อรวี ร่ำไห้ เล่าความผูกพันต่อ ชรินทร์ ชื่นชมความสุภาพบุรุษ ที่เป็นดวงตาให้ เพชรา มาตลอด

21.08.24 | 17:33 น.

อรวี สัจจานนท์ ร่ำไห้ เล่าความผูกพันที่มีต่อ ‘ชรินทร์’ ชื่นชมความสุภาพบุรุษ เป็นดวงตาให้ ‘เพชรา’ มาตลอด

หลังจากที่วงการบันเทิงได้สูญเสียบุคคลสำคัญ ผู้เป็นตำนานของวงการเพลงลูกกรุง “ชรินทร์ นันทนาคร” ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง เพลงไทยสากล-ขับร้อง ประจำปี พ.ศ.2541 ที่จากไปอย่างสงบด้วยโรคชรา ในวัย 91 ซึ่งในวันนี้ (21 สิงหาคม) ได้มีพิธีรดน้ำศพ ที่ศาลา 9 วัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนในวงการ นอกวงการ และแฟนเพลงทุกท่าน รวมถึง อรวี สัจจานนท์ นักร้องคู่ขวัญของชรินทร์ ที่เดินทางมาร่วมพิธีรดน้ำศพ ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทั้งน้ำตาถึงการจากไปของชรินทร์ว่า

สิ่งที่อยากจะบอกกับคุณอา คือ ตลอดเวลาที่ทำงานร่วมกับคุณอามากว่า 20 ปี เราก็จะบอกรักอาตลอด เรารักอาตั้งแต่เราเกิดมา พอเราได้ยินเสียงเพลงของคุณอา เราก็ยังหลงรักเพลงเก่า และยังคงร้องเพลงบันทึกวรรณกรรมมาตลอด วันหนึ่งที่คุณอามาอยู่แกรมมี่ ก็ได้มีการทำอัลบั้ม คู่เคียงสำเนียงรักร่วมกัน ซึ่งมีทั้งหมด 48 เพลง และอยู่คอนเสิร์ตคุณอามา 24 ครั้ง ก็มีความผูกพัน และก็บอกรักคุณอามาตลอดอยู่แล้ว ไปเยี่ยมและโทรศัพท์ไปหาอยู่ตลอด คุณอาเป็นคนใจดีมาก ไม่เคยเห็นคุณอาโกรธอะไรเลย และกับคอนเสิร์ต ที่มีเด็กรุ่นใหม่ คุณอาก็เป็นคนที่ยอมรับการทำงานของเด็กรุ่นใหม่

คุณอาไม่ใช่เพียงแค่คนที่ทำงานร่วมกัน แต่คุณอาเป็นญาติผู้ใหญ่ รวมไปถึงคุณอาอี๊ด เพชรา เชาวราษฎร์ ก็เหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ มีการไปเยี่ยม ไปหา และพาไปทานข้าวกันตลอด

Advertisement

เมื่อถามว่าคุณอาเป็นต้นแบบในการเป็นศิลปินให้เราอย่างไร อรวีกล่าวว่า ท่านเป็นนักร้อง เป็นผู้กำกับ เป็นดารา เป็นพระเอก คุณอามีความรับผิดชอบมากๆ คุณอาจะชอบพูดว่าตัวเองมีลูกบ้าเยอะ ซึ่งท่านรักงานมาก กังวลมาก และเป็นห่วงแฟนเพลงที่มาชมว่าจะมีความสุขไหม จะประทับใจไหม เป็นคนที่คิดละเอียด และคุณอาจะชอบพูดว่าดีใจและภูมิใจที่มีเรา เวลาขึ้นคอนเสิร์ต คุณอาก็จะชอบร้องว่า ขาดเธอไม่ได้ หัวใจขอสารภาพ (เพลงใจสารภาพ) ซึ่งเป็นเพลงที่ใช้ร้องเวลาที่อรวีจะออกมา

