‘เอส กันตพงศ์’ เปิดใจหลังกลับมารับงานในวงการ ยันไม่รู้เสียบแทน ‘พีเค’
หลังจากที่พระเอกหนุ่ม เอส กันตพงศ์ ห่างหายไปจากวงการบันเทิงไปพักหนึ่ง เพื่อที่พักรักษาตัวจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน ส่งผลให้ความทรงจำเหลือเพียงบางส่วน ล่าสุดอาการป่วยของหนุ่มเอสก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถกลับมารับงานได้อีกครั้ง ซึ่งประเดิมด้วยการมาเป็นพิธีกร
ล่าสุดหนุ่มเอสได้มาร่วมงานแถลงข่าว Miss Wellness World Thailand 2025 ก็ได้มาเปิดใจกับสื่อมวลชนถึงการมาเป็นพิธีกรหลังจากกลับมารับงานแบบเต็มตัว พร้อมกับเปิดใจถึงเรื่องพินัยกรรมที่ทำไว้ก่อนที่จะมีการเข้ารับการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติว่า
เป็นอย่างไรบ้างกับการเป็นพิธีกรของเรา หลังจากกลับมาแบบเต็มตัว?
“ตัดสินใจนานมากเหมือนกัน อย่างรายการคุยแซ่บโชว์ ถ้าจำไม่ผิดประมาณ 3-4 เดือน กว่าผมจะตอบตกลงกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่นัดทานข้าว 2-3 ครั้ง กว่าผมจะตัดสินใจได้ก็ต้องไปศึกษาทำการบ้านหาข้อมูล รายการดีมากๆ แต่ตัวผมเองจะเหมาะสมกับรายการหรือเปล่า เพราะผมเป็นคนชอบถามคำถามที่เจาะลึกละเอียด เราจะไม่ค่อยถามคำถามเกี่ยวกับครอบครัวของเขา หรือคำถามที่เป็นเรื่องส่วนตัวเท่าไหร่ อันนี้ผมจะไม่ถนัดแต่พอดีได้คุยกับผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่บอกว่าในมุมที่ผมมา ผู้ใหญ่อยากจะให้เอามุมผมไปเพิ่มไปปรับเป็นมุมสไตล์ของผมเลย อันไหนอยากถามเพิ่มถามไปเลย ในมุมที่ผมอยากถาม”
การที่เป็นรายการวาไรตี้ ต้องปรับเยอะไหม?
“ผมดูคลิปรายการคุยแซ่บโชว์ประมาณ 40 กว่าคลิป ที่ผมตัดสินใจมาเพราะผมดูแล้วมันไม่เหมือนสไตล์ผมเลย (หัวเราะ) แต่พอมันเป็นฮาร์ดทอล์ก ผู้ใหญ่ให้เอามุมของผมลองไปอะแด็ปดู เพื่อที่ผู้ชมจะได้รับชมรับฟังในมุมที่อาจจะไม่ค่อยได้ฟังของรายการนี้ด้วย ถ้าสังเกตตัวผมเป็นคนชอบคิดก่อนที่จะถาม นอกเหนือจากสคริปต์ จะมีคำถามที่อยากจะถามจริงๆ ผมก็เลยรู้สึกว่ารายการนี้ น่าจะเป็นรายการที่ผมรู้สึกว่าน่าจะชอบมากขึ้นไปเรื่อยๆ”
ต้องปรับตัวกับพิธีกรร่วมด้วยไหม เพราะพิธีกรค่อนข้างจะเปลี่ยนไปคนละวัน?
