อั๋น ภูวนาท เปิดเหตุโพสต์แซ่บฟาดเรื่อง ‘นิสัยทางการเงิน’ เผยมุมมองจุดจบคดี ลูกหมี-ปู

19.07.24 | 23:34 น.

อั๋น ภูวนาท เปิดเหตุโพสต์แซ่บฟาดเรื่อง ‘นิสัยทางการเงิน’ เผยมุมมองจุดจบคดี ลูกหมี-ปู

จากกรณีมหากาฬทวงหนี้ของ ลูกหมี รัศมี กับ ปู มัณฑนา ที่หลายคนติดตามมาพักใหญ่และดูท่าว่าจะยังไม่จบในเร็ววันนี้ เพราะต่างฝ่ายต่างปฏิเสธที่จะไกล่เกลี่ย พร้อมเดินหน้าขึ้นศาลกันทั้งคู่ งานนี้เมื่อเจอหน้า อั๋น ภูวนาท ในฐานะที่เป็นพิธีกรได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ ทนายประมาณ และทนายกิ่ง ทนายความของฝ่ายปู

รวมถึงเจ้าตัวได้โพสต์ข้อความที่หลายคนแอบซู๊ดปากไว้ว่า “จะแถลง จะออกรายการ จะพูดกันไปถึงไหน จะสาธยายถึงรายละเอียดหนี้ และบอกคนอื่นมากมายไปทำไมว่ามีสมบัติที่ดินกี่ไร่ต่อกี่ไร่ และไม่จน เพราะปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เงิน เท่ากับนิสัยทางการเงิน…” งานนี้ อั๋น ก็ได้เปิดใจไว้ว่า

ออกมาพูดในอีกมุมหนึ่งของเจ้าหนี้-ลูกหนี้?
“จริงเหรอ พี่ก็ว่าพี่พูดมุมเดียวกับคนส่วนใหญ่นะ เพียงแต่ว่า เมื่อวานนี้ในรายการ และอั๋นได้เป็นพิธีกร ก็ได้คุยกับทนายฝั่งของลูกหนี้ ทนายประมาณ กับลูกสาว ก็คือทนายฝั่งปู ก็มาคุยกันในรายการ ก่อนเข้ารายการ ก็พูดแล้วว่า ฟาดผมซะแรงเลยนะ ซึ่งผมไม่มีปัญหากับใครเลย ไม่มีเรื่องส่วนตัวทั้งสิ้น แต่ว่าเราแค่รู้สึกว่าเมื่อมีเจ้าหนี้และมีลูกหนี้ ลูกหนี้ก็ต้องใช้หนี้ให้เจ้าหนี้ เรื่องมันก็มีแค่นี้ ระหว่างที่สัมภาษณ์ในรายการ เราก็ได้เห็นมุมอื่นๆ ที่แตกต่างกันไป เช่นในมุมของกฎหมายที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ผมก็ถามหลายคำถาม ตอนนี้ไปถึงไหน ทำไมการไกล่เกลี่ยมันถึงล้มเหลวในครั้งที่ 2 มาแคนเซิลกัน นี่คือข้อเท็จจริง จริงๆ แล้ว ณ วันนั้นบอกว่าจบที่ล้านสี่แล้ว ในรายการนะ แล้วก็เหมือนว่าน่าจะจบตรงนั้นนะ แต่ปรากฏว่าทนายเดชาว่าน่าจะจบที่ 2 ล้านวันนั้นก็เลยไม่จบ ก็เลยแยกย้าย

ก็ไม่แปลกที่ไกล่เกลี่ยไม่จบ แยกย้ายก็รอว่าจะเป็นตัวเลขที่เท่าไหร่ อันที่ 2 นอกเหนือจากนั้นจะดูแลรับผิดชอบอย่างไรกับสิ่งที่ทำให้ปูกับหาญส์เสียหาย ผมก็ถาม แต่เขาบอกว่าเขาไม่รู้ เขาไม่ได้ต้องการเงิน เขาไม่ได้คิดคำขอโทษเป็นเงินนะ เพราะฉะนั้นเงินส่วนเงิน คำขอโทษก็ไม่ใช่ขอโทษธรรมดา มันก็เลยเกิดไวรัลขึ้นมา ทนายเดชาถามว่า พร้อมจะกราบเท้าหรือยัง ทนายเดชาไปถามคุณลูกหมีวันนี้ ที่เป็นข่าวลงหมดเลยว่าพร้อมจะกราบเท้าหรือยัง เนื่องจากทนายประมาณพูดในรายการเรื่องของการกราบเท้า แต่เขาไม่ได้บอกให้มากราบเท้า แต่เขาพูดว่า ตัวอย่างเช่น แล้วก็ยกตัวอย่าง ผู้ใหญ่บางคนของประเทศเวลาทำผิดแบบนี้เขาจะพูดว่า ถ้าจะขอโทษ อย่าเอาแค่พูดสิ ให้มากราบเท้า ยกตัวอย่าง ผมถามว่าต้องทำอะไรละถึงจะจบแค่นั้นเอง ผมก็พูดว่ามันน่าจะไกล่เกลี่ยได้เนอะ ณ วันนี้เราเป็นพิธีกรเราสัมภาษณ์แบบนี้”

