ฮาย อาภาพร ควง ซินแสเป็นหนึ่ง เล่าโดนวิญญาณตาม จนต้องด่าไล่ เผยเจอปาฏิหาริย์องค์พญานาค
นับเป็นคู่ซี้สายมู ที่สนิทกันมานานกว่า 10 ปี สำหรับนักร้องชื่อดัง ฮาย อาภาพร และซินแสเป็นหนึ่ง ที่ได้ควงคู่กันออกมาเปิดใจผ่านรายการคุยแซ่บ Show ถึงนาทีเฉียดตายตอนไปออกทริปมัลดีฟส์ และเหตุการณ์ขนหัวลุกถ่ายภาพติดวิญญาณในบ้านที่ทำเอาหลอนไปตามๆ กัน นอกจากนี้ยังเป็นคนบันเทิงกลุ่มแรกที่ไปสักการะองค์พญานาคที่ถ้ำนาคา พร้อมกับเจอกับปาฏิหาริย์แบบไม่คาดฝัน
คู่ซี้กันมา 10 กว่าปี?
ฮาย : “11 แล้วเนอะ”
อ.เป็นหนึ่ง : “จริงๆ 10 กว่าปีแล้ว”
ซี้มากจนบางคนคิดว่าเป็นสามี-ภรรยากัน?
อ.เป็นหนึ่ง : “อันนี้เรื่องจริง”

เริ่มต้นไปสนิทกันได้ยังไง?
อ.เป็นหนึ่ง : “วันนั้นไปร้านพี่ตี่ กระเทียม พี่ฮายเป็นสุดยอดของไอดอลเรา วันนั้นไปกับพี่ม้า พี่ม้าบอกว่าวันนี้มีฮายมานะ ฉันดีใจมาก ก็เลยไปทานข้าว”
ฮาย : “ก็ไม่คิดว่าจะเจอ เพราะแม่ม้านัดก็เห็นนั่งอยู่กับอาจารย์ เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว เราไม่ได้รู้จักอาจารย์นะ เจอกันครั้งแรกรู้สึกว่าอาจารย์คนนี้เห็นดาราไปหากันเยอะ แต่เราไม่ใช่เป็นสายหมอดู แล้วจู่ๆ อาจารย์ก็ทักทายกันปกติ เรารู้แล้วว่าเป็นอาจารย์เป็นหนึ่ง”
อ.เป็นหนึ่ง : “วันนั้นที่เจอพี่ฮายวันแรก แกคงประมาณว่าใช่เหรอ ซินแสหัวล้านๆ พูดคะขา อ้วนๆ มีหนวด ใช่เหรอ”
ฮาย : “ไม่ได้พูดแต่คิดในใจเฉยๆ”
อ.เป็นหนึ่ง : “คือเราเป็นคนคิดมากอยู่แล้ว ต้องบอกแบบนี้ จริงๆ แล้ว ตลอด 11 ปี เราอยากจะพูดคำนี้กับพี่ฮาย ก่อนอื่นต้องขอบคุณพี่ฮายก่อนนะคะ คือในอดีตย้อนไป 10 กว่าปี เราเจอเรื่องราวชีวิตเยอะมาก เราเองเคยอยากจะถ่ายรูปกกับดาราคนมีชื่อเสียง แต่ย้อนกลับไปสมัยก่อนถ่ายไม่ได้ มีหลายคนบอกว่า เป็นหนึ่งเธอฟังไว้นะ ไม่มีใครอยากจะคบเพื่อนที่เป็นหมอดู คนมีชื่อเสียงไม่อยากจะถ่ายรูปคู่ บางคนถ่ายรูปก็บอกขออนุญาตไม่ลงนะคะ เราก็ไม่ลง แม้กระทั่งเพื่อนเราก็ไม่อยากถ่ายรูปกับเรา จนเจอพี่ฮาย พี่ฮายลงรูปใน IG ลงรูปในทุกสิ่ง โดยที่พี่ฮายไม่มีความรู้สึกว่ามองเราว่าเป็นหมอดู คือเราระวังตัวตลอดเวลา เราเจียมตัวตลอดเวลา”
ฮาย : “อาจารย์เป็นคนที่คิดเยอะแล้วก็ให้เกียรติคนมากๆ ตั้งแต่วันนั้นที่ได้เจอกับอาจารย์แล้วทักมาอยู่อย่างนึง ซึ่งเราไม่เคยเล่าให้ใครฟัง แล้วอาจารย์ทักวันแรก อาจารย์พูดหลายดอกมากที่โดน เราก็รู้สึกไม่ธรรมดา หลังจากวันนั้นมาอาจารย์ไม่พูดอะไรอีกเลย ไม่ดูดวงให้ ไม่ทักอะไรจนกว่าเราจะถาม คนอื่นมา ดารา หรือน้องๆ รุ่นพี่เรามาให้เปลี่ยนลายเซ็น อาจารย์เปลี่ยนให้ทันที ทุกวันนี้ยังไม่ได้โดนเปลี่ยนลายเซ็นเลยนะ”
อยากรู้ว่าทักว่าอะไร?
