หน้าแรก บันเทิง TPO กับช่วงเป...

TPO กับช่วงเปลี่ยนตัวแม่ทัพ: สถานการณ์อันน่าจับตามองสำหรับทุกๆ วงออร์เคสตรา

21.07.24 | 12:49 น.
TPO กับช่วงเปลี่ยนตัวแม่ทัพ: สถานการณ์อันน่าจับตามองสำหรับทุกๆ วงออร์เคสตรา
เดวิด เกรลซามเมอร์ (David Grailsammer)

TPO กับช่วงเปลี่ยนตัวแม่ทัพ:
สถานการณ์อันน่าจับตามองสำหรับทุกๆ วงออร์เคสตรา

มีข่าวซุบซิบจาก “วงใน” ที่เริ่มพูดกันว่า วง “TPO” (Thailand Philharmonic Orchestra) น่าจะหยุดต่อสัญญากับ “วาทยกรหลัก” (Chief Conductor) ชาวอิตาลีคนปัจจุบันคือ “อัลฟอนโซ สการาโน” (Alfonso Scarano) ในช่วงปลายปีนี้ จะชั่วดีถี่ห่างอย่างไร เขาก็ร่วมงานกับวงออร์เคสตราวงนี้มาราว 11-12 ปี มาแล้วอย่างต่อเนื่อง สการาโนจัดเป็น “ยาแรง” ที่ทางวง TPO ใช้เข้ามาจัดการกับสภาวะ “ไร้ระเบียบทางดนตรี” ในยุคนั้น และเขาก็เป็นยาแรงที่ใช้ได้ผลอย่างชะงัดในตอนนั้น วง TPO ที่นักดนตรีโหยหา วาทยกรที่จะเข้ามากำกับการฝึกซ้อมวงอย่างชัดเจน, เข้มงวด เมื่อได้ร่วมงานกับเขามาตรฐานการบรรเลงก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เป็นการยกระดับมาตรฐานการบรรเลงที่เด่นชัดเป็นเอกฉันท์ทั้งสำหรับสมาชิกนักดนตรีในวง และผู้ชมผู้ฟังในขณะนั้น ซิมโฟนีหมายเลข 1 ของ “Sibelius” ในเดือนมกราคม พ.ศ.2556 ที่เปลี่ยนมาตรฐาน ความมีระบบระเบียบของวงแบบ “พลิกฝ่ามือ” แต่…ระยะเวลาผ่านมากว่า 10 ปีแล้ว สถานการณ์, พัฒนาการของวงที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา “ยาแรง” เริ่มออกฤทธิ์ก่อให้เกิด “ผลข้างเคียง” ทางการรักษา ที่จะต้องมีการปรับการใช้ยาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน วงออร์เคสตรานั้น เมื่อเติบโตขึ้นมาแล้ว ศิลปินนักดนตรี ต้องการอะไรๆ มากกว่าเพียงคำว่า “ความพร้อมเพรียง” หรือ “ระเบียบวินัยอันเคร่งครัด” วงดนตรีต้องการมุมมอง, วิสัยทัศน์ทางศิลปะในขั้นสูงขึ้น เพื่อพัฒนาการและวุฒิภาวะทางศิลปะ ไม่ต้องตกใจหรือแปลกใจใดๆ เลย นี่คือสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นกับวงออร์เคสตราทั่วโลกเสมอมานับร้อยๆ ปี ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ความเปราะบาง, หรือแม้แต่ภาวะสุญญากาศ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี่แหละ เป็นสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้มากสำหรับผู้รักและสนใจในดนตรีคลาสสิก

สำหรับรายการกำกับการบรรเลงของ อัลฟอนโซ สการาโน เท่าที่ผ่านมานั้น ไม่มีอะไรที่เขาทำให้น่าผิดหวังเลย และก็ทำให้น่าเชื่อไปอีกว่า ในรายการแสดงของวง TPO ร่วมกับเขาที่เหลืออยู่อีก 2-3 รายการนั้นก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน วาทยกรที่เข้มงวดกวดขันกับระเบียบวินัยนั้น ก็มักจะได้หลักประกันเรื่องคุณภาพการบรรเลงอันมีระเบียบเป็นสิ่งค้ำประกันตอบแทนไปในตัวอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับการแสดงในบ่ายวันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2567 ในบทเพลงซิมโฟนีหมายเลข 7 ของ “อันโตน บรูคเนอร์” (Anton Bruckner) ดุริยางคนิพนธ์ชิ้นใหญ่อีกบทเพลงหนึ่ง ใช้เวลาในการบรรเลงราว 70-75 นาที จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่ในรายการแสดงครั้งนี้ ไม่มีเพลงโหมโรง (Overture) หรือเพลงคอนแชร์โต (Concerto) เดี่ยวเครื่องดนตรีใดๆ ทั้งรายการเป็นการนำเสนอบทเพลงขนาดใหญ่ชิ้นนี้เพียงบทเดียว เต็มอิ่มตามวัตถุประสงค์และสารัตถประโยชน์ ทางดนตรีซิมโฟนีคอนเสิร์ตอย่างแท้จริง