Advertisement

จริงๆ เรื่องนี้จะจบง่ายมั้ย?
“ทุกคนคิดเหมือนกันว่าถ้าจ่ายก็จบ ก็แค่นั้น แต่มันมีอันหนึ่งเขาพูดว่า ตอนนี้เขาเสียหาย ทนายพูดนะ เหมือนเขาถูกสังคมย่ำยีเสียหาย เหมือนเสียแขนไปแล้ว จะให้เสียแขนไปฟรีๆ เหรอ เขาคิดแบบนี้ก็ไม่ผิด แต่ในอีกมุมหนึ่งคนก็มองว่าแล้วจะให้เสียแขนกับขาเลยเหรอ ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องจบให้เร็วที่สุด ก็แค่นั้นเอง ตอนที่โพสต์ก็โพสต์ด้วยความรู้สึกนี้เหมือนกัน ถ้าคิดว่าเรื่องนี้มันเสียหายมากก็ต้องจบให้เร็วที่สุด และอีกฝั่งหนึ่งเขาก็อยากได้เงินเร็วที่สุด ธรรมชาติของเจ้าหนี้อยากได้เงินคืนให้เร็วที่สุด ธรรมชาติของลูกหนี้ถ้ากลัวเรื่องนี้เสียหาย และกลัวจะอายก็ต้องใช้คืนให้เร็วที่สุดมันก็มีแค่นี้ แต่ว่าในระหว่างทางตัวกฎหมายมีความพิสดารอยู่เยอะ ณ ตอนนี้มันมีความว่าจะเข้าสู่กฎหมาย ยังนะ ยังไม่มีใครดำเนินตามกฎหมายนะ มีแต่พูดก่อน

แต่ถ้าฝั่งหนึ่งเรื่องของการทวงหนี้ตามสื่อ โทษจำคุก 2 ปี อันนี้ชัดเจน อยู่ที่จะเอาหรือไม่เอา เพราะฉะนั้นทางฝั่งหนึ่งเลยมองว่ามีแต้มต่อไง ถ้าจะมองเป็นเกมฉันมีตรงนี้เป็นไว้ต่อรองเธอนะ กับอีกทางหนึ่งคือดอกเบี้ยสูงเกินกฎหมายกำหนด กฎหมายคุ้มครองแค่ 15% สมมุตินะเกิดเรียกไป 20% ก็แปลว่าเกินไป 5% เราไม่ต้องจ่ายที่เกินไปหรือเปล่า เปล่านะ ถ้าหากเราเรียกเกิน 15% จ่ายเท่ากับศูนย์เข้าใจไหม มันไม่ใช่แค่ปรับส่วนต่างนะมันศูนย์เลยนะ แปลว่าคืนแค่เงินต้นก็จบ

เพราะฉะนั้นตอนนี้ฝั่งนึงก็รู้ว่าที่เรียก 2 ล้าน ถ้าเข้าสู่กระบวนการกฎหมายเขาไม่ต้องถึงตรงนั้นแน่นอน มันก็เลยไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ต่างรู้ทันกันและกันเพราะว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและเขาก็มองว่า สมมุติว่าผมยืมเงินคุณแล้วผมบอกว่าเดี๋ยวผมคืนให้ 50% เลยนะ แล้วฝั่นนั้นโอเค แต่พอมีปัญหาฝั่งนี้บอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนเรียก 50% ฝั่งนั้นให้เอง งั้นในความเป็นจริงพูดใช่ไหม ใช่ ผิดทั้งคู่แต่กฎหมายเอาเรื่องคนรับ กฎหมายไม่เอาเรื่องคนเสนอ เพราะฉะนั้นทางฝั่งที่เป็นคนเสนอก็รู้ว่ากฎหมายเอาเรื่องเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรื่องนี้เข้าสู่กฎหมายก็จะเห็นว่าทางฝั่งคุณปู คุณหาญส์เหมือนจะได้เปรียบกว่า มันก็เลยเป็นเช่นนี้ นี่คือสิ่งที่ได้จากรายการ ผมไม่ได้พูดเองเออเองนะครับ ผมแค่สรุปสิ่งที่ได้จากรายการครับ“