ฮาย : “เป็นเรื่องส่วนตัวที่บอกใครไม่ได้”
อ.เป็นหนึ่ง : “จริงๆ เป็นเรื่องที่เราเห็นจากสิ่งที่เราดูโหงวเฮ้งต่างๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่พูดไม่ได้ ถ้าพูดขึ้นมามันเสี่ยงอยู่ 2 อย่าง ตัวแกเองจะมองเราในมุมไหน”
ฮาย : “แต่อาจารย์พูดอยู่คำหนึ่งว่ามันจะมีคำว่างามไส้ เขาเห็นในตัวเรา ภายใน 3 เดือนนี้พี่ฮายต้องระวังนะ เรื่องในบ้านสักอย่างหนึ่ง มันจะมีคำว่างามไส้ขึ้นมา”

แม่นขนาดไหน?
ฮาย : “เรียกว่างามไส้จริงๆ ไม่ธรรมดา จนไปนอนบ้านอาจารย์ไปแก้เคล็ดกันนิดๆ หน่อยๆ อาจารย์เขาก็ไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ไปนอนบ้านอยู่ครึ่งเดือน”
อ.เป็นหนึ่ง : “เรื่องของเรื่องตอนนั้นพี่ฮายน่าจะทำบ้านด้วยแล้วก็มีงานที่อยู่ใกล้ในย่านนั้น ก็เลยบอกพี่ฮายแทนที่พี่จะเช่าก็มาอยู่กับเราซะเลย”
แล้วทำไมหลังจากนั้นไม่ทักอะไรพี่ฮายอีกเลย หลังจากทักชุดใหญ่ที่เจอกันวันแรก?
อ.เป็นหนึ่ง : “เอาจริงๆ นะให้ทุกคนสังเกตดู ทุกคนเป็นเพื่อนกันเป็นพี่น้องกันไม่เคยได้การทักทายจากดิฉันเลย เรารู้สึกว่าเราหาวิธีการแก้ดีกว่า พูดในเรื่องแก้ดีกว่า เราไม่อยากสร้างวจีกรรมให้คุณมีความรู้สึกว่าต้องเกิดความทุกข์ แต่เรารู้หมด ใครจะเป็นยังไงรู้หมด แต่ของพี่ฮายมันมีลึกไปกว่านั้น พอฉันบอกแกไปแล้ว ถ้าเกิดแกไปเลยไม่กลับมาทำยังไงล่ะ แกไปเลยเหมือนใครหลายคนฉันก็น้อยใจนะ พอเขาประสบความสำเร็จเขาก็ลืมฉันเลย”
ลายเซ็นก็ไม่ดูให้ ดวงก็ไม่ดูให้ แต่พาไปทำบุญ?
