‘ไมค์ พิรัชต์’ แจงปมโพสต์เดือด ลั่นดาราไม่ใช่ขยะของสังคม ด่ามาด่ากลับไม่โกง
จากกรณีศิลปินชื่อดัง ไมค์ พิรัชต์ ได้ลุกขึ้นมาโพสต์เดือดบนทวิตเตอร์ (เอ็กซ์) ด้วยประโยคสุดแซ่บว่า “ดูดีจังเลยนะ สร้างภาพเก่งสุดแล้วทำคนอื่นโดนด่า เหยียบคนอื่นให้ตัวเองสูงขึ้นแต่ก็สูงได้แค่นั้นแหละ รู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร จะตั้งใจหรือคึกนึกสนุกโดยไม่ใช้สมองคิดก็ให้มันพอดีนะ”
งานนี้ทำเอาหลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมโยงกันไปต่างๆ นานา
ล่าสุดไมค์ มาร่วมงานกาล่าดินเนอร์สุดยิ่งใหญ่ ในงาน “A NIGHT OF STELLA HORNERS – AESLA AWARDS 2024” ณ โรงแรม Capella Bangkok Hotel ก็ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ พร้อมเล่าโมเมนต์ที่ได้เป็นแขกรับเชิญในงานแฟนมีตของน้องหมีเนยให้ฟังว่า

ไปขึ้นคอนเสิร์ตกับน้องหมีเนยเป็นไงบ้าง?
“ชอบน้องหมีเนยมากเลย ผมรักน้องหมีเนย”
ไปโดนตกที่งานใช่ไหม?
“จริงๆ ผมจะชอบไปเดินที่แถวๆ เอ็มสเฟียร์ อยู่แล้วก็จะเห็นบ้าง แต่ผมก็จะใส่หน้ากากใส่หมวกด้วย แล้วก็จะเห็นว่าคนเยอะจังเลยทำอะไรกัน แล้วก็เห็นว่าน้องเต้นหรือน้องทำอะไร ก็โอ้ น่ารักดี พอได้ไปสบตากับน้อง”
คุยกันภาษาอะไร?
“เกาหลีครับ (ยิ้ม)”
สื่อสารยังไง?
“ก็จะมีภาษามือด้วยแล้วก็พูดเป็นเสียงด้วย ซึ่งก็เข้าใจในสิ่งที่น้องสื่อสาร คือน้องเขาก็ใช้ภาษามือ เราก็จะมีขอบคุณนะ แล้วก็ตกใจนิดนึงตอนแรกกะว่าจะแซวขำๆ พูดเป็นภาษาเกาหลีใส่น้องเขา แต่เขาตอบกลับได้ ผมก็เลย เอ้า น้องเขาเข้าใจภาษาเกาหลี”

พูดว่าอะไร?
“หิวไหม แล้วก็ชวนไปกินข้าวกัน แล้วน้องเขาก็ทำมือสัญญา ถ้าสมมุติเห็นผมไปกินข้าวกับน้องเนยไม่ต้องตกใจนะครับเราเป็นเพื่อนกันจริงๆ ครับ (ยิ้ม)”
จริงๆ ถ้าไปกินข้าวกับน้องคิดว่าเราจะพาน้องไปกินร้านอาหารไหน หรือคิดว่าอาหารไหนเหมาะกับน้อง?
“ผมก็คิดหนักเหมือนกัน (หัวเราะ) ว่าผมจะให้เขากินยังไง”
คิดว่าเมนูไหนเหมาะกับน้อง?
“ก็อาจจะให้กินทุเรียน ต่อจากทุเรียนก็อาจจะมีกลิ่นแรงนิดนึงก็เป็นช็อกโกแลตแล้วกัน”
พาน้องไปในฐานะอะไร?
“ผมชัดเจนนะครับ ผมลงทวิตเตอร์แล้วว่าผมเป็นหมีไมค์ ผมเอาที่มัดหัวมาผูก แล้วผมเป็นพี่ชายของหมีเนยอีกทีนึง เคลียร์สถานะกันเรียบร้อยแล้วเราไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆ ครับ (ทำหน้าเศร้า)”
ที่เขานั่งเบียดแล้วเราตกเก้าอี้ในคอนเสิร์ต?
“เราก็ซ้อมกันมาก่อนอยู่แล้ว”

ตอนซ้อมเราตกไหม?
