‘ณิริน’ ย้อนเล่าโดนบูลลี่หนัก เผยความในใจสุดซึ้งขอบคุณแม่ ’หนิง’ คอยซัพพอร์ตเวลาเสียใจ

12.08.24 | 16:56 น.

‘ณิริน’ ย้อนเล่าโดนบูลลี่หนัก เผยความในใจสุดซึ้งขอบคุณแม่ ’หนิง’ ที่คอยซัพพอร์ตเวลาเสียใจ

เรียกได้ว่าเป็นคุณแม่ที่สตรองสุดๆ สำหรับ หนิง ปณิตา หลังจากที่ผ่านมรสุมครั้งใหญ่ และก้าวเข้ามาเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวแบบเต็มตัว โดยล่าสุดนักแสดงสาวก็ได้ควงลูกสาวคนเก่ง น้องณิริน มาเปิดใจผ่านรายการคุยแซ่บShow สเปเชียล ถึงชีวิตการได้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีเรื่องให้ต้องหนักใจ อีกทั้งน้องณิริณยังได้เล่าถึงประสบการณ์เคยโดนเพื่อนที่โรงเรียนบูลลี่ จนทำให้เสียความมั่นใจ พร้อมกับต้อนรับเทศกาลวันแม่ โดยการบอกรักคุณแม่กลางรายการ พร้อมกับขอสิ่งหนึ่งจากคุณแม่

มรสุมชีวิตผ่านไปแล้ว?
หนิง : “จะว่าผ่านไปมั้ยก็ไม่เชิง เพราะชีวิตคนเรามันจะมีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา อยู่ที่ว่าเรามองเรื่องนั้นเป็นเรื่องเล็กหรือว่าเป็นเรื่องใหญ่”

ตอนนี้พี่หนิงรับบทเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว 100% เลย?
หนิง : “จะว่าอย่างนั้นก็ใช่ ก็เรียกได้ว่าปัญหาที่เราจะต้องเคลียร์แต่ละปัญหาในเรื่องส่วนตัว และแน่นอนที่สุดเรื่องส่วนตัวของคนที่เป็นครอบครัวมันก็เป็นเรื่องของครอบครัวด้วย แล้วส่วนสำคัญที่สุดก็คือดันว่าปัญหาเกิดขึ้นในช่วงณิรินเองกำลังเข้าสู่วัยรุ่น ถ้าตอนที่เราเกิดปัญหาในช่วงณิรินเด็กๆ มันอาจจะง่าย แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นช่วงที่เขาเข้าสู่วัยรุ่น เขาก็จะมีความเป็นวัยรุ่นของเขา เรื่องราวของเขา ฮอร์โมนแปรปรวนของเขาอะไรหลายๆ อย่างด้วยกัน เลยรู้สึกว่ามันหนักจังเลยสำหรับเรา”

พี่หนิงใช้วิธียังไง?
หนิง : “ใช้วิธีปิดเรื่องทุกเรื่องไม่ให้เขารู้เรื่อง แล้วเวลาเกิดเรื่องอะไรก็จะพยายามอธิบายให้เขาฟัง ทำอะไรก็ได้ที่ให้รู้สึกว่าเขาสบายใจที่สุดแล้วเขาอยากได้ยินอะไร ปกป้องรอบด้านเลย แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าตัวหนิงเองล้ม เหนื่อย เหมือนพังเอง ก็มีการคุยกับจิตแพทย์ สุดท้ายคำตอบที่ดีที่สุดสอนให้เขาเรียนรู้จากความจริงที่เกิดขึ้นในมุมที่เบาที่สุด”