เดวิด กับ ราเวลคอนแชร์โต

อัลฟอนโซ สการาโน ใช้ความจัดเจนในการควบคุมองค์ประกอบทางดนตรีและความพร้อมเพรียงในการบรรเลง ซึ่งดูจะเป็นทางถนัดของเขานำทางในการอำนวยเพลงในครั้งนี้ ซึ่งก็สามารถนำเอาลักษณะเด่นๆ ของดนตรีซิมโฟนีของบรูคเนอร์ออกมาสำแดงได้ อาทิ ความกลมกลืนในการประสานเสียงแบบแนวตั้ง (Homophonic), บรรยากาศทางดนตรีอันออกไปในทางเคร่งขรึม, ศักดิ์สิทธิ์ รวมไปถึงความรู้สึกสำนึกทางศาสนา สิ่งเหล่านี้ประจักษ์ชัดขึ้นมาได้ก็ด้วยพื้นฐานจากความเคร่งครัดอันเป็นธรรมชาติในตัวเขานั่นเอง เขาเลือกใช้ความเร็วของจังหวะที่ออกจะช้ากว่าที่เราคุ้นชินอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้เราอดมิได้ที่จะนึกไปถึงความช้าในดนตรีซิมโฟนีของบรูคเนอร์นี้ ในการกำกับวงของ “แซร์จิอู เชลิบิดาเค” (Sergiu Celibidache) วาทยกรชาวโรมาเนียผู้ล่วงลับซึ่งบูชา บรูคเนอร์เป็นชีวิตจิตใจ แต่นั่นแหละซิมโฟนีของบรูคเนอร์นั้น จังหวะที่กระเดียดไปในทางช้าดูจะเหมาะสมกว่าการเลือกใช้จังหวะที่กระเดียดไปในทางรวดเร็ว เสียงแตร “วากเนอร์ ทูบา” (Wagner Tuba) ที่บรูคเนอร์นำมาใช้ในซิมโฟนีบทนี้ จัดได้ว่าเป็น “นวัตกรรมทางดนตรี” สำหรับเขาแล้ว เมื่อเราได้ยินมันในการบรรเลงสดๆ จริงๆ ในครั้งนี้นั้นก็ต้องยอมรับว่า มันตอบสนองวัตถุประสงค์ในทางดนตรีได้ชัดเจนทีเดียว ด้วยน้ำเสียงอันฟังดูเคร่งขรึม, หม่นหมอง ราวกับเพลงสวดที่เขาต้องการใช้สื่อถึงความรู้สึกถึงลางสังหรณ์ว่า “ริคาร์ด วากเนอร์” (Richard Wagner) ดุริยกวีที่เขาเคารพยิ่งกำลังจะจากไป (ซึ่งลางสังหรณ์นี้ก็กลับกลายป็นความจริง ดังที่เขาวิตกในที่สุด แนวทำนองที่สอง (2nd Subject) ในท่อนช้าแสนจะไพเราะจับใจ แต่ทว่าความไพเราะนี้ไม่มีกลิ่นอายความรู้สึกที่จะไปในทางฉันชู้สาว หรือชาย-หญิงใดๆ เลย มันเป็นความไพเราะอันชวนให้นึกไปถึงทำนองเพลงสวดประทานพรอันศักดิ์สิทธิ์ในทางศาสนาเสียมากกว่า ไม่ผิดทีเดียวที่ อัลฟอนโซ สการาโน คัดเลือกบทเพลงนี้มานำเสนอเพียงเพลงเดียวในครั้งนี้ เพราะต้องยอมรับว่า มันช่างสอดคล้องกับแนวทางดนตรีอันเคร่งครัด, เอาจริงเอาจัง อันเป็นธรรมชาติในการทำงานทางดนตรีของเขาอย่างแท้จริง

