‘สันต์ ศรีแก้วหล่อ’ หวัง ‘แม่หยัว’ จะพลิกวิกฤตละครไทย เปิดทางรอดต้องสู้สากลให้ได้

22.10.24 | 13:25 น.

‘สันต์ ศรีแก้วหล่อ’ หวัง ‘แม่หยัว’ จะพลิกวิกฤตละครไทย เปิดทางรอดต้องสู้สากลให้ได้

ส่งซีรีส์ฟอร์มยักษ์ ‘แม่หยัว’ ลงจอออนแอร์ในช่วงที่ทุกคนพูดว่าเป็นวิกฤตของละครไทย เพราะหลายช่องก็ลดการผลิตละครโทรทัศน์ลงไป ล่าสุด เจอหน้า สันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับมากฝีมือ ในงานเปิดตัว ซีรีส์ฟอร์มยักษ์แห่งปี ‘แม่หยัว’ ที่โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ชั้น 8 ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เจ้าตัวก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ พร้อมตั้งความหวังและเปิดทางรอดไว้ว่า

“เราก็ตื่นเต้นเหมือนกันครับว่าออกมาแล้ว สำหรับตัวเองก็ดูหลายรอบแล้วคราวนี้ก็อยากรอฟังคอมเมนต์จากทุกคนว่าได้ดูแล้วเป็นยังไง พวกเราก็ใส่สุดกันไปหมดแล้วทุกคน คราวนี้ก็รอฟังคำวิจารณ์ครับ”

ได้ยินว่าเปิดตัวมาก็แซ่บเลย?
“คือยังไงเราก็ต้อง ตามหลักไสยศาสตร์แล้วเราต้องตีหัวเข้าบ้านอยู่แล้วเพราะฉะนั้น ยังไงอีพีแรก เราต้องเอาให้อยู่อยู่แล้ว หน้าที่ของอีพีแรกคือเอาคนให้อยู่ดูต่อกับเราไปให้ได้เพราะฉะนั้นก็เลยทำไปด้วยความเชื่อที่ว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น”

ความยากในการทำเรื่องนี้คืออะไร?
“รายละเอียดมันเยอะมั้งครับ รายละเอียดในทุกๆ อย่างเสื้อผ้าหน้าผม เซตฉากวิถีชีวิต แมนเนอร์ของแต่ละคนอากัปกิริยา ทุกอย่างมันมีรายละเอียดแล้วมันเป็นเรื่องในรั้วในวังด้วย แล้วเราก็ไม่ได้เกิดมาแบบนั้นซะด้วย (หัวเราะ) ก็ต้องศึกษารีเสิร์ชหาคนที่มีความรู้มาช่วยครับ”

Advertisement

เป็นเรื่องในประวัติศาสตร์ด้วยมีความกังวลอะไรไหม?
“คืออย่างที่พี่ลักษณ์ (ศิริลักษณ์ ศรีสุคนธ์) เคยให้สัมภาษณ์ตอนจุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์เราคิดจากช่องว่างของตัวประวัติศาสตร์ที่บางอย่างมันเป็นการตีความเอาเองของผู้ถูกบันทึก บางอย่างประวัติศาสตร์ ถูกเขียนหลังจากเกิดมาแล้วประมาณ 80 ปี 100 ปี เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ใครเขียนก็เป็นทัศนคติของคนนั้น แล้วเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงในประวัติศาสตร์มันถูกบันทึกไว้น้อยมากตามสภาพสังคมของไทยเพราะฉะนั้นไทม์ไลน์มันอาจจะตรงกันแต่ในรายละเอียดพบว่ามันอยู่ที่การตีความของผู้เล่าในแต่ละคนครับ”

มันได้รับการขยายความออกมายังไง?
“ในแง่ของตัวละครมันจะมีความเป็นมนุษย์กันมากขึ้นทุกคน มันจะมีทั้งด้านดีด้านร้าย ทุกคนจะเทาๆ มีความต้องการที่ไม่เชิงอุดมคติซะทีเดียวต้องการแบบมนุษย์กันอย่างชัดเจน และมีด้านมืดกันอย่างชัดเจนเพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นละครพีเรียดดราม่าแบบค่อนข้างจะสมจริงสมจังและค่อนข้างจะเข้าไปเล่าน้ำเนื้อข้างในของตัวละครของแต่ละคนอย่างเยอะๆ ครับ”

เรียกว่าตีแผ่เนื้อแท้ของมนุษย์?
“เราหยิบเอาเรื่องนี้มาเล่าแล้วคิดว่าจากประวัติศาสตร์ที่มันมีการหักกันไปหักกันมาอยู่ตลอด 400 กว่าปีอย่างไร เสียผมเชื่อว่ามันมีความรู้สึกของมนุษย์แบบนี้เกิดขึ้นในการหักกันไปหักกันมาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพอเอามาทำเป็นซีรีส์แล้วเราเข้าไปเล่าในใจของแต่ละตัวละครได้มันก็ทำให้ ซีรีส์มันมีความเข้มข้นและน่าติดตามครับ”

เมื่อกี้บอกว่าได้ดูมาหลายรอบแล้วถ้ามองในฐานะคนดูได้อะไรจากซีรีส์เรื่องนี้?
“ในแง่การให้ความรู้ข้อมูลเราขอไม่พูดถึงเพราะว่าพบว่ามันเป็นการตีความของคนทำอย่างหนึ่ง แต่ว่าอย่างหนึ่งที่คนดูจะได้รับรู้แน่ๆ เลยผมรู้สึกว่าคนดูน่าจะได้รับรู้ว่าละครโทรทัศน์ดีๆ มันยังมีอยู่ มันเกิดขึ้นได้จากพวกเราทุกคนทุกภาคส่วนทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังคนดูน่าจะได้รู้ว่าพวกเรากำลังสู้กับคำว่าวิกฤตละครโทรทัศน์อยู่และผมเชื่อว่า มันเป็นทางรอดเดียวจริงๆ ที่จะทำให้วิกฤตนี้มันรอด เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่เราต้องแข่งกับมาตรฐานสากลให้ได้เราต้องแข่งกับความไม่ชอบหรือความแอนตี้และละครโทรทัศน์ให้ได้ ซึ่งถ้าเกิดเราแข่งได้เราสู้ได้พบว่าเราก็จะมีโอกาสรอด”

มองว่า ‘แม่หยัว’ จะกอบกู้วิกฤตละครในตอนนี้ได้?
“ไม่ทราบครับ ไม่ทราบว่าจะทำได้หรือไม่แต่ทำจากความตั้งใจนั้น”

เราทุ่มเทมาก?
“เป็นละคร 10 ตอนที่เราเหนื่อยมากถ้าเทียบกับละคร 20 กว่าตอน 50 อีพีที่เคยทำมายังไม่เคยรู้สึกว่าเหนื่อยเท่านี้ แต่เรื่องนี้เหนื่อยมากจริงๆ ไม่ใช่แค่ผมนะทุกคนเหนื่อยกันหมด ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ถ้าไปเห็นสภาพทีมงานของเราทุกแผนกคือคิวท้ายๆ เอามาแต่กายหยาบ กายอยู่ไหน ทุกฝ่ายเป็นแบบนั้น แต่ผมเชื่อว่าเรามีเป้าหมายเดียวกันมาเลยทำให้ลุยกันต่อไปได้”