เสียงของคนทำหนัง ในวันที่ภาพยนตร์ไทย ต้องมี ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ไปอย่างไร ให้ถึงฝั่ง
ในยุคที่ผู้ชมมีทางเลือกในการเสพคอนเทนต์บันเทิงมากมาย พร้อมกับการกำเนิดของสตรีมมิ่งที่อุดมไปด้วยคอนเทนต์คุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก แน่นอนว่า อุตสาหกรรมบันเทิงไทย ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ พยายามปรับตัวโดยส่งคอนเทนต์เด็ดดวงหลากหลายแนวให้ผู้ชมได้ชิม
ซึ่งปัจจุบันเรียกได้ว่าวงการ ‘ภาพยนตร์ไทย’ กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังการระบาดของโควิด-19 กระแสหนังไทยฟีเวอร์กวาดรายได้มากกว่า 100 ล้าน บางเรื่องมากกว่าหนังฮอลลีวู้ดเสียอีก นับเป็นสัญญาณอันดีในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังหมายมั่นปั้นมือพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ไทย ซึ่งภาพยนตร์ก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายในการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ที่ต้องร่วมกันพายไปให้ถึงฝั่ง
เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงมานั่งคลุกวงเสวนา สดับฟังสิ่งน่าสนใจ ในหัวข้อ ‘ภาพยนตร์ไทยในมิติ Soft Power เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน’ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ห้องประชุมจีระ บุญมาก ชั้น 3 อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดย 3 วิทยากร ที่ขนทั้งทฤษฎี และประสบการณ์แน่นปึ้ก มาร่วมจับไมค์พูดคุยอย่างเป็นกันเอง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับภาพยนตร์ไทย
เริ่มเปิดเวทีด้วยประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรมภาพยนตร์ไทย ได้ยินอย่างนั้น ‘ดร.ชนะใจ ร่มไทรทอง’ ผู้ร่วมก่อตั้ง และผู้อำนวยการผลิตภาพยนตร์ ที่ขนประสบการณ์ในวงการภาพยนตร์กว่า 37 ปี ฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปัจจุบันว่า คล้ายกับ ‘วัฏจักรชีวิต’ ที่มีทั้งช่วงขาขึ้น และช่วงขาลง ‘ช่วงโควิดทำให้เราต้องปิดโรงภาพยนตร์ส่งผลให้มีรายได้น้อย แต่หลังจากโควิดซาก็พบว่า ภาพยนตร์กลับมาเติบโตอีกครั้ง’
‘เรื่องการนำวัฒนธรรมมาสอดแทรกเข้าไปในภาพยนตร์สิ่งนี้ไม่เคยถูกเปลี่ยนเลย หนังไทย คือ ความเป็นไทย ค่านิยมไทย และวัฒนธรรมไทย หรือประเพณีไทยที่ยังคงต้องใส่ลงไปในหนัง ปัจจุบันคนดูเริ่มเสพหนังที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริงซึ่งเราจะรู้สึกอินกับประเด็นของหนังมากยิ่งขึ้น เช่น ธี่หยด ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง, สัปเหร่อ ที่คนคุ้นเคยกับประเพณีทางภาคอีสาน แม้กระทั่งหลานม่า ที่ได้รับความนิยม สามารถสรุปได้ว่า ไม่ว่าจะกี่ปีแล้วก็ต้องนำความเป็นไทยสอดแทรกไว้ในหนังทุกเรื่อง’ ดร.ชนะใจ ให้เหตุผล

ขณะที่ น้องใหม่วงการภาพยนตร์อย่าง เอกลักญ กรรณศรณ์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ BrandThink ที่ฝากฝีไม้ลายมือไว้ในภาพยนตร์ Red life คว้าไมค์เสริมว่า หากพูดถึงเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ ยอมรับว่าขณะนี้ ภาพยนตร์ไทยไม่ได้ประสบความสำเร็จในตลาดโลก หากแต่อยู่ในช่วงกำลังเติบโต และส่งออกเพื่อสร้างมูลค่า
‘ในประเทศไทยการที่จะทำคอนเทนต์เกี่ยวกับประเด็นสังคม หรือซอฟต์พาวเวอร์ จะต้องเล่าเรื่องที่คนอยากฟังในมิติที่สนุก เช่น สาธุ เรื่องนี้ชัดเจนมาก มีการนำประเด็นอื้อฉาวเข้ามาเล่าผ่านความเป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งถูกเล่าอย่างสนุก เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ดูแล้วหยุดไม่ได้ เวลาเราดูซีรีส์ต่างประเทศเราก็ว่าสนุกแล้ว แต่พอเรามาพูดถึงประเด็นที่มีซอฟต์พาวเวอร์ไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง มันเหมือนเรากำลังคุยกับเพื่อนสนิท เพราะมันคือเรื่องของเรา สิ่งนี้จะทำให้คนดูรู้สึกอิน และจมไปกับมันได้ง่ายมากๆ เลย ประเด็นหลักคือ ต้องหาเรื่องเล่าที่สนุก สร้างรูปแบบการเล่าเรื่องที่สามารถตรึงคนดูได้’