Advertisement

พอรับรู้เรื่องแล้ว ณิรินจัดการกับตัวเองยังไง?
ณิริน : “พอหนูรู้เรื่องตอนแรกก็เสียใจ ก็คือนั่งคุยกัน 3 คน เหตุผลอะไรที่จะทำให้เขาแยก เพราะหนูไม่เข้าใจ ณ ตอนนั้น แต่ว่าหม่ามี๊ก็อธิบายให้ฟังว่าการที่พ่อแม่แยกทางกันมันไม่ใช่เรื่องอะไรที่มันแย่ มันคือเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเกือบทุกครอบครัวในโลก มันก็คือเรื่องปกติเพราะยังไงเขาก็รักเราเหมือนเดิม เขาแค่เปลี่ยนสถานะกลายเป็นเพื่อนกัน หนูก็ยังได้เจอคุณปู่ คุณย่า ยังได้ทำอะไรเหมือนเดิม แค่พ่อกับแม่เป็นเพื่อนกัน หนูก็มานั่งคิดกับตัวเองว่าถ้าเขาแยกกันปัญหามันจะไม่เยอะกว่าเดิม เขาจะไม่มานั่งทะเลาะกันทุกวัน”
หนิง : “แต่ว่าในมุมของเด็กเขาไม่ได้สามารถจะเข้าใจได้ในแค่วันเดียวนะ สมมุติว่า 1 เดือนในคำพูดคำเดิมเขาจะเข้าใจแบบนี้ ผ่านมาอีก 2 เดือนเขาจะเข้าใจดีขึ้น ผ่านมาอีก 3 เดือนเขาจะค่อยๆ เข้าใจ เหมือนเป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา แล้วต้องทำให้เรื่องใหม่ต้องกลายเป็นเรื่องที่ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับเขา แล้วเขาจะได้เรียนรู้ต่อไปในอนาคตว่าเวลาเรามีเรื่องอะไรเข้ามาต่อให้ไม่ใช่เรื่องนี้ทุกอย่างคือเรื่องใหม่และมันจะดีขึ้นตามสเต็ป ดังนั้นอย่ากังวลถึงสิ่งที่ยังไม่เกิด อันนี้ต้องพยายามใจเย็นและพูดกับเขาในทุกๆ วัน มันไม่ใช่แค่เราพูดนะ คำพูดไม่มีประโยชน์เลย การกระทำมีประโยชน์ที่สุด มันเลยทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเราเองเยอะ ใช้คำว่าเยอะมาก โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต”

เราต้องโฟกัสลูกเรามากขึ้นกว่าเดิมมั้ย?
หนิง : “มากขึ้นกว่าเดิม ใช้คำว่าหลายๆ เท่าตัวได้เลย”

ลูกเราเข้าใจเราทุกอย่างคนเป็นแม่รู้สึกยังไงบ้าง?
หนิง : “คำพูดเขา เขาเข้าใจ เพราะเขาไม่อยากทำให้เราต้องมีห่วง ต้องกังวล เด็กคือเด็ก เขาไม่ได้เข้าใจทั้งหมดหรอก แต่ความโชคดีที่สุดของหนิง หนิงมีคนรอบๆ ข้างที่ทำงานกันเป็นทีม อันนี้เป็นความโชคดีที่สุดไม่รู้จะขอบคุณยังไง แต่ในช่วงกระบวนการ 2 ปีที่ผ่านมาที่มีปัญหา ทุกคนจะรู้ว่าเขาจะมีเวย์หลุดๆ ที่บางทีเขาไม่เข้าใจตัวเขาเอง แล้วเขาก็จะแสดงพฤติกรรมหรือแสดงอะไรบางอย่างออกไปให้ดูว่าสิ่งนี้มันไม่น่ารักแต่ทุกคนก็เข้าใจเขา แต่หนิงกลับมาก็ต้องพยายามอธิบายให้เขาฟังว่าทุกคนพร้อมจะเป็นเบาะให้หนู ฉะนั้นหนูต้องน่ารักด้วย ความรักของหนูไม่ได้หายไปเลย แถมเพิ่มเยอะมากขึ้นด้วยจากที่ทุกคนชื่นชมเขา อยากจะเห็นการเจริญเติบโต ลิตเติ้ลณิรินของพวกเรา”