ฮาย : “พาไปทำบุญทุกที่”
อ.เป็นหนึ่ง : “คือลากไปทุกที่ค่ะ ซัวเถา ลาว เมียนมา ฮ่องกง ภูฏาน”
ฮาย : “แล้วก็มีไปมัลดีฟส์ด้วยกัน 3 ครั้ง เขาไปกันเป็นคู่ เราอ่ะ เป็นคี่ อันนี้ไปเที่ยว ไปล้างสมอง ไปดำน้ำ”
เห็นบอกเฉียดตายกันที่นี่แหละ?
อ.เป็นหนึ่ง : “ต้องอธิบายแบบนี้ด้วยตัวดิฉันเองเป็นคนไม่ชอบน้ำ เพราะมีความรู้สึกว่าน้ำเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่ที่ไปเอาใจทุกๆ คนที่เขาอยากไป แล้ววันนั้นจะมีโปรแกรมล่องเรือไปกลางทะเลเพื่อไปดำน้ำ ฉันตัดสินใจฉันไม่ไป ฉันจะนอนโรงแรมอย่างเดียวใครอย่ามายุ่งกับดิฉัน”
ฮาย : “พี่ก็เลยบอกว่าอาจารย์เป็นหัวเรือใหญ่นะ แล้วอาจารย์ก็ตัวใหญ่ด้วย แล้วถ้าอาจารย์ไม่ลงแล้วทุกคนจะยังไงมันก็จะรู้สึกว่าไม่สนุก”
อ.เป็นหนึ่ง : “พี่ฮายก็มากล่อม ไปก็เพื่อพี่ฮาย ฉันก็เลยบอกทุกคนห้ามมาบังคับฉัน เป็นคนไม่ชอบใครมาบังคับเด็ดขาด ฉันอยู่บนเรือคนเดียว ทุกคนก็ลงน้ำกันไป ซักพักนึงพี่ฮายกวักมือเรียกแล้วฉันก็ยืนมองว่าพี่ฮายเรียก ฉันก็ไม่เอา ฉันไม่กล้าว่ายน้ำ แต่เอาไงดีพี่ฮายเรียก ใส่ชุดชูชีพเลยเดี๋ยวฉันไปนะ เขาก็กวักมือเรียกหลายรอบเลย มันไกลมากฉันกะว่าสัก 20 นาทีเพราะมันไกลจริง พอกระโดดน้ำปุ๊บไม่เกิน 10 วินาทีถึง มันเร็วมาก ฉันบอกพี่ฮายฉันเก่งมากฉันแป๊บเดียวเอง พี่ฮายบอกว่าเก่งอะไร นี่เธอรู้มั้ยว่าฉันกำลังจะตาย”
ฮาย : “มันไปอย่างเดียว คลื่นมันแรงมาก ซึ่งเราอยู่ในทะเลเราไม่รู้หรอกว่าคลื่นมันแรงแค่ไหน เรารู้สึกว่าเราว่ายจะไปหามันถอยตลอด เพราะว่ามันเป็นลูกใหญ่ บางทีมองไม่เห็นเรือพอคลื่นลงเราถึงจะเห็นเรือแล้วก็โบกมือบอกทุกคนว่าช่วยหน่อยฉันไปไม่ได้”
อ.เป็นหนึ่ง : “กวักมือเรียกฉันทำไม”
ฮาย : “ไม่ได้กวักมือเรียก จะบอกว่าอาจารย์บอกทุกคนหน่อยว่าฉันไปไม่ได้”
อ.เป็นหนึ่ง : “พอลงไปถึงปั๊บ พี่ฮายบอกว่าอาจารย์เรื่องใหญ่เลยนะ พอคลื่นมาทีก็ท่วมหัวเรานะ”
ฮาย : “จริงๆ แล้วอาจารย์ก็ตัวขนาดนี้ ตอนนั้น 200 โลมั้ย”
อ.เป็นหนึ่ง : “ตอนนั้น 160 โล พี่ฮายกับน้องอีกท่านบอกว่าเดี๋ยวอาจารย์อยู่ตรงกลางเดี๋ยวพี่จะหิ้วปีกซ้ายแล้วอีกคนจะหิ้วปีกขวา”
เดิมทีจะเรียกเขาไปช่วย แล้วคนไปช่วยเป็นผู้ประสบภัย?