“ต้องปรับตัว (ยิ้ม) (ใครรับมือยากสุด?) ไม่ใช่เลยครับ ทุกคนดีหมด แต่สิ่งที่ผู้ใหญ่บอก คือให้เราพูดให้เร็วขึ้นหน่อย อย่าพูดทางการมาก ข้อเสียของผมคือยังเปิดรายการไม่ได้ตามสไตล์ที่รายการเป็น จนอันที่ 2 ที่ 3 ผมบอกว่าไม่กล้าเปิดตัวขอดูเพื่อนๆ เปิดตัวก่อนได้ไหม เวลาพูดส่งกัน พิธีกรคนนึงก็จะมีบุคลิกอีกแบบ อีกคนก็อีกแบบ และผมเป็นคนที่ไม่กล้าขัดคนอื่นพูด ซึ่งผมก็ปล่อยให้เขาพูดไปเรื่อยๆ แล้วผมมาดู เอ้าอันนี้ที่ผมต้องพูดแล้วหนิ แต่เขายังพูดไม่จบแล้วผมจะทำอย่างไรดี มีช่วงหนึ่งที่แอบยกมือ (หัวเราะ) แต่กล้องไม่ได้หันมาที่ผม ทางพี่ๆ ทีมงานบอกว่ารายการเราไม่ได้ซีเรียส ไม่ได้เหมือนรายการของผมที่พูดทางการ ใส่ได้เลย เน้นเอ็นเตอร์เทน ความสนุก ซึ่งอันนี้เป็นรอบที่ 2-3 แล้วที่ถ่าย ซึ่งผู้ใหญ่ก็บอกว่า เห็นแนวทางในการที่ผมอะแด็ปให้เข้ากับธีมของรายการมากขึ้นแล้ว”

กังวลไหมว่าเขาถามเยอะจนเราจมหาย?
“ไม่มีกังวลว่าจะจมหาย กังวลแค่ว่าจะได้ถามไหม แค่นั้นเลย เพราะผมไม่กล้าขัด พอจะถาม เอ้า เขาพูดแล้ว เพราะผมพูดช้านิดนึง พอจะถาม พี่เขาพูดก่อน โอเคผมก็นั่งฟังด้วย อย่างที่บอกก็ยกมือเพื่อจะขอถาม”
เพื่อนร่วมงานช่วยอย่างไรบ้าง?
“เพื่อนร่วมงานแต่ละท่านที่ช่วยกัน คือ ให้กำลังใจ (หัวเราะ) และมีการได้มาพูดคุยกันว่าทำอย่างไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะขอให้เขาเปิดรายการ เพราะผมเปิดจะเป็นรายการคุยการเมือง เดี๋ยวผมต้องฝึกตัวเองอีกนิดนึง ให้เปิดอย่างไรให้มันเอนเตอร์เทนได้”
เริ่มชินกับความแซ่บหรือยัง?
“เริ่มชินกับความแซ่บมากขึ้น อย่างอันแรกที่พี่เขาบอกว่าให้พูดมากขึ้น ให้พูดแทรกได้เลย ซึ่งผมเป็นคนไม่กล้าทำแบบนั้น ซึ่งพี่เขาบอกว่าทำได้เลย ก็เลย เอ๊ะ ไม่รู้จะทำอย่างไร พิธีกรบางท่านจะมีสไตล์ไม่เหมือนกัน หลายท่านส่วนใหญ่ ระหว่างที่เขาพูดแล้วแขกรับเชิญกำลังถาม แล้วเขาก็ส่งสายตาก็รู้เลยว่าส่งสายตาอันนี้คือรอให้ผมพูดต่อ อันนี้รู้เลยว่าเข้าขากัน ซึ่งผมก็ทำประมาณเดียวกัน”
จริงๆ ได้คุยกับดีเจพุฒ พุฒิชัย ด้วยความที่เราสองคนได้มาทำหน้าที่แทนพิธีกรชายคนเดิม มีความกดดันไหม?
“อันนี้ไม่ได้มีการพูดคุยกันเลย คนแรกที่ผมมาซ้อมก่อนที่จะเริ่มอัดจริงๆ ด้วยคือดีเจพุฒ แล้วเข้าขากันมากๆ สไตล์ใกล้เคียงกัน คือพูดไม่ค่อยเร็วเท่าไหร่ พูดช้าๆ ประมาณหนึ่ง”
ก่อนหน้านี้พิธีกรชายก็คือ พีเค ปิยะวัฒน์?
