‘แอน ทองประสม’ ยิ้มออก จบคดี 20 ล้าน ได้เพชรชิ้นสุดท้ายคืน พร้อมแชร์เรื่องราวการตามทวง

29.08.24 | 14:10 น.

‘แอน ทองประสม’ ยิ้มออก จบคดี 20 ล้าน ได้เพชรชิ้นสุดท้ายคืน พร้อมแชร์เรื่องราวการตามทวง

หลังจากที่เมื่อวานนี้ นางเอกสาว แอน ทองประสม ได้ขึ้นศาลนัดสืบพยานคดีลักทรัพย์ 20 ล้าน ล่าสุดวันนี้ เจ้าตัวก็ได้โพสต์ข้อความปิดฉากมหากาพย์การตามหาเครื่องเพชรแล้ว ล่าสุดที่งาน “เปิดตัวคอลเล็กชั่น UNIQLO FallWinter 2024” ที่เกษรอัมรินทร์ ก็ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ว่า

“ปิดจ๊อบแล้วค่ะ แอนลุ้นมากค่ะ เมื่อวานนี้แอนไปศาลนัดสืบพยาน ทั้งฝั่งเราและเขามา แอนก็เตรียมสคริปต์ที่ต้องพูดไปแต่ก็ไม่ได้ใช้ เพราะก็มีการสรุปกันได้เร็วกว่านั้น”

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ต้องขึ้นศาล แอนก็เล่าว่ามีความรู้สึกแย่ตั้งแต่วันที่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาเก็บหลักฐานที่คอนโด มาพิมพ์ลายนิ้วมือ เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เคยได้พูดกับสื่อ

“มันเป็นอะไรที่เรารู้สึกมันน่าขมขื่นมาก ทำไมมันถึงเกิดขึ้นกับเรา มันเหมือนในละคร ฉันทำอะไรเนี่ย ณ ตอนนั้นแอนไม่เคยได้บอกเลยว่ารู้สึกอะไร บอกแค่ว่าเหตุการณ์เป็นยังไง แต่วันนี้ก็พอเล่าได้แล้ว”

Advertisement

กับระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา แอนยอมรับว่าความรู้สึกขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา เพราะบางทีก็มีข้อมูลว่าไม่มีทางได้คืน แต่บางครั้งก็มีช่องทางให้ทำได้

“แต่ท้ายสุดแอนโชคดีที่มีผู้ใหญ่ท่านนึงเดินกวักมือเรียกแอน แล้วบอกว่า แอนมานี่หน่อย เล่าให้พี่ฟังหน่อยว่าไปถึงไหนแล้ว แอนบอกเม็ดสุดท้ายนี่ยากสุดเลย แอนคงหมดใจแล้วที่จะตามอาจจะต้องไปจ่ายเงินทั้งหมด เขาก็บอกไม่ต้อง มันมีทางออก ก็เลยมาเริ่มศึกษากัน แอนก็มีผู้ใหญ่ท่านนี้คอยให้คำแนะนำ”

“ที่ตามมาได้ก็หืดสุด เหนื่อยสุดเลย มันเป็นเม็ดใหญ่สุด แล้วมูลค่ามันสูง มันก็ทำให้ทางฝั่งเขาทำใจยากที่จะคืนกลับมา คือคนอาจจะงงว่าแอนเอาคืนมาจากไหน คนที่ขโมยไปเขาได้รับโทษเรียบร้อย แต่แอนต้องไปต่อสู้กับร้านเพชรร้านนี้แหละที่เขารับซื้อไป ซึ่งในแต่ละร้านที่ผ่านมาทุกท่านก็คืนให้ด้วยเงื่อนไขต่างๆ นานา แต่ส่วนใหญ่ก็จะเห็นใจแอนกันหมด มีอันสุดท้ายนี่แหละที่ต้องใช้เวลา”

“อย่างที่แอนบอกว่าแอนไม่ได้อยากเดินทางมาถึงจุดที่ต้องขึ้นศาล อยากเอาเวลาไปใช้ชีวิต ทำมาหากินกันเหมือนเดิม แต่มันตกลงกันไม่ได้เราเลยต้องมาถึงสเต็ปนี้”

ได้เพชรคืนมาแล้ว? “ได้คืนแล้ว เอาจริงๆ แอนก็ยังมีความไม่กล้าใส่อยู่ มันยังกล้าๆ กลัวๆ มันเป็นเรื่องของอีโมชั่นจัดๆ เลย ว่าเราใส่ได้ใช่ไหมเขาเป็นของเราใช่ไหมทำไมมันยากจัง เพราะตอนแอนได้เขามาแอนแทบจะไม่ได้ใช้เขาเลยก็อย่างที่บอกว่าซื้อมาลงทุน”