ระยะเวลาผ่านมาอีกเพียงสองสัปดาห์ วง TPO จัดการแสดงดนตรีอีกครั้งหนึ่งในบ่ายวันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2567 ณ หอแสดงดนตรีมหิดลสิทธาคาร ด้วยรายการแสดงดนตรีที่คุ้มค่าทางดุริยางคศิลป์เป็นอย่างยิ่ง ภายใต้การอำนวยเพลงโดย “เดวิด เกรลซามเมอร์” (David Grailsammer) วาทยกรที่เป็นหนึ่งในผู้ที่คาดหวังว่า “อาจจะ” กลายเป็นวาทยกรประจำของวง TPO เป็นคนต่อไป รายการเพลงที่เขาคัดเลือกมาในครั้งนี้ แสนจะทรงคุณค่าทางดุริยางคศิลป์ก็เพราะว่ามีการจัดวางร้อยเรียงขึ้น ครบถ้วนทุกยุคสมัย นับแต่สมัย “บาโรค” (Baroque) ไปจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งทุกบทเพลงเป็นบทประพันธ์จากดุริยกวีแห่งสำนักฝรั่งเศสล้วนๆ อันเป็นการนำเสนอโดยวาทยกร, ผู้นำทางดนตรีที่เปี่ยมด้วยทั้งรสนิยม, ความรักและความรู้, รวมไปถึงวิสัยทัศน์ทางดนตรีที่เปี่ยมด้วยคุณค่าแห่งประสบการณ์ดนตรี ทั้งสำหรับสมาชิกนักดนตรีในวงและผู้ฟังดนตรี ข้อมูลทางดนตรีในทางประวัติศาสตร์ทั่วๆ ไปนั้นบ่งบอกกับพวกเราว่า ดนตรีแห่งสำนักฝรั่งเศสคือคู่แข่ง-คู่เปรียบอันสำคัญทางศิลปะดนตรีกับสำนักอิตาลี (ต้นตำรับแห่งดนตรีศิลป์สากลตะวันตก) มาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 17 เรื่อยมาจวบจนถึงศตวรรษที่ 20 มีแนวทางเอกลักษณ์และสีสันทางเสียงที่แตกต่างจากสำนักออสเตรีย-เยอรมันอันเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในยุคต่อมา สำหรับผู้รักดนตรีศิลป์แล้ว เราจะรู้สึกอยู่ลึกๆ เสมอว่าดนตรีจากสำนักฝรั่งเศสเป็นคุณค่าทางดนตรีอันล้ำลึกที่เราควรแสวงหาเป็นประสบการณ์ในการฟังสดๆ เป็นอย่างยิ่ง และคอนเสิร์ตในครั้งนี้ก็ตอบสนองคุณค่านั้นอย่างควรค่าแก่การจดจำเหลือเกิน

Advertisement

แน่นอนที่สุด เดวิด เกรลซามเมอร์ คือทั้งผู้ทรงภูมิรู้และมีความเสน่หาต่อดนตรีสำนักฝรั่งเศสเป็นอย่างยิ่ง การยืนบรรยายเกร็ดความรู้เรื่องราวเบื้องหลังของเขา อย่างสั้นๆ กระชับก่อนการบรรเลงจึงเป็นการให้การศึกษา, ความรู้ต่อผู้ฟังก่อนฟังเพลงอย่างเหมาะสม เพราะมันไม่ใช่องค์ความรู้แบบหนักอึ้งตามตำรา หากแต่มันเป็นข้อมูลที่ผ่านการย่อย, คัดสรรโดยตัวศิลปินที่คร่ำหวอดและมีความเสน่หากับดนตรีสำนักฝรั่งเศสมาชั่วชีวิต จนเขาสามารถยืนยันได้ว่าดนตรีฝรั่งเศสนับแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีสายใยทางดนตรีที่พัฒนาต่อเนื่องมาอย่างแนบแน่นจวบจนถึงยุคสมัยทางดนตรีของ “คลอด เดอบุซซี” (Claude Debussy) แห่งศตวรรษที่ 20 เป็นการบรรยายแบบ “ผมเล่าให้พวกคุณฟัง” จากหัวใจของผู้รักและผู้รู้ตัวจริง ที่ไม่ใช่เป็นเพียงการออกมายืนอ่านสคริปต์ อย่างแห้งแล้ง ตามตัวบท อันทำให้รู้สึกว่าเสียเวลา, น่าเบื่อหน่าย