ปัญหาที่เกิดอีกที่ก็คือที่โรงเรียน การโดนบูลลี่ โดนยังไงบ้าง?
ณิริน : “มันเริ่มจากตอนหนูอยู่ปีห้าเหมือนตอนนั้นเป็นคลาสว่ายน้ำ มีเพื่อนคนนึงเขาตะโกนขึ้นมาว่ารู้มั้ยว่าพ่อแม่ของณิรินเขาเลิกกันนะ ตะโกนต่อหน้าเพื่อนๆ ครู อันนั้นหนูก็รู้สึกว่าจะมายุ่งเรื่องบ้านเราทำไม แต่หนูก็ไม่ได้พูดอะไร ก็ปล่อยให้เขาพูดไป เพราะเราไม่ได้รู้สึกอะไรอยู่แล้ว แล้วก็อยู่ดีๆ ก็มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งเขาก็มาบอกเราว่าหนูไม่เก่งอะไรสักอย่าง เล่นเปียโนแย่ ทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง หนูก็เลยเสียความมั่นใจไปตรงนั้นก็เลยไม่กล้าทำอะไรในโรงเรียน เก็บตัว ปิดหน้า ไม่มีตัวตนในโรงเรียน”

ตอนนั้นรับมือยังไง?
ณิริน : “หนูคิดว่า ถ้าหนูเอาตัวเองเข้าไปยุ่งกับเขา ไปบอกว่าหนูไม่ได้เป็นแบบนี้นะ หนูจะยิ่งเครียด เขาอยากทำอะไรก็ปล่อยให้เขาทำ หนูก็ไม่ยุ่ง หนูก็อยู่ส่วนของหนู เขาก็อยู่ส่วนของเขา ถ้าเขาจะมายุ่งกับหนูก็ปล่อยให้เขายุ่งไป หนูไม่ได้ทำอะไรผิด”
หนิง : “เหตุการณ์นี้ก็พอจะรู้มาคร่าวๆ แต่ไม่ได้รู้รายละเอียดทั้งหมด ส่วนตัวหนิงเองเชื่อเสมอว่า เราส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียน ไปเรียนหนังสือ และไปเรียนรู้สังคมที่จะปรับตัวและโตขึ้นไปใช้ชีวิตต่อไป ดังนั้น สังคมโรงเรียน ผู้ปกครองไม่ควรเอาตัวเองไปยุ่งสักเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นสังคมโรงเรียนกลายเป็นสังคมผู้ปกครอง ซึ่งทุกวันนี้มันแทบจะเป็นแบบนั้น เรารู้คร่าวๆ แล้วก็ปล่อย ทั้งที่เราเจ็บนะ แล้วต้องฝีนใจไปถามตะล่อมๆ ทางนั้นทางนี้ ยืนดูอยู่นิ่งๆ ใจแข็งๆ ว่าเขาจะเผชิญมันไปได้ยังไง หลังจากนั้นเขาเผชิญทุกอย่างไปได้ดีหมดเลยนะ แต่เชื่อมั้ยว่าเพิ่งมาทราบเรื่องเมื่อเดือนสองเดือนที่ผ่านมาว่าเขาไปร้องไห้กับเพื่อนสนิทเขาคนหนึ่งในมุมตึกโรงเรียนแล้วไม่เข้าเรียน แล้วทุกครั้งที่โทรไปหาพี่เนิร์สแล้วโทรมาบอกว่าหนูปวดท้อง หนูปวดหัว ให้คุณแม่มารับกลับบ้าน นั่นคือเขาไม่ไหวแล้วที่โรงเรียน แต่มารู้เรื่องนี้ทีหลังจากที่ผ่านไปแล้วนะ เราเล่าสู่กันฟังได้เพื่อเป็นการถอดบทเรียนที่ว่าบางทีผู้ปกครองเองต้องดูแลเวลามีเรื่องราวอะไร ต้องอย่าเอาตัวเองเข้าไปยุ่งสักเท่าไหร่”