“ตอนซ้อมเขาก็ไม่ได้เบียดเราขนาดนี้ (ยิ้ม) ตอนซ้อมก็คือเบียดแบบน่ารัก คิ้วท์ๆ แต่แสดงจริงกับตอนซ้อมมันก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว มันอยู่ที่ฟิลลิ่งตอนนั้น ฟิลลิ่งมันได้”
ไปแย่งรถน้องเขานั่งใช่ไหม?
“ไม่ได้แย่งผมนั่งอยู่ก่อนแล้ว จริงๆ ที่ผมขับนอกประตูไปคือรถมันเลี้ยวไม่ได้ก็เลยต้องกลับรถข้างนอกก่อน แต่สิ่งที่น้องเห็นเหมือนผมไปแย่งของน้อง ซึ่งผมไม่ได้แย่งรถน้องเลย ผมก็ไปกลับรถเฉยๆ แล้วเอากลับมาให้น้องนั่ง”
สิ่งที่เราโพสต์มันคืออะไรหลายคนตกใจ เพราะเราไม่เคยทำ?
“วันนั้นพิมพ์-โพสต์อย่างเร่งรีบ วันนั้นกำลังจะขึ้นไปรันทรูแล้ว ด้วยความที่เห็นข้อความต่างๆ อารมณ์ตอนนั้นมันมาก็เลยพิมพ์ไป เรายังไม่ได้อ่านให้ครบถี่ถ้วนด้วยซ้ำ แต่ว่าเรื่องพวกนี้เราก็เคลียร์ไปแล้ว และมันเป็นเรื่องเก่าไม่อยากเอามาเล่าใหม่”
แล้วตอนนั้นมันเสียความรู้สึกยังไง เราถึงต้องระบายมันออกมา?
“จริงๆ มันหลายเรื่อง แล้วเราก็โดนมานานแล้ว เรียกว่าเป็นหลักปีดีกว่า แล้วเราก็เมินมาตลอด โดนบูลลี่เราก็ปล่อยไป จนวันหนึ่งเรารู้สึกว่าดาราก็ไม่ใช่ขยะของสังคมที่ทุกคนจะโยนอะไรใส่เราก็ได้ จะเอามีดมาทิ่มใส่เราก็ได้ จะทำอะไรก็ได้ เราก็มีสิทธิของเราที่เราจะต้องตอบโต้หรือสู้กลับ ดาราหลายๆ คนก็ออกมาสู้เพื่อสิทธิของตัวเองเหมือนกัน ใช่อยู่ที่เราเป็นคนของประชาชน แต่เราไม่ใช่ขยะของประชาชน เราคือคนของประชาชนที่เราเอนเตอร์เทนพวกคุณ เราไม่ได้เป็นคนที่มานั่งให้พวกคุณมาด่าทอ หรือต่อว่า หรือมาบูลลี่ ขนาดคนปกติธรรมดาโดนบูลลี่เขายังมีคนออกมาปกป้องเลย อันนี้เราโดนบูลลี่เราก็ต้องเอามาสู้ของเราเหมือนกัน”

อย่างคอมเมนต์หรือข้อความไหนที่อ่านแล้วรู้สึกว่ามันรุกล้ำความเป็นส่วนตัว?
“จริงๆ เยอะ แต่ไม่อยากพูด เพราะเรื่องมันก็จบไปแล้ว ตอนนี้ก็คือตัดสินใจไปแล้ว เพื่อนๆ ผมก็บอกว่าไม่ต้องไปสนใจหรอกคำพูดของคนพวกนี้ ชีวิตเขามันไม่มีอะไรดี เขาก็เลยอยากดึงเราไปอยู่กับเขา เราก็อย่าไปอยู่กับเขาตรงนั้น เราอยู่ในที่ของเราดีแล้ว”
เราจะมีการฟ้องให้เห็นเป็นตัวอย่างไหม?
“เสียเวลา ไม่ฟ้องหรอกครับ หรือว่าฟ้องดี”
มีคนแนะนำไหม?
“ก็มีคนบอกว่าฟ้องเลย แต่ผมก็แค่ทุกวันนี้งานก็ยุ่งจะตายอยู่แล้ว ไปฟ้องก็ต้องจ้างทนายอีก วุ่นวายอีก ก็ต้องเสียเงินอีก ก็เลยช่างมันเถอะ”
อย่างพอประโยคนี้มันขึ้นมาทุกคนก็โยงไปเรื่องของอังอัง?