บทเพลงเปิดรายการคือ “เอสปันญา” (Espana) บทประพันธ์ของ “เอ็มมานูเอล ชาบริเย” (Emmanuel Chabrier) นักแต่งเพลงจากยุคโรแมนติก ที่นำเสนอแนวคิดในบทเพลงนี้ด้วยการนำเสนอสีสัน, ลีลาดนตรีจากประเทศสเปน ผ่านมุมมอง, โสตประสาทของศิลปินดนตรีฝรั่งเศส นี่คือแนวทางดนตรีแบบที่เรียกกันว่า “ออกภาษา” (แบบที่ดนตรีศิลป์ของไทย เลียนแบบสำเนียงลาว, พม่า, จีน, เขมร…ฯลฯ) พื้นฐานแห่งระเบียบวินัยความพร้อมเพรียงของวง TPO แสดงการผสมผสานในน้ำเสียงที่เป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างชัดเจน (แบบที่เรียกกันในภาษาดนตรีว่า “Ensemble”) ทั้งจากในกลุ่มเครื่องสาย และกลุ่มเครื่องเป่า โดยเฉพาะกลุ่มแตรทรอมโบน (Trombone) อันโดดเด่นของวงนี้ดูจะเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับการ เขียนแนวการบรรเลงของทรอมโบนของชาบริเย ที่ดูจะจงใจอวดสีสันของเครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นพิเศษ

บทเพลงที่สองของรายการคือ เปียโนคอนแชร์โตในบันไดเสียง จี เมเจอร์ ผลงานของ “มัวริซ ราเวล” (Maurice Ravel) ดุริยกวีในปลายศตวรรษที่ 19 บทเพลงนี้ ผู้เขียนถือว่ามีการแสดงในลักษณะ “กายกรรมผาดโผน” แทรกอยู่เล็กน้อยในบทเพลงนี้เหตุเพราะ เดวิด เกรลซามเมอร์ เป็นผู้บรรเลงเดี่ยวเปียโนด้วยตนเองและยังทำหน้าที่วาทยกรควบคุมการบรรเลงไปในตัวอีกด้วย นี่ไม่ใช่ขนบจารีตแบบเปียโนคอนแชร์โตของ “โมซาร์ท” ในศตวรรษที่ 18 ที่ผู้บรรเลงเดี่ยวเปียโนจะสะดวกต่อการอำนวยเพลงด้วยตนเองในขณะบรรเลง บทเพลงถูกออกแบบให้วาทยกรกับศิลปินเดี่ยวเปียโนมีบทบาทที่แยกกันชัดเจนมากกว่า โดยเฉพาะในท่อน 3 ที่เขาต้องลุกขึ้นยืนขึ้นมาให้คิววงดนตรีนั้น ดูออกจะชวนให้น่าหวั่นเกรงแบบ “มีลุ้น” สำหรับผู้ชมทีเดียว สีสันของบทเพลงนี้มีทั้งความขมุกขมัว, ความเจิดจ้า ตลอดไปจนถึงกลิ่นอายอิทธิพลดนตรีแจ๊ซ (Jazz) ที่ราเวลเขียนผสมผสานไว้เป็นเนื้อเดียวกัน

บทเพลงในครึ่งหลังเปิดรายการด้วยบทเพลงชุด (Suite) ที่เป็นดนตรีบรรเลงล้วนๆ ซึ่งคัดเลือกมาจากดนตรีในอุปรากรแนวตลกเสียดสีราชสำนักฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 เรื่อง “พลาตี” (Platee) ของ “ฌอง-ฟิลลิป ราโม” (Jean-Phillippe Rameau) ดุริยกวีแห่งราชสำนักฝรั่งเศส ซึ่งแต่งละครอุปรากรเรื่องนี้ในโอกาสเฉลิมฉลองการอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชายฝรั่งเศสกับเจ้าหญิงแห่งสเปน (ตามคำบอกเล่าว่า “ไม่ทรงพระสิริโฉม” เอาเสียเลย!) ราโม จึงแสร้ง “ทำเนียน” นำเอาเค้าโครงเรื่องเกี่ยวกับ “กบ” ในตำนานสมัยกรีกมาเขียนเป็นอุปรากรล้อเลียนในโอกาสนี้ ใครๆ ก็ตามที่นึกหวาดหวั่นในชะตากรรมของราโมที่เขากระทำการท้าทายอย่างบ้าบิ่นนี้ กลับต้องแปลกใจ เพราะหลังจากการนำอุปรากรตลกเสียดสีราชสำนักเรื่องนี้ออกแสดง (ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี) เขากลับได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนตำแหน่งในราชสำนักอย่างเหลือเชื่อ