เลือกที่จะไม่บอกคุณแม่เพราะว่า?
ณิริน : “คือหม่ามี๊ก็ทำงานเยอะ มันจะเครียด หนูรู้เลยล้านเปอร์เซ็นต์ว่าถ้าหนูบอกแม่ แม่ต้องโทรไปปรึกษาน้าๆ น้าๆ เขาก็มีลูก มีงาน มีอะไรต้องทำ หนูก็เกรงใจหม่ามี๊แล้วก็น้าๆ หนูก็เงียบไม่ได้พูดอะไร”

แล้วตอนนั้นยังอยากไปโรงเรียนมั้ย?
ณิริน : “หนูแค่รู้สึกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับเพื่อนๆ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเรียน ก็ไปปกติ ไม่ได้มีคิดว่าอยากไป ไม่ไป หนูก็ยังมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่หนูสนิท เขาก็ช่วยหนู อยากไปโรงเรียนเพราะอยากเจอเพื่อนกลุ่มนี้”
หนิง : “หนิงใช้วิธีซึมๆ เข้าไปอยู่ในแก๊งเด็กแล้วก็ไปฟังเด็กๆ คุยถึงลูกเรา แล้วก็ประมวลผลและกลับมาบอกณิรินว่า ณิรินยังอยากไปโรงเรียนอยู่อีกมั้ย ถ้าไม่อยากไปย้ายโรงเรียน เขาส่ายหน้า เพราะถ้าเขาย้ายเขาต้องไปเริ่มใหม่ แล้วไม่รู้ว่าที่ใหม่มันจะหนักกว่าเดิม นี่คือคำตอบของลูก เขาสู้ แล้วก็บอกกับเขาว่า ชีวิตณิรินโคตรมีค่าเลยฉะนั้นใครจะมาบูลลี่เราไม่ได้ ต่อให้เราไม่เก่งเราก็ต้องพยายามฝึกฝน เราอาจจะไม่เก่งจริงก็ได้ ใครว่าอะไรกลับมาดูตัวเองว่าเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ มั้ย ถ้าเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ ชีวิตคนเราถ้าเรายอมรับว่าเราผิด เรายอมรับว่าเราเป็น เราจะแก้ไขได้ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับแล้วมีอีโก้เราจะแก้ไขไม่ได้ เขาก็ยอมรับบางเรื่องว่าเขาเป็นกระต่ายกับเต่า”

คือยังไง?
หนิง : “เวลาเขาไปเรียนอะไรใดๆ สมมุติเรียนเปียโนครูจะบอกว่าหูดีมาก ฟังดีมาก บางคนเพลงเพลงนึงใช้เวลาเรียนชั่วโมงนึง ยัยนี่ 15 นาทีจำทุกอย่างได้หมด แต่ไม่ซ้อม ฉะนั้นก็ต้องฝึก แต่ถ้าคิดว่าใช่แล้วไม่ต้องสนใจเลยและสิ่งที่หนูทำอยู่ทุกวันนี้ทำผิดมั้ย ถ้าไม่ผิดเรามีคุณค่าส่องแสงมันออกมา แต่ใช้เวลา 1 ปีกว่าเขาจะเข้าใจเรื่องพวกนี้”
ณิริน : “ขี้เกียจ ยอมรับว่าขี้เกียจ”

