ไม่หวังร่ำรวย! ‘โหน่ง วงศ์ทนง’ เปิดใจหลังลาออก มุ่งทำบริษัทใหม่ ผลิตสื่อคุณภาพเพื่อสังคม

17.02.17 | 18:13 น.

กลายเป็นข่าวช็อคสะเทือนวงการนิตยสารอีกครั้ง เมื่อ โหน่ง – วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ประกาศผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า “เรียนทุกท่านทราบว่า ผม-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ และ นิติพัฒน์ สุขสวย สองผู้ก่อตั้ง a day ได้ตัดสินใจลาออกจากบริษัท เดย์ โพเอทส์ แล้วครับ”  เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (17 ก.พ.) หลังตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีการขายหุ้นของบริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด ให้กับ บริษัท โพลาริส แอปปิตัล จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท ไทยฟู้ด โลจิสติกส์ จำกัด และ บริษัท ธนวรินทร์ จำกัด ว่ามีความไม่เป็นธรรมและไม่โปร่งใส ซึ่งก่อนหน้านี้ เจ้าตัวก็เคยพูดผ่านการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก The Momentum ว่า “ถ้าดีลนี้เกิดขึ้น ผมลาออก”

ซึ่งล่าสุด โหน่ง ได้เปิดใจกับ มติชนออนไลน์ ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า

“เหตุผลอย่างที่ผมเคยให้สัมภาษณ์และประกาศไว้ว่า หนึ่งคือผมไม่รู้เรื่องดีลที่บริษัทขายหุ้นให้กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ผมไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลว่า ลักษณะของดีลมันมีข้อมูลบางอย่างที่อธิบายให้กับสังคมไม่ชัดเจน แล้วเราเป็นบริษัททำสื่อ ถ้าเราไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่สังคมตั้งคำถาม ผมว่าไม่ถูกต้อง ซึ่งผมผมเคยพูดไว้ว่าถ้ามีดีลนี้เกิดขึ้นผมจะลาออก แล้ววันนั้นมันก็มาถึง” โหน่ง กล่าว

และว่า “ผมกับคุณ นิติพัฒน์ สุขสวย ผู้จัดการบริษัท หลังจากที่ทราบข่าวนี้ เราก็ติดตามมาเป็นระยะๆ ก็ปรึกษากันเรื่อยมา ได้มีการเจรจากับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 3 ครั้งถึงเรื่องนี้ สุดท้ายมาถึงขั้นตอนที่ว่า ผมตัดสินใจจะซื้อบริษัทคืนมา แต่ด้วยราคาที่เสนอมามันทำให้ผมไม่สามารถซื้อไหว เพราะฉะนั้นผมก็ตัดสินใจออกมาตัวเปล่า”

“เราคุยกันดีมาก บางคนอาจจะไม่เชื่อ เป็นการคุยแบบพี่น้อง เพราะ 10 กว่าปี ที่เราดีลมากับผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ คุณสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย ก็ดูแลพวกเราอย่างดี คือ 10 กว่าปีที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าบริษัทผมทำอะไรแล้วจะสำเร็จหมด บางปีก็ขาดทุนหนักเลย หลายปีด้วยซ้ำ แต่คุณสุรพงษ์ก็ประคับประคองเราเรื่อยมา”

Advertisement

“ผมไม่เคยพูดถึงคุณสุรพงษ์ไม่ดีเลยนะครับ ตรงกันข้าม เขาช่วยเหลือพวกเราคนทำงานด้วยซ้ำ แต่เรื่องนี้เป็นอีกประเด็นนึง ตัวบุคคลไม่เกี่ยว แต่กระบวนการที่เกิดขึ้น ผมไม่เห็นด้วย ฉะนั้น เราจากกันด้วยดี เราก็พยายามจะช่วยเหลือกัน ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบาดเจ็บเกินไป”

โหน่ง บอกอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ตนได้ทบทวนชีวิตว่าแท้จริงแล้ว เรามีความสุขกับการทำงานในบริษัทใหญ่จริงหรือ สุดท้ายก็ได้คำตอบว่าอยากกลับไปเป็นบริษัทเล็กๆ เหมือน 10 ปีที่แล้วมากกว่า เมื่อเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นจึงไม่ลังเลที่จะลาออกเพื่อมาเริ่มต้นใหม่