“อันนี้ต้องบอกว่าผมไม่ทราบจริงๆ ครับ แล้วไม่ได้โกหกหรืออะไรด้วย เพราะทุกคนน่าจะทราบว่าผมป่วยไปแล้ว (หัวเราะ) ความจำในอดีตหายไปหมดเลย รายการนี้ก็เลยไม่ทราบด้วย และผมไม่ทราบด้วยว่าก่อนหน้านี้มีพิธีกรท่านไหนบ้าง เลยไม่สามารถตอบได้จริงๆ”
ไม่มีการพูดถึงเกี่ยวกับปัญหาการถอนตัวใดๆ จากรายการ?
“อันนี้ผมไม่ทราบเลยจริงๆ เพราะพิธีกรแต่ละท่านผมยังต้องมาจดชื่อ ว่าพี่คนนี้หน้าตาอย่างนี้ชื่ออะไร เพราะผมลืมหมดเลย หรือแม้กระทั่ง ลืมชื่อพี่ที่เคยถ่ายละครหรือร่วมงานด้วยกัน”

ตอนที่พี่ตูน บอดี้แสลม มารายการพี่ตูนพูดถึงเรื่องการทำพินัยกรรม เอสก็บอกว่าล่าสุดเราก็ทำ?
“อย่าเรียกว่าล่าสุดครับ ตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลเลย ก่อนที่จะผ่าตัด ให้คุณแม่เรียกทนายเลยว่าให้มาทำพินัยกรรม เพราะผมไม่รู้ว่าเครื่องนี้จะอันตรายขนาดไหน แล้วต่อให้ใส่เครื่องนี้ไป ผมไม่รู้ว่าผมจะรอดหรือเปล่า ก็เลยเรียกทนายมาเพื่อเซ็นพินัยกรรมเลย”
อย่างวันนั้นที่ตัดสินใจ ตอนนั้นสติสัมปชัญญะของเอสเริ่มกลับมาแล้วหรือยัง?
“เริ่มกลับมารู้ว่าตัวเองไม่ดี (อธิบายหน่อย?) ผมอาจจะเคยพูดไปหลายๆ ที่ ว่าผมเหมือนเด็กเกิดใหม่ ซึ่งผมเพิ่งมารู้ตัว เพิ่งมาเห็นคลิปวันเกิดเหตุตอนอยู่โรงพยาบาล ว่าผมใช้ชีวิตเหมือนเด็กที่เพิ่งเกิดเลย พูดไม่ได้สักคำ ทุกคนเข้าใจว่าผมพูดภาษาอังกฤษก่อน เพิ่งมาเห็นคลิปว่าผมพูดภาษาอะไรไม่ได้เลยสักภาษา แล้วก็ประมาณ 6-7 วันกว่าจะมาพูดได้ ซึ่งผมพูดภาษาอังกฤษก่อน เพราะฉะนั้นจะวิ่งหนีอย่างเดียว แปรงฟันไม่เป็น อาบน้ำไม่เป็น แต่งตัวไม่เป็น เอายาสระผมมาอาบน้ำ เอายาอาบน้ำมาสระผม ใช้สลับกันหมดเลย โดยที่เข้าใจว่าตัวเองถูกแล้วก็ไปโวยกับญาติ อันนี้ผมเพิ่งมาสำรวจตัวเองว่า โอ้โหสมองมันพัง อันนี้คุณหมอเขาก็ยังงงว่าผมกลับมาแบบนี้ได้ยังไงเลย (ยิ้ม)”

ณ วันนี้เราได้กลับมาดูพินัยกรรมที่เราทำไหม?