มีอะไรมาจุดประกายให้เราลุกขึ้นสู้?
ณิริน : “คือหนูโดนบูลลี่บ่อยจนหนูเริ่มไม่ไหวแล้ว ตอนแรกคิดว่าควรย้ายโรงเรียนมั้ยที่แม่มาบอกกับหนู แต่ก็กลับมานั่งคิดกับตัวเองอีกทีว่าสิ่งที่หนูพูดกับแม่ไปวันนั้น หนูเอากลับมาคิดใหม่ว่าควรมั้ย หนูก็คิดว่าไม่ควร ถ้ามีปัญหาตรงนี้ก็แก้ตรงนี้ไม่ใช่ไปมีที่อื่น กลายเป็นว่ามันจะไม่มีอะไรแก้ได้เลย หนูรู้สึกแบบนั้น หนูก็กลับมาคุยกับแม่ว่าทำยังไงดี แม่ก็บอกว่าหนูลองทำอะไรซักอย่างในโรงเรียนมั้ย ร้องเพลงหรือว่าเปียโนทำอะไรก็ได้ที่หนูชอบ หนูว่าก็น่าจะโอเค คือโรงเรียนหนูทุกปีสำหรับปี 6 จะมีละครเวทีทุกปี แต่ละปีมันจะเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อยๆ ปีนี้เป็นอะลาดิน วันนั้นเป็นห้องออดิชั่นพอดีเลยตัดสินใจที่จะเดินเข้าไปไปออดิชั่น หนูคิดว่าถ้าหนูออดิชั่นแล้วหนูได้ หนูจะข้ามสิ่งที่อยู่ตรงหน้าหนูไปได้เลย หนูก็เลยลองเข้าไปออดิชั่น ซึ่งหนูคิดว่าหนูไม่มีทางได้อยู่แล้ว หนูก็แค่ทำดีที่สุดซึ่งหนูก็ได้เล่นเป็นจัสมิน หนูกลับมาบอกแม่ว่ามันมีออดิชั่นหนูได้เข้าไฟนอลนะ หนูว่าหนูไม่ได้หม่ามี๊ก็ลองเชียร์ดูแล้วกัน อีกสองอาทิตย์ผ่านมาเขาก็ประกาศผล เขาก็พูดขึ้นมาว่าณิรินเป็นจัสมิน 1 นะแล้วเพื่อนอีกคนเป็นจัสมิน 2 หนูก็กลับมาบอกหม่ามี๊ว่าใจเย็นนะ อย่าเพิ่งกรี๊ดนะหนูได้เป็นจัสมิน อีก 5 นาทีทุกคนโทรมาหาหนูมิสคอลเป็นสิบๆ สาย มีน้า ปู่ ย่า ตา ยาย มาหมดเลยทุกคนเลย หนูก็ไม่คิดว่าหนูได้ก็ยังช็อกกับตรงนั้นอยู่ วันที่ได้โชว์รู้สึกเหมือนอยู่ๆ ดีก็มีความมั่นใจขึ้นมา รู้สึกว่าถ้าหนูทำตรงนี้ได้เพื่อนที่เขาเคยบูลลี่เรา เขาก็จะได้เห็นว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูด”

