“ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” จากวรรณกรรมซีไรต์สู่ภาพยนตร์

14.03.17 | 16:29 น.

ด้วยความสละสลวยทางภาษา ประกอบกับเนื้อเรื่องที่มีความร่วมสมัยและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังกระทบทางอารมณ์ ส่งผลให้ ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ของ วีรพร นิติประภา ชนะรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (Southeast Asian Writers Award) หรือ รางวัลซีไรต์ (S.E.A. Write) ประจำปี 2558

และเพราะสุนทรียภาพทางภาษาที่ยังคงตราตรึงใจ ดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกชื่อดัง จึงหยิบวรรณกรรมชิ้นนี้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยได้ คงเดช จาตุรันต์รัศมี มานั่งแท่นผู้เขียนบท และ ต้อม – เป็นเอก รัตนเรือง รับหน้าที่กำกับ รังสรรค์ผลงานจากตัวอักษรให้มีชีวิต

วีรพร - คงเดช - ดวงฤทธิ์ - เป็นเอก
วีรพร – คงเดช – ดวงฤทธิ์ – เป็นเอก

ซึ่งเรื่องนี้ คงเดช ยอมรับว่า “ไม่ง่ายเลย” ที่จะดัดแปลงนิยายที่มีความโดดเด่นเรื่องภาษามาเป็นภาพยนตร์

“อ่านเสร็จแล้วเราก็ก่ายหน้าผาก เพราะพี่แหม่มใช้ภาษาในการพาคนอ่านเยอะมาก แกลงรายละเอียดเยอะ อย่างสีของแสงไฟ สีของใบไม้เยอะมาก ซึ่งพอเราอ่านจบเรารู้สึกว่าหนังสือมันอารมณ์ท่วม”

“จนต้องบอกตัวเองว่าเดี๋ยวใจเย็นก่อนนะ เราต้องมาแยกเป็นชิ้นๆ ว่าเรื่องมันมีอะไรยังไงบ้าง อะไรที่เราคิดว่าไม่จำเป็นเราก็ต้องเอาออกไป หรือบางครั้งเราก็ต้องเขียนเพิ่มเข้าไปเพื่อให้มีฉากที่จะบอกว่าทำไมตัวละครตัวนี้ถึงทำแบบนี้” คงเดช เล่า

Advertisement

ดังนั้น การเขียนบทครั้งนี้จึงปรับเปลี่ยนจากต้นฉบับไปมากพอสมควร ด้วยการตีความใหม่ผ่านมุมมองของผู้ชาย

“ในหนังสือมันเป็นชารียามากๆ มันผู้หญิงมากๆ ดังนั้นพี่แหม่มเขาเลยให้เวลากับสีของแสงไฟ หรือดอกไม้ อะไรทั้งหลาย เราเลยตกลงกันว่าเราจะเล่าแบบปราณกัน เพราะมันเป็นตัวละครที่ในฐานะผู้ชายเราเข้าใจกันทั้งคู่”

ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทิ้งสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ “มันมีหนังสือต้นฉบับอยู่แล้ว มันมีสารที่คนเขียนต้องการส่งอยู่แล้ว และเราก็พยายามเก็บความรู้สึกของมันเอาไว้” คงเดช บอก

แล้วว่า “เราพยายามเก็บว่าพี่แหม่มเขาพยายามจะพูดอะไรออกมา แล้วเราอยากให้สิ่งนั้นมันยังอยู่ในตัวละครทุกตัว แต่มันจะเปลี่ยนในแง่ของรูปธรรม มันจะเป็นยังไงก็ได้”

ดังนั้น “พอหนังมันพัฒนาไปเรื่อยๆ ชารียาก็ต้องการพื้นที่ของมัน ชารียาก็เริ่มกลับมาเองโดยอัตโนมัติ”

120450156
“มันต้องแตกต่างอยู่แล้ว” เป็นเอก กล่าวเสริม

“อย่างที่บอกหนังสือเล่มนี้มันพาเราไปได้เรื่อยๆ ความสนุกของมันส่วนใหญ่ มาจากความสลวยทางภาษาเขาเลย ซึ่งพอเป็นหนังมันไม่มี หนังมันต้องการการกระทำให้เรื่องเดิน ตัวละครต้องทำอะไร ต้องตอบกลับยังไง ซึ่งตรงนี้มันจะไม่เหมือนหนังสือละ”

ยิ่งเนื้อเรื่องเป็นโศกนาฏกรรมของรักสามเศร้า “ถ้าทำตามหนังสือนะ มันจะเป็นหนังที่มีความยาวประมาณ 5 ชั่วโมงนะ แล้วก็จะเป็นคนนั่งซึมๆ กันเยอะ นั่งคิดกันเยอะ ซึ่งมันไม่ได้”