ด้าน รศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เสริมเนื้อหาในมุมมองนักวิชาการว่า คนไทย
ออกแบบเรื่องราวเก่งมาก เพราะประเทศไทยเต็มไปด้วยวัตถุดิบ ทรัพยากร พร้อมเรื่องเล่าในตำนานต่างๆ ที่สามารถหยิบจับมาพลิกแพลง สอดแทรกลงในภาพยนตร์ได้หลากหลาย
‘ที่ผ่านมาเรามีการถกเถียงกันว่าซอฟต์พาวเวอร์คืออะไร คำอธิบายที่ชัดเจนที่สุด คือ ความสามารถในการที่จะทำทุกอย่างที่ต้องการได้ โดยมีแรงดึงดูดใจแทนที่จะบังคับหรือซื้อมา คำถามที่เกิดขึ้น ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง กางเกงช้างเป็นซอฟต์พาวเวอร์ไหม สิ่งเหล่านี้คือความสามารถ หรือเป็นแค่สินค้าทางวัฒนธรรม คงไม่มีคำตอบที่ตายตัว ซึ่งเรื่องวัฒนธรรมนั้นประเทศไทยได้เปรียบมากๆ มีต้นทุนเยอะ อย่างยุคนี้ที่เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร ไม่ได้วัดกันที่ใครมีกองทัพที่ดีกว่าแล้วจะชนะ แต่วัดกันที่สตอรี่’

ขณะเดียวกัน เสียงของ ดร.ชนะใจ แสดงความคิดเห็นว่า ‘ในมุมมองของคนทำหนังคิดว่าภาพยนตร์เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ให้พลังมากที่สุด ภาพยนตร์ป็นซอฟต์พาวเวอร์ได้ 2 ประเภท 1.ภาพยนตร์เป็นสินค้าส่งออก เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพราะเมื่อเวลาเราส่งออกไปยังต่างประเทศ เราจะได้รับรายได้กลับมา 2.ภาพยนตร์เป็นสื่อที่จะนำซอฟต์พาวเวอร์อื่นๆ ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม ภาพยนตร์จะเป็นเครื่องมือที่จะชักจูงให้คล้อยตามในสิ่งที่เรากำลังจะนำเสนอ’
คุณภาพของบุคลากรในวงการภาพยนตร์ไทย เอกลักญ เผยว่า ‘เรามักจะได้ยินว่าคนทำหนังไม่ค่อยมีรายได้ คนไทยมีความสามารถมาก’ แต่ ‘ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขบางสิ่ง’ เช่น งบประมาณ และการพัฒนาในระยะยาว เป็นต้น ‘เป็นธรรมชาติของคนไทย อะไรที่ต้องใช้เวลาในการทำยาวนานมักจะยาก ไม่ใช่แค่เรื่องภาพยนตร์ เช่น ฟุตบอลไทย ซึ่งบ้านเราอาจจะขาดความต่อเนื่อง นี่คือเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ถึงอย่างนั้นข้อดีของคนไทยคือ การทำผลงานออกมาได้อย่างดีภายใต้ข้อจำกัด คนไทยสามารถคิดนอกกรอบได้ นำเสนอวิธีแก้ได้ ซึ่งความสามารถเหล่านี้ สามารถสร้างรายได้ และจะทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเติบโตได้ไม่ยากเลย’

แม้จะมีความสามารถมากขนาดนั้น แต่ความท้าทายอีกหนึ่งสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ คือ ‘ความท้าทายของคนระดับล่าง’ กับเรื่องนี้ เอกลักญ เผยว่า ‘ผู้ผลิตที่อยู่ในสตูดิโอขนาดเล็กอย่างตัวผมเอง นอกจากการแข่งขันเรื่องความคิด ยังมีเรื่องการจับหนังเข้าไปฉายในโรง เพราะโรงไม่ได้กำหนดให้เราว่าหนังไทยจะได้ขั้นต่ำเท่าไร บางครั้งเราเจอหนังต่างประเทศระดับมาร์เวล รอบฉายต่ำก็ต้องถอดออก แต่เข้าใจว่าโรงภาพยนตร์ทำธุรกิจเหมือนกัน ถึงอย่างนั้นเราก็มองว่า ถ้าหากมีนโยบายให้มีการกำหนดรอบฉายเหมือนประเทศเกาหลีใต้ จะทำให้คนข้างล่างสามารถดำเนินต่อไปได้ไกล’
เป็นเสียงจากคนทำหนัง ที่อยากเห็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยก้าวให้ไกลกว่าเดิม