“ข้อดีของบริษัทใหญ่คือทำให้เรามีเงินลงทุนจำนวนมาก แต่ข้อเสียคือทำให้เราต้องแลกบางอย่าง เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างนึงที่เราต้องแลก ซึ่งผมว่าไม่คุ้ม”

“เพราะการที่มาทำอาชีพนี้ผมไม่ได้ปรารถนาที่จะร่ำรวยเป็นเศรษฐี แต่ผมมีความมุ่งหวังว่าผมอยากเป็นคนทำสื่อที่ดีให้สังคมมากกว่าอื่นใด”

“ผมว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ดีที่ทำให้เราตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตตัวเองไปสู่สิ่งที่น่าจะเหมาะกับเรามากกว่า นั่นคือการเป็นบริษัทเล็กๆ ที่มีอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่”

ถึงอย่างนั้น ก็ยอมรับว่าเมื่อถึงวันที่ต้องออกมาจริงๆ ก็เสียใจและเสียดาย

“ปฎิเสธไม่ได้ว่าเสียดายและเสียใจด้วย อย่างเมื่อเช้านี้ตอนประกาศออกไป ถึงเวลานั่งพิมพ์ข้อความจริงๆ ว่าเราลาออกแล้ว ก็รู้สึกว่าใจมันโหวงๆ เหมือนกัน น้ำตาไหลครับ”

“ผมคิดว่าเป็นความผูกพัน เพราะผมก็ทำอะเดย์มา 16 ปี ผูกพันกับคนทำงาน ผูกพันนิตยสารเล่มนี้ ผมทำอะเดย์จนมันกลายเป็นนามสกุลผม การที่คนเรียกว่าโหน่งอะเดย์ มันคงมีความหมายที่สำคัญบางอย่าง แต่พอวันเนึงผมไม่มีนามสกุลนี้แล้ว รู้สึกเศร้าเหมือนกันนะครับ การลาออกจากสิ่งที่เราลงมือสร้างมาเอง มันเจ็บปวด”  โหน่ง บอก

ซึ่งในอนาคตที่คิดไว้ คือจะร่วมมือกับ นิติพัฒน์ ที่เข้าขากันได้ดีในด้านการทำงาน เพื่อก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ขึ้นมาใหม่ เป็นบริษัทผลิตคอนเท้นต์ที่มีคุณภาพ และคนทำงานมีความสุข

“ผมเป็นคนที่รักอาชีพสื่อมวลชน ผมคิดว่าเรามีทักษะ มีความรู้มีความสามารถมีความชำนาญในด้านนี้ ผมคงทำบริษัทผลิตสื่อ ผลิตคอนเท้นต์ต่อไป แต่คอนเท้นต์ที่ว่ามันไม่จำกัดว่าจะอยู่ในแพลตฟอร์มไหน”

“ผมเชื่อว่าคอนเท้นต์ที่ดีมันอยู่ในสื่ออะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นบริษัทใหม่ ที่คิดตอนนี้เป็นคอนเท้นครีเอชั่น ซึ่งผลิตเนื้อหาที่ออกได้ทั้งสื่อดิจิตอล สิ่งพิมพ์ หรือเป็นงานอีเว้นต์ก็ได้ เป็นบริษัทเล็กๆที่คนทำงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขที่จะทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนให้กับประเทศนี้ แค่นี้จริงๆ”

ส่วนทิศทางของนิตยสารอะเดย์และสื่อในเครือของบริษัทหลังจากนี้ “คาดว่าเขาคงทำอะเดย์ต่อไป ซึ่งผมรู้สึกยินดี เพราะผมไม่อยากให้อะเดย์ปิดตัวลงพร้อมกับการลาออกของผม ผมว่ามันไม่ค่อยยุคิธรรมกับคนอ่านที่ติดตามอะเดย์เท่าไร ผมก็อยากอ่านอะเดย์ต่อไป แต่ว่าทิศทางของนิตยสาร หรือสื่อในเครือ จะเป็นยังไงผมคงให้คำตอบไม่ได้ เพราะผมกลายเป็นคนนอกไปแล้ว” โหน่ง กล่าวในที่สุด