ตลอดระยะเวลาที่อาป่วย ก็ได้ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ครั้งหนึ่งที่ได้ไปเยี่ยมคุณอา ก็ไปร้องเพลงให้อาฟัง ซึ่งร้องหลายเพลง อาทิ ผู้ชนะสิบทิศ เรือนแพ อาลัยรัก คุณอาก็ดูสดชื่นขึ้น คุณอาก็จะร้องด้วยอาจจะไม่เป็นคำ แต่ก็ร้องด้วย แล้วระยะหลังไปที่โรงพยาบาลตำรวจ คุณอาก็ใช้เครื่องช่วยหายใจ ก็ไม่สามารถร้องได้ คุณอาก็รู้ตัว แต่คุณอาก็ได้รับกำลังใจดี ซึ่งในวันนี้ก็ได้บอกคุณอาว่า รักอา รักตั้งแต่เกิดมาได้ยินเสียงอา เข้ามาทำงานกับอา ก็รักตลอด และก็จะรักตลอดไป (ร้องไห้)

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากจะให้คนรุ่นหลังสานต่อ คือ ตลอดเวลาที่อยู่ตรงนี้ มันยังติดอยู่ในใจตลอดว่า บางทีเราทำงาน เราเห็นคุณอาทุ่มเท แต่ว่ามันคือกำลังใจ อาจจะน้อย แต่พูดเสมอว่า อยากให้คนไทยมีค่านิยมที่รักคนที่สร้างความสุขให้กับเรามาอย่างยาวนาน วันหนึ่งท่านอาจจะชราภาพไปแล้ว แน่นอนว่าการที่เราจะร้องเพลงได้อย่างตอนสาวๆ มันก็ไม่ใช่ อันนี้เป็นความรู้สึกของตัวเราเองที่ว่าคนไทยไม่ค่อยจะมีค่านิยมเชิดชู ดูแล และให้กำลังใจให้กับคนเก่า คนแก่ บางทีมีคอนเสิร์ต คนมาดูไม่เต็มที่นั่ง ศิลปินก็เสียกำลังใจแล้ว และเราก็รู้ว่าคุณอาทุ่มเทมากกับการที่จะทำคอนเสิร์ตในแต่ละครั้ง ก็อยากให้เราเห็นค่าคนที่ยังอยู่ คนที่สร้างความสุขให้เราอย่างยาวนาน ถึงแม้วันนี้เขาอาจจะร้องเพลงไม่ถูกใจเรานัก ด้วยวัย หรืออะไรก็ตาม แต่เราก็ต้องย้อนไปว่าเมื่อก่อนนี้ท่านสร้างความสุขให้เราขนาดไหน อยากให้เราเห็นค่าตรงนั้น

ทั้งนี้ คุณอาห่วงอะไรไหมนั้นก็ไม่สามารถทราบได้ แต่จริงๆ ชีวิตคุณอาเท่าที่ทราบ คุณอาก็มีความสุข ถ้าห่วงก็คิดว่าคุณอาห่วงอาอี๊ด เพราะอาอี๊ดท่านมองไม่เห็น ตอนที่ท่านอยู่ คุณอาก็เป็นดวงตาให้ เป็นกำลังใจ เป็นทุกอย่าง สิ่งนี้แหละที่รักอามาก เพราะนอกจากเป็นศิลปินในดวงใจ เราก็รู้สึกว่าอาเป็นสุภาพบุรุษมาก และคุณอาดูแลอาอี๊ดตลอด รักอาอี๊ด ซึ่งเรามอง เราก็มีความสุข อันนี้เป็นอย่างหนึ่งที่ผูกใจเราไว้ ทำให้เรารักอามากขึ้น ซึ่งเราก็ได้มีการคุยกับอาอี๊ดว่า อาไม่ต้องเหงานะ เดี๋ยวหนูจะโทรหา ไปหาที่บ้าน ซึ่งคุณอาก็ตอบกลับมาว่าขอบคุณ แล้วก็เชื่อว่ามีคนอีกเยอะแยะที่ห่วงอาอี๊ด และก็พร้อมที่จะดูแล อีกทั้งคนไทยก็คิดว่าอาอี๊ดก็เป็นศิลปิน เป็นดาราที่สร้างความสุข ให้กับคนไทยมาอย่างยาวนานเหมือนกัน คิดว่าอะไรที่มีส่วนให้ช่วยดูแลได้ก็น่าจะช่วยกัน