ฮาย : “เป็นภาระที่สุด ภาระเพื่อนมาก”
อ.เป็นหนึ่ง : “พี่ฮายบอกว่าอาจารย์ตีขาแรงๆ ช่วยพี่เลยนะ เดี๋ยวพี่จะดันตัวอาจารย์ เราบอกได้ค่ะพี่ แล้วฉันหันไปเห็นข้างหลังมันมีป้ายเขียนเป็นภาษาอังกฤษประมาณว่า คุณอย่าเลยตรงนี้นะ ถ้าเลยตรงนี้คือทะเลใหญ่หายไปเลยนะ ฉันพยายามจะถีบตัวเองจนฉันบอกพี่ฮายว่า พี่ฮายพี่ปล่อยน้องไว้ตรงนี้เถอะคือให้น้องตายซะตรงนี้เลย แล้วพี่ก็กลับมา ไม่ไหวแล้ว พี่ฮายบอกว่า ตื่นอาจารย์ ไป ลุย! ก็พยายามกรีดร้อง”
ฮาย : “ประมาณครึ่งชั่วโมงทุกคนขึ้นเรือแล้วรู้ว่าเรา 3 คน ที่มันไปอยู่ตรงโน้น พอเรารู้สึกว่าเราไม่ไหวแล้วเราก็ปล่อยแล้ว แต่คนที่พาไปเขารู้ว่าตรงนั้นมันคือเขตอันตราย เขาก็เอาเรือไปรับเรา เรานึกว่าเราต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่”
วินาทีนั้นที่อาจารย์รู้สึกว่าไม่เอาละ ยอมตายอยู่ที่นี่มันเป็นยังไง?
อ.เป็นหนึ่ง : “ประเด็นคือน้ำเวลามันสูงขึ้นเราต้องถีบตัวเลยน้ำ แต่น้ำมันท่วมจมูกไป 4-5 รอบ จนฉันรู้สึกว่ากูไม่รอดแล้ว แล้วรู้สึกว่ากูไม่ไหวแล้ว พี่ฮายบอกว่าต้องสู้นะ อีกคนก็บอกว่าอาจารย์ต้องสู้นะ ฉันบอกว่าฉันไม่รอดแล้ว เพราะว่า 160 กิโลในยุคนั้น ระบบหัวใจ ระบบใดๆ ก็ตามมันเริ่มไม่รอด ฉันเริ่มรู้สึกเพลีย ง่วงนอน”
ฮาย : “คนน้ำหนักเยอะมันก็มีปัญหาเรื่องความดัน ก็บอกอาจารย์ตั้งสติดีๆ นะ ไม่ทิ้งหรอก เราไม่ทิ้งกัน เดี๋ยวเรือเขาเห็นเขาก็มารับเอง ให้กำลังใจตลอด ตั้งแต่วันนั้นอาจารย์ก็กลับมาออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง แกก็เลยหันมาดูแลตัวเอง”
รอดจากทริปมัลดีฟส์มาได้เห็นบอกว่ามีอีกวีรกรรมนึงที่รู้สึกว่าอันนี้แหละเราต้องช่วยเพื่อน บ้านพี่ฮายมีผี?