ความรู้สึกเราคิดว่าเรื่องนี้จะจบยังไง?
”ผมว่าตอนนี้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามทั้งคู่กลับมาสู่พื้นดินมันก็จะจบ อีกฝั่งก็ว่าแน่ใจหรอว่าทางฝั่งคุณลูกหมีอยากจบเพราะว่าทนายเดชาก็ไลฟ์ด่าทุกวัน ถ้ายังไลฟ์ด่าทุกวันแปลว่ายังไม่อยากจบ เนี่ย มันเพราะไม่ได้คุยกันไง พี่ว่ามันคือการคุยกันผ่านสื่อ มันเกือบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสองคนจะมานั่งในรายการเดียวกัน มันก็เลยไม่จบเพราะว่าไม่คุยกัน ตอนที่จะคุยกันก็ดันแคนเซิลแล้วเปลี่ยนเป็นแจ้งความ เข้าใจไหมมันก็เลยไม่จบ พี่ว่าเมื่อไหร่ที่เขารู้สึกว่า ซึ่งคนอื่นรู้สึกไปแล้วนะ ว่าความเสียหายนี้ไม่คุ้ม ถ้าเขารู้สึกว่ามันไม่คุ้มจนเขาควรจะรีบจบเมื่อนั้นพี่ว่าก็จะจบ“

เราเคยมีให้คนยืมเงินแล้วคิดที่จะออกโซเชียลสักนิดนึงบ้างไหม?
”เคย ก็ได้คืนบ้าง พี่คิดว่าพวกเราส่วนใหญ่ที่เจ็บปวดไปกับข่าวนี้ แล้วอินกับข่าวนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเจ้าหนี้ที่ไม่ได้คืน (หัวเราะ) เราเลยรู้สึกอินไงเพราะเรารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เห็นมีอะไรซับซ้อนเลย เมื่อยืมต้องคืนจบ แต่พี่พูดตรงๆ ว่าเมื่อคุยกับทนายแล้วเขาก็บอกว่าเมื่อยืมต้องคืน เขาก็ยืนยันอยู่บนความจริงนี้แต่เมื่อเป็นทนายเขาก็พูดว่าความผิดถูกตามกฎหมายเป็นยังไง เพราะฉะนั้นเขาอยู่ข้างลูกความของเขา โดยหลักของกฎหมายเขาเห็นว่ามันมีผิดมีถูกตามกฎหมายอ้างอิงได้ เมื่อวานพี่ก็คุยด้วยสติว่ากฎหมายมันเป็นแบบนี้ก็จริงนี่นา ก็กลายเป็นว่าอีกฝั่งหนึ่งได้เปรียบซะงั้น ซึ่งคิดว่าอีกฝั่งก็รู้ว่าอีกฝั่งหนึ่งได้เปรียบ ก็เลยใช้มวลชนช่วยกันกดดันเพื่อหวังว่าจะจบมันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่อย่างที่เราเห็น ก็เลยกลายเป็นมหากาพย์วาระแห่งชาติ“

ถามถึงที่โพสต์ว่าไม่ได้เป็นปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เงิน เท่ากับนิสัยทางการเงิน?
“ก็มันเป็นคำที่แม่พี่สอน อุ้ย..ตายแล้ว พอบอกว่าคุณแม่พี่สอนก็ยกระดับความแรงขึ้นไปอีก แม่พี่สอนว่า คือเราต้องเป็นคนที่นิสัยทางการเงินดี เครดิตเป็นเรื่องที่สำคัญ เสียแล้วเสียเลย แล้วถ้าเราอยากจะทำธุรกิจ แม่เป็นคนซีเรียสมากเช็คห้ามเด้งนะลูก ต่อให้มีเงินแล้วบางครั้งที่ขี้เกียจก็ไม่ได้นะห้ามขี้เกียจถ้าเรื่องนี้รับปากแล้วสัญญาแล้วต้องทำ แล้วเขาก็ทำให้เราเห็นเขาเคยขายที่ดินผิดราคา สมมุตินะขายที่ดินตกลงกัน 1,000,000 นึงแล้วพึ่งมารู้ว่าจริงๆ ตอนนี้มัน 3,000,000 แล้วนี่ แต่ไม่ได้เช็ราคาตลาด แต่ตกลงไปแล้วว่าล้านนึงเขาก็ยอมเพราะเขาบอกว่าเครดิตสำคัญ นี่คือสิ่งที่เราตกลงกันแบบนั้น มันก็เลยมีคำว่านิสัยทางการเงิน ที่เราได้ยินมาเราเลยรู้สึกว่าบางครั้งบางคนไม่ได้เกี่ยวว่ารวยหรือไม่รวยบางคนยิ่งรวยยิ่งงกก็มี บางคนร๊วยรวยแต่นิสัยทางการเงินแย๊แย่ แต่บางคนไม่ต้องมีเงินเยอะแต่น้ำใจยิ่งใหญ่ก็มี อันนี้ไม่ได้ด่าใครนะอธิบายคำศัพท์”