เป็นอีกหนึ่งโปรเจ็กต์ที่น่าสนใจและแปลกใหม่สำหรับวงการเพลงบ้านเรา สำหรับ Malama Collective (มาละมา คอลเล็คทีฟ) กองทุนชุมชนคนดนตรี ไซด์โปรเจ็กต์จาก ฟังใจ ที่ต้องการสร้างทางเลือกใหม่ให้สำหรับวงดนตรีอิสระที่มีความสามารถ มีศักยภาพในการเติบโต แต่ปราศจากเงินทุนได้มีโอกาสมากขึ้น โดยมี พาย-ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริษฐดี และ กัน-กันดิศ ป้านทอง เป็นหัวเรือใหญ่คอยดูแลชุมชน

“ปกติแล้วศิลปินคนหนึ่งจะมีทางเลือกอยู่สองทางใหญ่ๆ หนึ่งคืออยู่ค่าย สองคือเป็นอินดี้” พาย ผู้เปรียบเสมือนครูใหญ่ของชุมชนบอก
“การอยู่ค่ายข้อดีคือมีเงินทุน มีการตลาด พีอาร์ให้ แต่ข้อเสียคืออิสรภาพในการทำเพลงจะลดลง อาจจะต้องทำตามแนวที่ค่ายกำหนดไว้ให้”
ขณะที่ “การเป็นอิสระข้อดีคือมีอิสรภาพในการทำเพลง แต่ข้อเสียคืออาจจะไม่มีเงินทุน แรงโปรโมตผลักดันอาจจะไม่มากพอ แม้ว่าจะมีโซเชียลมีเดียช่วยระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถไปสุดทางได้
“ก็คิดว่ามันน่าจะมีแนวทางที่สามที่อาจจะอยู่ตรงกลางระหว่างตรงนี้
“เลยคิดไอเดียของกองทุนขึ้นมา กองทุนที่วงดนตรีหรือศิลปินที่อยู่ในกลุ่มสามารถจะใช้ไปทำเพลง กู้ยืมไปทำผลงาน แล้วพอมีรายได้กลับมาก็คืนให้กองทุนจนครบ พอครบแล้วก็ค่อยจ่ายเงินเพิ่มเติมเข้ากองทุน เพื่อให้กองทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น และเขาก็จะได้สนับสนุนให้วงอื่นๆ นำเงินไปใช้ได้ด้วย”
กล่าวคือ “ถ้าศิลปินอยากออกอัลบั้ม อยากทำอัลบั้ม ก็มาดูว่ามีต้นทุนเท่าไหร่ จะทำแบบไหน แล้วจะหารายได้กลับมาด้วยวิธีการแบบไหน เราก็จะดูว่าวิธีการของเขาเป็นยังไงบ้าง แล้วก็มาคุยกับศิลปินโดยตรง มาดูความเป็นไปได้น่าจะอยู่ที่ตรงไหน ลดค่าใช้จ่ายตรงไหน คือช่วยกันตัดสินใจ และช่วยกันดูว่าจะหาเงินกลับเข้ามายังไง”
เพราะ “เงินทุนที่ได้จากฟังใจนี้เป็นแค่เงินทุนเริ่มต้น เราก็หวังว่ากิจกรรมของศิลปินทั้งหลายจะช่วยให้กองทุนเติบโตขึ้น” พายอธิบาย
พร้อมทั้งบอกด้วยว่า นอกจากจะให้โอกาสศิลปินที่มีความสามารถได้สร้างผลงานแล้ว ยังต้องการ “สร้างงาน สร้างโอกาส สร้างอาชีพให้คนในชุมชน” ด้วย
“สมาชิกวงดนตรีแต่ละคนก็อาจจะไม่ได้ทำเพลงอย่างเดียว อาจจะมีคนที่ทำบัญชีได้ เป็นผู้จัดการได้ เป็นเออาร์ เป็นซาวด์เอ็นจีเนียร์ได้ ซึ่งความสามารถที่เขามีน่าจะมาช่วยคนในชุมชนได้
“แล้วก็จะมีการสร้างอาชีพให้กับเขาด้วย เพราะว่าชุมชนมาละมามีนโยบายที่จะทำเวิร์กช็อป ฝึกงานเรื่องการเรียนการสอน เพื่อให้ทุกคนมีความรู้ เราหวังว่าวงที่ออกไปจากมาละมา จะมีความรู้สามารถบริหารตัวเองได้”
ซึ่ง “จริงๆ แล้วมันอาจจะกลายเป็นสหกรณ์ในอนาคตก็ได้ สหกรณ์ที่ศิลปินในชุมชนสามารถมีสิทธิมีเสียง ออกความเห็นว่าจะบริหารเงินกันยังไง จะช่วยเหลือกันยังไง แล้วจะแบ่งผลประโยชน์กันได้ยังไงบ้าง”
เล่าอีกว่า ไอเดียนี้เล่าให้ใครฟังก็งง ช่วงแรกๆ เลยคุยกับคนที่เรารู้จัก และมีทัศนคติตรงกัน เพื่อชักชวนมาเข้าชุมชนมาละมา
“ก็ถามว่าเข้าใจไอเดียนี้มั้ย อยากลองมั้ย ชุมชนนี้มันเหมือนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ลองทำไปด้วยกันดูนะ
“น้องๆ ที่เข้ามาเขาก็มีความคิดว่าน่าจะเป็นไอเดียที่ดีกว่าการอยู่อิสระ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันน่าจะดี ทำให้เขาได้รู้จักคนเยอะขึ้นด้วย ทำให้เขากระจายผลงานได้มากขึ้น มีโอกาสทำผลงานได้มากขึ้น แล้วก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