“ยังไม่ได้ดูเลย (แล้วเราจำได้ไหมว่าเราทำอะไรในพินัยกรรม?) คือจำได้ว่าเซ็นมอบให้กับภรรยาทั้งหมดเลย (แล้วจำได้ไหมว่าเรามีทรัพย์สินอะไรอยู่บ้าง?) ความยากคือผมจำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง แต่ที่เซ็นว่าอันที่มีอะไรอยู่บ้างคือให้คุณแม่เซ็นเป็นพยานร่วมด้วย ถ้าหลังจากหาข้อมูลได้แล้วก็คือมอบ (ถ้าอย่างนี้ความจำเรากลับมาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว พินัยกรรมนั้นจะสมบูรณ์หรือว่าเป็นโมฆะ?) พินัยกรรมก็ยังเป็นอะไรที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร
(คิดจะกลับไปดูไหมที่เราเขียนลงไป?) คือผมพอจำได้นะว่าเขียน ซึ่งผมคิดอยู่แล้วว่าถ้าสักวันหนึ่งผมไป ก็คงเขียนอะไรประมาณนี้ แต่ยังจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้เพราะว่ามันหลายหน้ามากเลย (จำไม่ได้เลยว่าใครยืมเงินไปบ้าง หุ้นมีเท่าไหร่?) อันนี้จำไม่ได้ครับ (จะกลับไปเปิดดูไหมว่าเรามีสมบัติเท่าไหร่?) อันนี้ยังจำไม่ได้เลยว่าเรามีอะไร อย่างไรบ้าง ซึ่งผมไม่ค่อยยุ่งเรื่องส่วนตัวของคนอื่น เพราะฉะนั้นเรื่องส่วนตัวของผม ก็ไม่ค่อยพูดให้ใครฟัง มีคุณหมอท่านหนึ่ง มาบอกว่าเอสจำได้ไหม ว่าเอสเป็นคนนัดใครไม่เคยเลท เอสจำได้หรือเปล่าว่าวันนั้นเอสมาเลท 10-20 นาที แล้วเอสมาขอโทษหมอ แล้วหมอถามว่าทำไมเลท แล้วผมบอกว่า ผมขอโทษครับผมต้องไปธนาคาร ผมพกเงินสดมาอยู่ แล้วหมอเห็นเอสพกเยอะมากเลยรู้ไหม แล้วเอสจำได้ไหมว่าเก็บไว้ไหน แล้วผมบอกว่าจำไม่ได้ครับ แล้วมีคนอื่นรู้ไหม เดาได้เลยครับว่าไม่มีใครรู้ (หัวเราะ) คือผมเป็นคนชอบพกเงินสด ผมเป็นคนไม่ชอบใช้เงินทางธนาคาร เพราะมันทำให้เราประมาท มันง่ายไง ซึ่งคุณหมอบอกว่าอันนั้นเยอะมากเลยแต่ขออนุญาตไม่พูดนะว่าเท่าไหร่ (หัวเราะ) แล้วภรรยาไม่เคยรู้พาสเวิร์ด ไม่เคยรู้อะไรเลย เป็นความลับที่ผมรู้คนเดียว
(แล้วเคยพกเงินสดเยอะมากสุดเท่าไหร่ก่อนหน้านี้?) ผมเป็นคนพกเงินไม่เยอะ แต่เงินนี้ผมจะเก็บไว้ ซึ่งเป็นผมคนเดียวที่รู้ว่าเก็บไว้ที่ไหน (ซ่อนไว้เหรอ?) ซ่อนไว้ ประเด็นคือมันไว้ที่ไหน ล่าสุดนาฬิกาผมก็เพิ่งหาย อันนี้ก็เป็นนิสัยเสียที่พยายามจะปรับปรุงตัวเอง เพราะผมเป็นคนห่วงความปลอดภัยสูง แล้วผมจะแยกสีของประเภทของใช้ แม้กระทั่งเสื้อสูทผมแบ่งตามประเภท แบ่งตามราคา รวมถึงรองเท้า อันนี้ที่ผมแบ่ง ผมเดาว่าน่าจะไม่ได้อยู่ที่บ้านด้วยซ้ำ อาจจะอยู่ในบ้านหลังอื่น (หัวเราะ) ผมเดาเอาเองนะ (บ้านใคร?) ก็ของครอบครัว เพราะมีบางอันที่ผมไปเจอที่บ้านหลังอื่น ซึ่งผมจำไม่ได้ก็ไม่แปลก แล้วรหัสทุกอันผมตั้งไม่เหมือนกันเลยสักอัน และอันนี้ก็เป็นนิสัยเสียที่มันกลับมา แล้วผมก็รีบแก้เลย ผมก็เลยไม่เอาแล้วเอาให้มันใกล้เคียงกันดีกว่า”