ฮาย : “ปีนั้น 59 พี่ฮายได้บ้านอีกหลังที่ติดกันก็เลยจะทุบ 2 หลังรวมกันเป็นหลังเดียว อาจารย์แกบอกว่าถ้าการจะมีบ้านสองหลังเชื่อมกันอย่าให้เป็นบ้านอกแตก แล้วมันจะต้องทำยังไง ทีนี้เขาก็ทุบหลังฝั่งที่บ้านพี่ฮายอยู่เป็นประจำ พี่ฮายมาอยู่คอนโดแล้ว ทีนี้ต้นไม้มันมีอยู่ต้นนึงเป็นต้นฟอกซ์เทลที่ใหญ่มากประมาณ 20 ปี เวลาเรากรวดน้ำหรือจะทำอะไรเราก็จะไปตรงนั้นตลอด ทีนี้เวลาทำบ้านช่างเขาไม่ได้บอกเราว่าจะตัดต้นไม้ของเราทั้งหมด แล้วไปตัดต้นไม้ต้นที่พี่รักมาก เขาไม่ได้บอกเราก่อน แล้วมีอยู่ 4 ต้น ทุกต้นตายหมดเลยเหลือต้นนี้ต้นเดียวที่มีชีวิตอยู่แล้วงอกงาม พวงเขาใหญ่เหมือนหมากเต็มต้นเลย แล้วเขาไปตัดแล้วรู้สึกว่าเลื่อยไปโดนหน้าขาเลย เลือดท่วมเลย เราไปเราก็ตกใจตัดต้นไม้ทำไมไม่บอกเรา เราโกรธมาก แล้วเราเห็นเหมือนมียางผุดออกมาเป็นสีแดง เหมือนมากแม่ เหมือนเลือด เราก็คิดว่าแม่ต้องเอาหมากมาเทไว้แน่ๆ เลย แล้วมันผุดตลอด ก็เลยโทรหาอาจารย์แล้วส่งไลน์ให้ดูว่าอาจารย์มันเกิดอะไรขึ้น แล้วคนตัดก็เข้าโรงพยาบาลอยู่นะ อาจารย์ก็บอกว่าพี่ฮายต้องขอขมา”
อ.เป็นหนึ่ง : “ต้องขอขมาการตัดต้นไม้ใหญ่ไม่ว่าจะใดๆ ก็ตาม คุณทำในยามวิกาลตอนนั้น 3-4 ทุ่ม เราก็เลยขับรถพุ่งตรงมาเลย บ้านแกทุบหมดแล้วมันจะมีแค่เสา 3-4 ต้น”
ฮาย : “มันคือโครงบ้านที่เอาออกไม่ได้ ถ้าเอาออกเราจะเสียอีก 2 ล้าน พี่ฮายก็เลยเอาโครงเก่า เหลือแต่ที่ดินกับเสาสามต้นแค่นั้น”
อ.เป็นหนึ่ง : “แล้วเราก็เริ่มขอขมาระหว่างนั้นเราเห็นฟุบฟับๆ มันเหมือนควันอ่ะ เดี๋ยวพี่ฮายให้ลูกน้องพี่ถ่ายรูปนะ อย่าเอาเครื่องอาจารย์เพราะถ้าเเอาเครื่องอาจารย์มันจะเหมือนมาเมก แล้วคนก็ถ่ายๆ พอถ่ายปั๊บติดอะไรไปดูกัน (ถ่ายติดวิญญาณเป็นรูปคนชะโงกออกมาจากเสา 3 คน)”
ฮาย : “เสามีอยู่ 3 ต้น อีต้นกลางมีอยู่ 3 ตัว เหมือนมองมาแล้วก็ชะโงกมา เราเห็นแล้วเราขนลุกมากเลย”
อ.เป็นหนึ่ง : “คือภาพมันชัดเจนว่าในตรงบริเวณนั้นไม่มีเงาแสงใดๆ เพราะเป็นเสาต้นที่ถูกรื้อออกไปแล้วเป็นเสาต้นเดียวที่ท่ามกลางไม่มีอะไรเลย”
ฮาย : “วันนั้นเป็นพระจันทร์เต็มดวงด้วย เราก็เลยเห็น”
อ.เป็นหนึ่ง : “ที่เห็นคือโผล่มาซ้ายอาจจะเป็นพ่อ ขวาเป็นใครก็ตาม ทั้งหมด 3 คน ชัดเจน เดี๋ยวพี่ต้องใส่บาตรให้เขาซัก 7 วัน”

ระหว่างนั้นก็เห็นบอกว่าคนในบ้านถูกผีหลอกระเนระนาด?