“เอาจริงๆ ผมไม่รู้ว่าไปโยงได้ไง คือทุกวันนี้บางเรื่องไม่เกี่ยวกับผมเลย หรือบางเรื่องไม่เกี่ยวกับคนนี้ก็ไปโยงได้ คือผมคิดว่าการเสพสื่อในอินเตอร์เน็ต หรืออะไรต่างๆ นานา เสพอย่างมีสติแล้วก็อย่าอินจนเกินไป เพราะเราไม่รู้เลยว่าเบื้องลึกเบื้องหลังไม่ว่าจะเป็นคู่จิ้นนั้น คู่จิ้นนี้ คู่จิ้นนู้น เบื้องลึกเบื้องหลังเขาเป็นยังไง มโนได้แต่อยู่ในพื้นที่ของตัวเองพอ อย่าไปรุกล้ำพื้นที่ของคนอื่นเขา”
พอไปโยงถึงอันนั้นเสร็จมันก็ไปโยงถึง? แน็ก-กามิน ตอนนั้นมีข่าวพอดี?
“ไม่เกี่ยวเลย เอาจริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้ดูข่าวของพวกเขาด้วย ผมไม่รู้ข่าวสารของชาวบ้านคนอื่นเลย ผมรู้แต่ของตัวเอง แค่เช็ก #ไมค์พิรัชต์ ผมก็ดูถึงเช้าแล้ว (ยิ้ม)”
ไมค์กับอังอังคือยังไงกัน ที่เราไลฟ์คู่กันในติ๊กต็อก?
“มันก็คือไลฟ์ไงครับ ไลฟ์กันเฉยๆ”
แล้วคนก็จะไปโยงกัน แล้วก็มีจินรถแห่ และฮาน่าเข้ามาอีก
“เดี๋ยวผมไปไลฟ์กับคนนู้น ก็จับผมไปจิ้นกับคนนู้น เดี๋ยวก็มีคนนู้น คนนี้ คนนั้นเพิ่มมาเรื่อยๆ ผมก็เลยพักไลฟ์ประมาณ 1 อาทิตย์แล้ว (เหมือนดีท็อกซ์) ใช่ ผมก็ดีท็อกซ์ตัวเองไปเลย เดี๋ยวค่อยกลับมาใหม่ คืนนี้แหละ เดี๋ยวกลับมาไลฟ์”
ที่หายไปไม่ไลฟ์ มันโอเคขึ้นกับชีวิตเราไหม?
“พอไม่ไลฟ์ก็ดีครับผมก็บินไปจีนมา ไปคุยงานนู้นนี่นั่นต่างๆ นานา จริงๆ ก็แอบเป็นผลดีเหมือนกันนะ แต่ตอนนี้ผมยังไม่บอกว่าผมมีโปรเจกต์อะไร เพราะมันยังไม่เกิด ถ้ามันยังไม่เกิดก็อย่าเพิ่งบอกดีกว่าแต่มันเป็นผลดี เพราะว่าเกิดเรื่องไม่ดี 1 เรื่อง ทำให้เราบินไปต่างประเทศทำให้มีโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้น มันก็ดีกับตัวเรา ซึ่งผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องไม่ดีหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งตอนนี้ก็พร้อมที่จะกลับมาไลฟ์อีกครั้งหนึ่ง แต่อาจจะแล้วแต่ฟิลแล้วกัน เอาความสะดวกสบายใจของตัวเองดีที่สุด”
แต่ตอนนี้สบายใจแล้วที่ไม่ได้เสพ คอมเมนต์ที่ผ่านมา
“ก็ไม่ได้เสพคอมเมนต์แล้วครับ แค่ด่ากลับนิดหน่อย (หัวเราะ)”
ไมค์จะสู้แล้ว?
“ก็ถ้าอันไหนดูแล้วรู้สึกว่าอารมณ์อยากจะด่า ก็จัดมาสิ ทำไมเราเป็นดาราแล้วต้องอยู่เฉยๆ แล้วคนมาบอกว่าคุณมาด่าแฟนคลับแบบนี้คุณไม่เป็นมืออาชีพ แต่การที่ด่ากลับมันคือเราไม่เป็นมืออาชีพเหรอ? ก็ไม่ใช่ เดี๋ยวนี้การเป็นมืออาชีพ คือการที่เราต้องยืนรอรับคำบูลลี่ของคุณเหรอ? มันก็ไม่ใช่ ผมก็เลยคิดว่าด่ามาด่ากลับไม่โกง เราคนไทย บางคนที่มาว่าเราก็ไม่ใช่แฟนคลับเราอยู่แล้ว มันก็เหมือนคนในอินเตอร์เน็ตทั่วไป”
ไมค์จะไม่เป็นเหยื่อของใครอีกต่อไป?
“ไม่เป็นเหยื่อครับผม เป็นผู้ล่าตอนนี้”