ความรู้สึกที่ลูกบอกว่าแม่ใจเย็นๆ นะแม่ หนูได้เป็นจัสมิน?
หนิง : “มันไม่ได้ต้องการให้ลูกขึ้นไปโชว์บนเวที ไม่ต้องการให้ลูกทำอะไรแล้วเด่น แต่เรารู้ว่านี่คือความสุขของเขา แล้วเขาก้าวผ่านมันไปอีกสเต็ปนึง เราก็รู้ว่าความสุขของเขาในการร้อง การเต้น ที่ผ่านมาเหมือนเราเคยยั้งเขาเอาไว้ คือทุกคนจะเข้าใจว่าเราอยากให้ลูกเป็นดารา เป็นศิลปิน แต่ในความเป็นจริงเราดึงเอาไว้ตลอดทุกครั้งที่เขาทำ เราไม่อยากให้เขาทำเยอะ อยากให้เขาเรียนหนังสือ อยากให้ใช้ชีวิต แต่ทุกครั้งที่มีงานคอนเนคชั่นหนิงอันนี้ปฎิเสธไม่ได้ อันนี้เขาอยากทำเองเดินไปขอผู้ใหญ่เอง เราเลยรู้สึกว่าเขาหาตัวตนเขาเจอแล้วเขามีความสุขกับมัน เขาก้าวผ่านมันไปอีกหนึ่งสเต็ป อีกแค่สเต็ปเดียวนะ แต่หลังจากนี้มันก็ต้องมีสเต็ปของการจะจริงจังกับมันแค่ไหน จะเดินหน้าต่อไปในอนาคตยังไง ก็เป็นอีกสเต็ปของชีวิต”
ณิริน : “หนูรู้สึกว่าพอหนูโชว์วันนั้นหนูก็ตกใจนะแล้วก็รู้สึกว่าหนูเลือกถูกมั้ย เพราะบ้านอื่นเขามากันแค่ 4-5 คน บ้านอื่นจะมี พ่อ แม่ ปู่ ย่า คุณยาย น้า แค่นั้นไม่เกิน 10 แต่แม่แห่กองเชียร์มาประมาณ 20 คน แล้วโรงเรียนหนูจะแยกพื้นที่ข้างล่างจะมีสามส่วน ข้างบนอีกสอง ข้างบนเดินขึ้นบันไดไป 10 กว่าส่วน แล้วมันก็จะมีส่วนที่อยู่ข้างซ้ายของเวทีแล้วมันจะมีตรงกลางแล้วตรงกลางตรงนั้นมันจะมี 50 กว่าที่นั่ง คือทั้งหมด 50 กว่าที่นั่งตรงนั้นบ้านหนูหมดเลย แล้วนั่งตรงกลางแถวแรกจนไปถึงแถวที่สี่ หนูอยู่บนเวทีจะชอบหันมาดูครอบครัวว่าเขาทำอะไรกันอยู่ หนูเห็นอาม่านั่งสวดมนต์ แล้วนั่งเหลือกตามอง หนูก็ฮึบแล้วค่อยมาขำหลังเวที (หัวเราะ)”

ที่ถูกบูลลี่เล่นเปียโนไม่เก่ง เล่นดนตรีไม่เก่ง ตอนนี้เป็นยังไง?
ณิริน : “ตอนนี้มีวงดนตรีชื่อวง Clover ช่วยไปกดไลค์ให้หนูหน่อยนะคะ เป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปเป็นแบนด์ของผู้หญิง ขอบคุณหม่ามี๊นะคะที่ซัพพอร์ตหนู”

เรื่องสีผมมีความผิดพลาดเหมือนกันในความเนี้ยบ?
หนิง : “เรื่องสีผมเป็นอะไรที่ตอนนี้ยังไม่หายโกรธกันนะในขณะที่นั่งสัมภาษณ์กัน”

หนูขออนุญาตแม่ทำสีผม?
หนิง : “หนูเล่าเอง”
ณิริน : “อย่ากดดันหนูนะ หนูพูดความจริงแล้วค่ะ”
หนิง : “โกหก”
ณิริน : “หนูกำลังจะเล่า ค่อยๆ ไป ใจเย็นๆ นะคะ ก็คือเหมือนวันนั้นหนูเห็นเพื่อนหนูไปต่างประเทศทำสีผมทำสีแดงสีนู้นสีนั้น หนูก็อยากทำ ก็เลยขอว่าหม่ามี๊ขาหนูขอทำสีผมได้ไหม แม่ก็บอกว่าเดี๋ยวฉันคิดดูก่อน อีกวันหนูถามหม่ามี๊ไม่ให้ แล้วหนูไปเดินห้างกับเพื่อนหนูก็เลยแอบซื้อที่ย้อมผมมาทำเองที่บ้านค่ะ”
หนิง : “แล้วพอหนิงเห็นสีผมปุ๊บ ณิรินทำไมมันแดงขนาดนี้”
ณิริน : “หนูบอกว่าหนูใช้บีทรูท”