“เมื่อวานที่นักข่าวจะมาถามแอน แอนก็ไม่รู้ว่าจะตอบอะไรได้เพราะไม่รู้ว่าตอนนั้นจะผิดหวังหรือสมหวัง แต่วันนี้ความรู้สึกมันก็เปลี่ยนและทำให้เรารู้ว่าบางทีการที่เราถูกต้องถ้าเราไม่เตรียมข้อมูลเพียงพอมันก็จะไม่ใช่เป็นฝ่ายเราที่จะได้ไปเช่นกัน”

ในมุมที่สู้มาจนชนะวันนี้ หากจะให้แชร์เรื่องราวเจ้าตัวก็ว่า “คือเราเก็บของต้องมีทั้งใบเซอร์ ทั้งหลักฐานที่เป็นของๆ เรา ถ้าหายไปแล้วในการแจ้งความเราก็ต้องชัดเจนว่าเป็นเจ้าของที่แท้จริง เพราะวันนึงมันจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นของเราจริงหรือไม่”

ส่วนหลังจากนี้กล้าที่จะซื้อทรัพย์สินอะไรใหม่ๆ อีกหรือไม่ นางเอกคนดังก็เผยว่า เรื่องอารมณ์ซื้อก็อาจจะเบาลง แต่มันเป็นเรื่องของการเก็บและไว้วางใจของคนในบ้านเรามากกว่า ท้ายสุดของของเราก็ต้องดูแลให้ดี

“แอนไม่ได้อยากให้ทุกคนหลอนคนใกล้ตัวนะ แต่เราไม่เปิดช่องไม่เปิดโอกาสให้ใครมันก็จะดีกว่า บางทีเขาอาจจะไม่เคยมีนิสัยคิดอยากจะทำแบบนั้น แต่พอเราไปวางโต้งๆ ให้เห็น มันอาจจะหวานเหลือเกินอยากจะหยิบหรืออะไร ซึ่งกับใครมันก็เกิดขึ้นได้ เราก็ไม่ได้อยากทำให้คนๆ นึงต้องมาติดคุกเพราะเรา อย่าได้เกิดกับใครเลย แอนแค่รู้สึกแบบนั้น”

ส่วนเรื่องการซื้อของชิ้นใหม่ๆ นางเอกสาวก็ออกปากว่าคงไม่ซื้อแล้ว พร้อมเล่าโมเมนต์ที่ต้องไปตามหาของตัวเองที่โรงรับจำนำให้ฟังว่า

“แอนเดินเข้าไปบอกอันนี้เป็นของแอน แอนขอดูหน่อยได้ไหม อยากยืนยันว่าของที่คุณรับไปมันเป็นของเรา บางร้านเขาก็เหมือนจะเรียกตำรวจกันไว้กลัวเราจะฉกของเราไปเลยทันที มันเลยทำให้เกิดสัจธรรมว่า ของของเราแต่เราแตะต้องเขาไม่ได้ วันนึงมันถูกเปลี่ยนสถานะ ตรงนั้นมันไม่มีความหมายเลยเรายืนดูแบบไม่สามารถแตะต้องมันได้ในทุกชิ้นที่แอนไป”

“มันเลยทำให้แอนเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้อยากได้อะไรอีกแล้วในตอนนั้น ตอนนี้ก็พอก่อน ทำงาน คือเราไม่ได้ขยาดขนาดนั้นแต่มันไม่ได้ร่ำร้องจะอยากได้ คือถ้าต้องมางานแอนก็ใส่ปกติได้ เพียงแต่ว่าต้องให้เวลาแอนคลายตัวอีกหน่อยนึงเท่านั้นเอง”

ณ วันนี้ แอน ยอมรับว่าสบายใจขึ้นเพราะตอนแรกไม่รู้ว่าจะชนะคดีไหม มีความกลัวที่จะขาดความเคารพความยุติธรรม เพราะชอบมโน ซ้อมความรู้สึกที่จะไม่ได้ ว่าจะรู้สึกยังไง คงจะดาวน์เหมือนโดนเตะซ้ำๆ จนเจ็บ แล้วถ้าหากจะโดนอีกคงไม่ไหว ถ้าความยุติธรรมไม่เกิดขึ้นกับเรา

“ปรากฏว่าความยุติธรรมเกิดจริงๆ เรายังเชื่อมั่นและเรายังมีใจฟูขึ้นมาในการที่จะทำอะไรต่อ ตอนนี้ก็รู้สึกโล่งใจ อย่าขึ้นโรงขึ้นศาลดีที่สุด”