สการาโน-บรูคเนอร์ 7

บทเพลงชุดนี้แสดง “นวัตกรรมทางดนตรี” อย่างน่าทึ่งในยุคสมัยนั้น นับแต่บทโหมโรงแบบสำนักฝรั่งเศส (French Overture) ที่เห็นได้ชัดเจนว่าเขานำเอารูปแบบมาจากแนวทางของ “ลุลลี” (J.B. Lully) นักแต่งเพลงราชสำนักรุ่นก่อนเขา แต่เขาเพิ่มเติมรสชาติความน่าตื่นเต้น “แบบการละคร” (Dramatic) เพิ่มเติมให้ก้าวหน้ามากขึ้น ทั้งนี้ ยังมีเรื่องการเลือกใช้เครื่องประกอบจังหวะที่สร้างสีสันทางเสียงแบบ “โลกตะวันออก” แบบกลองเล็ก, กลองแทมบูริน (Tambourine) และเหล็กสามเหลี่ยม (Triangle) ที่จัดว่าเป็นของแปลกและล้ำยุคในสมัยนั้น (และก็ยังคงฟังดูมีสีสันอันน่าตื่นเต้นในยุคสมัยของเราอีกด้วย) ดนตรีในท่อนที่ 4 (Passepied) ที่ใช้ลีลาจังหวะอันสง่างามแบบระบำบัลเลต์ราชสำนักอย่างงดงาม และในท่อนสุดท้าย (Orage) ที่กลุ่มเครื่องสายบรรเลงกันอย่างเร็วจี๋ไฟลุกโชน ราวกับลีลา “ปากานินิ” แห่งศตวรรษที่ 19 จากประสบการณ์การฟังการบรรเลงสดๆ ในครั้งนี้ เราอาจพอจะได้ข้อสรุปทีเดียวว่า ราโมผู้นี้คือ “มาห์เลอร์” (Gustav Mahler) หรือแม้แต่ “จอห์น เคจ” (John Cage) ผู้สำแดงเงาแห่งจิตวิญญาณทางดนตรีมาให้เห็นก่อนในยุคบาโรค ก่อนที่จะลงมาจุตติในพื้นพิภพ จริงๆ ในศตวรรษที่ 19-20 ขอขอบคุณเหลือเกินสำหรับการเปิดโลกทัศน์ทางดนตรีต่อผู้ฟังของ เดวิด เกรลซามเมอร์ ในครั้งนี้

เขาเลือกปิดท้ายรายการแสดงด้วยบทเพลง “ลาแมร์” (La Mer) ของ “คลอด เดอบุซซี” บทเพลงแนว “ภาพสะท้อนแห่งความรู้สึก” (Impressionism) แห่งต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งมาตรฐานทางเทคนิคการบรรเลงของ TPO นั้นรองรับเทคนิคทางดนตรีในบทเพลงนี้ได้อย่างเพียงพอ วาทยกรเข้ามาจัดระบบระเบียบการบรรเลงไปตามสกอร์ดนตรี จึงสามารถดึงเอาเนื้อหาทางดนตรีออกมาตีแผ่ต่อผู้ชมได้ครบถ้วนอย่างไร้ปัญหาใดๆ

ในมุมมองจากผู้ชมแล้ว น่าขอบคุณเป็นอย่างมาก สำหรับ เดวิด เกรลซามเมอร์ ผู้ที่ได้มาแบ่งปันความรู้, ความรักต่อดนตรีสำนักฝรั่งเศสของเขาต่อผู้ฟังชาวไทยในครั้งนี้ แม้จำนวนผู้ชมจะไม่ล้นหลามเต็มโรง แต่ก็จัดได้ว่าอบอุ่นไม่น้อยจนบางตา (และก็เป็นผู้ชมที่ดูจะศิวิไลซ์ด้วยขนบธรรมเนียมในสังคีตสถานอย่างน่ายกย่อง) แม้ท่านทูตฝรั่งเศสจะมิได้มาร่วมเป็นสักขีพยานแห่งการตีแผ่ความสำเร็จ, ความรุ่งเรืองในทางอารยธรรมดนตรีแห่งดินแดนฝรั่งเศส แต่สำหรับผู้ชม, ผู้ฟังชาวไทยแล้วนี่เป็นคอนเสิร์ตที่ทรงคุณค่าแห่งดุริยางคศิลป์อย่างยิ่ง ศิลปะอันทรงคุณค่าใดๆ นั้นจึงไม่ควรถูกตั้งข้อรังเกียจกีดกันใดๆ ด้วยเหตุผลในแบบ “ชาตินิยม” อันคร่ำครึ เพราะเมื่อคุณค่าแห่งศิลปะนั้นขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว มันจะกลายเป็น “สมบัติแห่งมวลมนุษยชาติ” อย่างปฏิเสธมิได้