แล้วแม่เชื่อไหม ?
หนิง : “เขาบอกว่าเขาใช้บีทรูท เอ๊ะบีทรูทเป็นผลไม้มันไม่สามารถจะติดได้ขนาดนี้นะณิริน”
ณิริน : “แต่หนูใช้มะนาวด้วยมันกัดผมมันก็เลยเข้าไปเป็นสีนี้”
หนิง : “เขาบอกว่าดูมาจากติ๊กต็อกแล้วเราก็ถูกหมอจิตแพทย์บอกกับเราว่าเราอย่าไปคิดว่าตัวเราจะรู้ทุกเรื่อง รู้ทุกอย่างในวัยเราแบบนี้ วัยเขาเป็นแบบนี้เราต้องฟังเขาเยอะๆ ต้องเชื่อในความเป้นเขาเยอะๆ ว่าคนละวัยต่างวัย เราก็คิดว่าวิธีการแบบนี้มันก็อาจจะมีก็ได้นะ มันก็ตะหงิดๆ ทุกอย่างอยู่ในหัว”
ณิริน : “สับบีทรูทเสร็จแล้วเอาไปต้มเพื่อให้น้ำมันออกเสร็จแล้วผสมกับครีมนวดผม เสร็จแล้วเอาบีทรูทไปบดแล้วก็ผสมกับครีมนวดผมแล้วบีบมะนาวแล้วเอาใส่หัว”
หนิง : “ซึ่งเขาทำแบบนั้นแล้วจริงๆ ตามติ๊กต็อกแต่มันไม่รอด สีมันไม่ติด เขาก็เลยเอาสีมาย้อม แต่เขาบอกว่าเขาทำแบบนั้น เราก็เชื่อไปเต็มหัวใจแต่ข้างในมันตะหงิดๆ เราอยู่คุยแซ่บระหว่างทำผมก็ถามว่าพี่ๆ บีทรูทกับมะนาวมันติดผมได้มั้ย ไม่ได้ หนิงไปฟังมาจากที่ไหน โทรไปหาคนทำสีผม เชอร์รี่ๆ ไอ้บีทรูทกับมะนาวมันติดสีผมได้ไมั้ย ไม่ได้แม่ จนไปเห็นอีกล่องสีมันอยู่ในถังขยะ เราก็เชื่อเพราะพยายามฟังสิ่งที่หมอบอกแล้วเราก็ปรับปรุงตัวเรา เราก็ต้องฟังเด็กเยอะๆ เด็กไม่ได้ผิดเสมอ แล้วมันหลายครั้งมันเกิดแบบนั้นจริงๆ ที่เราพูดไปเสร็จแล้วณิรินถูก แล้วหนิงก็มาขอโทษเขา”

แล้วทำยังไงพอแม่ไปเจอสี?
ณิริน : “โกหกไม่ได้แล้วไงคะ ก็หม่ามี๊รู้แล้ว หนูก็นั่งคุยว่าขอโทษค่ะหนูอยากทำจริงๆ ก็อธิบายเหตุผลว่าเพื่อนทำแล้วรู้สึกโดดเดี่ยว แล้วเพื่อนก็ทำทุกคน หนูทำมันก็ต้องเฟดออกอยู่แล้วเดี๋ยวผมดำก็ขึ้นมา”
หนิง : “ต้องบอกว่าแยกเป็น 2 ส่วนนะ ไม่ห้าม แต่ห้ามโกหก แล้วที่ไม่ให้ทำมีเหตุผลในการไม่ให้ทำ 1.ผมเสีย 2.ก่อนที่เพื่อนจะทำเขาทำนำหน้าเพื่อนไปก่อนแล้ว ซึ่ง ณ วันนั้นเราห้ามเขาแล้วว่าณิรินห้ามทำนะแต่ยูทำไปแล้วแล้วถ้ามาทำพร้อมกับเพื่อนก็จะอยู่ในกลุ่มเดียวกับเพื่อนแล้วไงนั่นคือเหตุผลที่เราสอนเขา เขาทำตั้งแต่ตอน 9 ขวบ แต่ตอนนั้นที่ยอมให้เขาทำเพราะเขาก็มีปัญหาเรื่องราวในชีวิตเขา เรารู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ได้ผิดอะไรกับใครแล้วมันก็ทำให้เขามีความสุข บางเรื่องเราก็เบาๆ ปล่อยเขาไปบ้าง แต่มีการพูดเหตุผลวันนั้นว่าถ้าทำวันนั้นเดี๋ยวเวลาเพื่อนๆ เขาได้ทำกันยูจะไม่ได้ทำแล้วนะ เขารับข้อเสนอตรงนั้นไปแล้ว พอมาถึงวันนี้เขาใช้วิธีการโกหก แต่ถ้าวันนู้นเขาไม่ทำ เขามาทำวันนี้พร้อมเพื่อนเขาหนิงอนุญาตอยู่แล้ว 100% มันมีเหตุและมีผลที่จะต้องสอนเขา เวลา สถานการณ์ตอนไหนคือเหมาะ เด็กอย่าให้ตามแฟชั่นมากเกินไปต้องดูสถานการณ์ว่าแค่ไหนถึงเหมาะ แค่ไหนถึงควรแล้วได้แค่ไหน”