ฮาย : “ก็มีบ้าง พอพี่ใส่บาตรให้ 7 วัน อาจารย์บอกว่าเขาคงไปแล้ว ก็ทำบ้าน พอเริ่มตั้งโครงตั้งอะไรพี่รู้สึกไม่ค่อยแฮปปี้ ไปทีไรแล้วหงุดหงิดไปหมด บ้านสร้างเกือบเสร็จพี่ก็ไป พี่รู้สึกเหมือนมีคนเดินตามหลังตลอดเวลา เดินแล้วรู้สึกเหมือนมีลมหายใจอยู่ข้างหลังเรา เราเดินแล้วเหมือนสะดุดตลอดเวลา เราก็นึกในใจว่าแสดงว่ายังอยู่ใช่มั้ย อีครอบครัวนี้ยังอยู่ใช่มั้ย ก็ยังไม่พูดอะไร ก็บอกอาจารย์ว่าหนูหงุดหงิดทุกครั้งเลย ผีสามตัวมันยังอยู่หรือเปล่า ทุกอย่างเดินสายหมดแล้วแต่พี่รู้สึกเลยบ้านไม่ใช่อย่างที่พี่ต้องการ พี่ก็เลยสั่งทุบเลย เดินสายไฟแล้วนะ สร้างไป 9 ล้านพี่ทุบเลยพี่โมโห ทุบแล้วก็สร้างขึ้นมาใหม่ หลังใหม่ที่ทุกคนเห็นในรูปแบบทุกวันนี้ที่อยู่ ไปวันแรกก็เดินตามอีกนะจ๊ะ เลยถามว่ามึงยังอยู่กันอีกใช่มั้ยอีครอบครัวนี้ ฉันใส่บาตรให้เธอ 7 วันแล้ว ก็ยังอยู่ นี่บ้านกูนะ ก็เลยพูดกับเขาแบบหยาบๆ นี่บ้านกูมึงจะดูโฉนดที่ดินมั้ย พวกเธอเป็นใครไม่มีสิทธิในบ้านหลังนี้ พวกเธอต้องออกไป เพราะถ้าพวกเธอไม่ออกไปฉันจะเอาหมอผีมาจับถ่วงน้ำแล้วเอาลงไปไม่ให้ผุดให้เกิดทุกชาติเลย ไม่ให้ได้เกิด ก็ด่าๆ ด่าแล้วสบายใจ รู้สึกเดินเข้าไปรู้สึกดีขึ้น ถึงเวลาก็นิมนต์พระอาจารย์มา แล้วพี่ก็ทำบุญทุกอย่างเลย พอไปอยู่ก็ถูกหวยทุกงวดอย่างที่ทุกคนเห็น”
นอกจากนี้อาจารย์ยังพาไปบูชาพญานาคด้วย?
อ.เป็นหนึ่ง : “จุดเริ่มต้นเลยช่วงกระแสในยุคนั้นถ้ำนาคาเขาขึ้นกันบ่อย แล้วเราก็มีโอกาสเลยชวนพี่ฮายไป”
เห็นว่าเป็นคนบันเทิงกลุ่มแรกเลยที่ไปถึงที่นั่น?
อ.เป็นหนึ่ง : “ใช่ค่ะ”
ฮาย : “แรกๆ เลย แล้วอาจารย์น้ำหนัก 180 โล แล้วต้องปีน อาจารย์สู้ อาจารย์ขึ้นได้ ทำไมเราจะขึ้นไม่ได้ แต่ใจจะขาดเลยนะ”
อ.เป็นหนึ่ง : “พี่ฮายตั้งจิตอธิษฐาน พี่ฮายบอกอาจารย์เสมอ”