โดยปัจจุบัน มีกลุ่มศิลปินหลากหลายแนว ทั้งฮิพฮอพ ป๊อบ ร็อก รวมทั้งหมด 10 กลุ่มที่อยู่ในชุมชนมาละมา ประกอบด้วย Jelly Rocket, Safeplanet, Mattnimare, Monomania, 23’O, S.O.L.E., Lukpeach, temp., River Rhyme และ Child&Pa

ซึ่ง “ในอนาคตก็คงจะเปิดกว้างมากกว่านี้” เพราะ “ไม่อยากตีกรอบอะไรใดๆ”
“ที่มีตอนนี้คือกรอบของเงินทุน และกรอบของทีมงาน ตอนนี้ทำงานที่ทำงานฟูลไทม์มีแค่สองคน ที่เหลือก็น้องๆ ช่วยกัน หรือหาซัพพอร์ตจากทางฟังใจบ้าง เราก็ค่อยๆ ทำไป เรียนรู้ไป ส่วนสปอนเซอร์ก็ต้องมีทัศนคติตรงกัน เพราะถ้าสปอนเซอร์ที่เข้ามาต้องการกำไรเยอะๆ ก็คงไม่ใช่ เขาต้องมีแนวคิดที่ว่าต้องการช่วยวงการดนตรีไทยอย่างไร แล้วช่วยพวกเราอย่างไรให้วงการมันดีขึ้น
“ถ้าในอนาคตเรามีเงินทุนมากขึ้น เราก็รองรับศิลปินได้มากขึ้น มีคนงานมากขึ้น ก็รองรับจำนวนศิลปินที่มากขึ้นได้เช่นกัน”
ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้จำกัดว่า ศิลปินทุกคนที่มากู้ยืมยืมเงินจากกองทุน ต้องเข้าชุมชนมาละมาทุกคน
“ถ้าเขาต้องการการซัพพอร์ตบางอย่าง ก็อาจจะเป็นแบบนั้น เช่น จ้างพีอาร์ของเราทำสิ่งนี้ไหม หรือว่าดูว่าคนในชุมชนของเราทำงานอะไรได้บ้าง เพราะเราให้ความสำคัญที่ความรับผิดชอบ คือว่าคุณยืมเงินใคร คุณก็ต้องคืน เราแค่ต้องการให้โอกาสเขาสร้างผลงานเพลงอย่างที่เขาต้องการ
“ความมุ่งหวังของมาละมาก็แค่เป็นจุดเริ่มต้นไอเดียที่คนอื่นอาจจะไปทำต่อ แล้วผมว่ามาละมาอาจจะทำได้แค่นิดเดียวก็ได้ แต่ถ้าทุกคนทำร่วมกัน มันจะได้ผลที่ยิ่งใหญ่ต่อประเทศส่วนรวมมากขึ้น เราหวังให้คนเข้าใจเจตนารมณ์และแนวความคิด ว่าสามารถที่จะไปรับใช้ได้นะ จริงๆ แล้วถ้าเขาจะขอมาปรึกษา หรือจะเอาโมเดลไปเลียนแบบก็ยินดี” พายกล่าว
และว่า “อย่างค่ายเบเกอร์รี่ สมัยนั้นยังไม่มีค่ายอินดี้สักเท่าไร แต่พอเบเกอรรี่ประสบความสำเร็จ ทำให้คนเข้าใจว่าเรามาสร้างค่ายของตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ค่ายใหญ่ก็ได้ ทำให้มีค่ายเพลงเกิดขึ้นมาเป็นร้อยค่ายเต็มไปหมด
“เช่นเดียวกัน ผมก็ต้องการให้ไอเดียของการทำชุมชน การทำงานร่วมกัน และไอเดียของสหกรณ์ถูกนำไปใช้ด้วยเช่นกัน
“ถ้าเราสามารถที่จะสร้างแนวคิดนี้ได้ ก็อยากจะให้คนอื่นนำไปใช้ด้วย เพราะจุดมุ่งหมายของการทำมาละมา ไม่ใช่แค่การที่เราต้องต้องดี หรืออยู่คนเดียว แต่มันคือการที่ทำให้ประเทศไทยอุดมไปด้วยดนตรี ทำให้คนที่ทำเพลงที่ดีแต่ไม่มีโอกาสทางด้านการเงิน ไม่มีโอกาสทางด้านสื่อ ได้มีโอกาสมากขึ้น
“พอมีเพลงเยอะขึ้น คนไทยก็จะมีเพลงให้ฟังที่หลากหลายมากขึ้น คนต่างประเทศก็จะสนใจทำให้วงเหล่านี้สามารถไปเล่นที่ต่างประเทศมากขึ้นด้วย เราสามารถที่จะส่งดนตรีเป็นสินค้าส่งออกของประเทศได้ เหมือนที่เกาหลีทำเคป๊อบออกมาเป็นสินค้าส่งออก
“ตอนนี้เราก็พยายามดูแลระบบภายในเราเล็กๆ ก่อน เพื่อจะได้เรียนรู้ไปด้วยว่าทำอย่างนี้ดีไหม ทำอย่างนี้ไม่ดีหรือเปล่า”
ซึ่ง “ผมหวังว่ามันจะไม่ขาดทุนครับ และหวังว่าจะเติบโตไปเรื่อยๆ แล้วเราก็อยากให้นักดนตรี ศิลปินทุกคนที่อยากยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพจริงๆ ได้มีความรู้ ความสามารถในการทำธุรกิจดนตรี เราอยากให้ทุกคนมีประสบการณ์ในการทำงาน”
และสามารถที่จะทำงานในสายอาชีพนี้ได้อย่างยั่งยืน