บอกรักกันนิดนึงได้มั้ย?
ณิริน : “ขอบคุณนะคะที่ซัพพอร์ตหนูเวลาหนูเสียใจ หนูรักแม่ค่ะ”
หนิง : “หนิงพูดกับณิรินทุกวันเราเป็นแม่ลูกที่พูดว่ารักทุกวันว่าอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการกระทำพยายามทำให้เขารู้ว่าในทุกๆ วันที่หนิงทำในทุกๆ เรื่องไม่ว่าจะทำงาน ไม่ว่าบางวันที่จะเล่นหรือทุกๆ สิ่งที่เขาทำหนิงทำเพื่อเขา ดื้อให้น้อยๆ เถียงน้อยๆ”
ณิริน : “หม่ามี๊บ่นนิดเดียวก็ได้นะคะ เดี๋ยวเจ็บคอ”

พี่หนิงอยากให้เขาโตมาเป็นแบบไหน?
หนิง : “ให้มีความสุขแล้วก็ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ให้หาเลี้ยงตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งใคร มีความสุขในแบบของเขา ไม่ต้องรวย ไม่ต้องเป็นคุณหนู ไม่ต้องเก่งที่สุด แต่ให้ใช้ชีวิตได้รอดแล้วไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ไม่ต้องให้ใครมาหลอกเราให้เราต้องร้องไห้ให้เจ็บ ให้เขาแข็งแรง มันยากมากนะ แต่เชื่อว่าแม่ๆ ทุกคนอยากให้ลูกมีความสุขแล้วก็ไม่เจ็บปวดเหมือนที่เราโดน เหมือนที่เราเป็น”

วันนี้ลูกอยากจะขออะไรพี่หนิงอย่างหนึ่ง?
ณิริน : “หม่ามี๊ไม่ว่าหนูเรื่องสีผมได้มั้ย ไม่โกรธหนูเรื่องสีผมได้มั้ย ไม่บ่นหนูเรื่องสีผมได้มั้ยคะ”
หนิง : “มันก็ผ่านไปแล้ว มันเป็นบทลงโทษว่าถ้าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ถ้าเราหัดที่จะโหกหก การโกหกมันคือความไม่ซื่อสัตย์ ถ้าเรื่องเล็กน้อยเรายังทำแล้วถ้ามันลามไปเรื่องใหญ่แล้วมันมีผลกระทบกับอะไร วันนั้นมันจะไม่ดี นี่ก็เป็นเรื่องที่เรากำลังฝึกเขาอยู่เหมือนกัน”
ณิริน : “หนูขอโทษหม่ามี๊ หนูจะไม่โกหกอีก”
หนิง : “วันนี้วันแม่ ขอส่งความรักให้แม่ๆ ทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้ พลังของมนุษย์แม่จะทำให้ลูกเรารอดแล้วก็เป็นคนดีของสังคมได้ ขอให้แม่ๆ ทุกคนบนโลกนี้ไม่ต้องกลัวกับอะไร ขอให้เชื่อในพลังของความเป็นแม่”