรากร ซึ่งในสมัยนั้นบรรดาผู้ดีมีการศึกษามักจะนิยมชมชอบ การแสดงบทเพลงคานตาตาเป็นอย่างยิ่ง เพราะจัดแสดงกันในแวดวงผู้ชมอันจำกัด ใช้วรรณกรรมที่เปี่ยมด้วยเนื้อหาอันลึกซึ้งละเมียดละไม เทียบกับอุปรากรที่เป็นไปในเชิงมหรสพ สำหรับมหาชนจำนวนมากที่อึกทึกวุ่นวาย ไม่สามารถสร้างความเข้มข้นในสมาธิอันสงบละเมียดได้เช่น การแสดงบทเพลงคานตาตา

สุดท้ายนี้ขอแสดงความชื่นชมในการมอบทุนสำหรับการสร้างสรรค์ทางศิลปะดนตรีอันน่าสนับสนุนเช่นนี้ ขอชื่นชมการสนับสนุนจาก “สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ” (วช.) นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นการใช้งบประมาณการวิจัย (เชิงสร้างสรรค์) ในสาขามนุษยศาสตร์ ที่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง ได้ทั้งศิลปะบทเพลงลูกผสมชั้นยอด จากต้นแบบสายพันธุ์ทางวัฒนธรรมอันเจริญศิวิไลซ์ในระดับ “คลาสสิก” ทั้งจากโลกตะวันตกและโลกตะวันออก นี่จึงเป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินจากภาษีหยาดเหงื่อแรงงานประชาชนที่คู่ควรแก่การได้รับ ศิลปินเป็นบุคคลผู้นำทางความคิด เขาต้องทุ่มเทอุทิศพลังทั้งชีวิตกว่าจะ “กลั่น” ออกมาเป็นผลงานได้สักชิ้นหนึ่ง เพชรเม็ดงามแห่งศิลปะดนตรีจึงต้องได้รับการสนับสนุนที่ควรค่าและคู่ควรด้วยเช่นเดียวกัน

บวรพงศ์ ศุภโสภณ