ในฐานะผู้กำกับยอมรับว่า “กดดัน” แต่ “ไม่ได้กดดันเพราะเราต้องทำหนังจากหนังสือที่ได้รางวัลซีไรต์ ไม่ใช่”

“ความกดดดันมันมาจากการที่เราคิดว่าเราจะทำมันออกมาได้ดีหรือเปล่า มันเป็นความกดดันตรงนี้ การทำหนังมันยากนะ จริงๆ ความกดดันมาจากตัวเราเอง ว่ามันจะออกมาดีมั้ย”

“แต่มันคงเป็นธรรมชาติของคนที่ทำงานแบบนี้ เพราะมันควบคุมไม่ได้ หนังมันเป็นเหมือนสัตว์ไม่เชื่องอะ ประสบการณ์เยอะแค่ไหน พอเริ่มเรื่องใหม่ ก็สตาร์ทใหม่ แล้วประสบการณ์ที่มีมันก็ใช้ไม่ได้เลย โจทย์มันใหม่ตลอด ความกดดันมันมีมาจากตรงนั้นมากกว่า” เป็นเอก อธิบาย

พร้อมทั้งบอกอีกว่า สิ่งที่ยากกว่าการเล่าเรื่องจากหนังสือภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา คือการทำอย่างไรให้คนลืมไม่ลง

“ความสำคัญของการทำหนังส่วนมากไม่ใช่แค่ช่วงที่ดูนะ ช่วงที่ดูก็มีความสำคัญว่าเราต้องพาคนดูไปให้ได้ แต่ช่วงที่สำคัญกว่าคือเมื่อคนดูกลับบ้านไปแล้ว มันควรจะยังรบกวนเขาอยู่ มันจะทำให้หนังเรื่องนึงเกินการเป็นแค่ความบันเทิง”

ซึ่งก็คาดหวังว่าจะทำอย่างนั้นได้

ต้อม เป็นเอก รัตนเรือง ผกก.

ส่วนเรื่องการนำภาพยนตร์ไปฉายต่างประเทศก่อนนั้น “พูดจริงๆ มันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย” เขาว่า

“เพราะหนังไทยในเมืองนอกขายยากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่หนังผมเองที่ขายเมืองนอกเป็นหลัก มันก็ขายยากขึ้นเรื่อยๆ นะ”

แต่ที่เป็นแบบนั้น “อาจจะเป็นเพราะที่ผ่านมาหนังผมมันเป็นอย่างนั้น เวลาทำหนังเสร็จปั๊บมันก็ต้องไปเทศกาลหนังก่อน แล้วถึงจะมาฉายในเมืองไทย เพราะอย่าลืมว่าหนังเราไม่ได้มีเงินโปรโมทมากมาย เพราะฉะนั้นการที่เราไปเทศกาลหนังก่อน เกิดมันมีรีวิวที่ดี เกิดมันไปได้รางวัลอะไร หรือมันไปเทศกาลหนังที่ดีได้ โอกาสที่มันจะมาทำเป็นข่าว การโปรโมทมันก็ตามมา”

แต่ “ดวงฤทธิ์เขามีวิธีการว่าเขาจะไม่โปรโมทหนัง เขาจะทำหนังตัวนี้ให้เป็นอีกแบบนึง ที่ไม่ใช่สินค้า แต่เป็นงานศิลปะ หมายความว่าคนดูกับคนทำไปด้วยกันเรื่อยๆ ระหว่างทางเขาจะมีการบอกเล่า”

“ดวงฤทธิ์เขามีความคิดว่าคนดูกับหนังมันจะเป็นคอมมูนิตี้เดียวกัน เขามีความหวังว่าเขาอยากทำแบบนั้น ซึ่งอันนี้น่าสนใจว่ามันจะสำเร็จไหม”

“เราไม่มีสิบล้าน ยี่สิบล้านเพื่อโปรโมท แต่เราจะสร้างให้คนผูกพันกับหนังไปเรื่อยๆ ซึ่งมันไม่ได้การันตีความสำเร็จนะ แต่เราว่ามันน่าสนใจ”

“เพราะฉะนั้นดีนะที่จะลองวิธีนะ อย่าเรียกว่าโปรโมทเลย เรียกว่าวิธีการที่จะพาหนังกับคนดูไปด้วยกัน แล้ววันนึงไปเจอกันในโรงให้ครบแสนคน ผมว่ามันน่าสนใจ”

ที่สำคัญ “เราจะกลับไปทำหนังให้เป็นหนังจริงๆ ไม่ต้องมีไทอินโฆษณา ไม่ต้องมีหมากฝรั่งมาวางอยู่บนโต๊ะ ไม่จำเป็นว่าคนนี้ต้องใส่รองเท้ายี่ห้อนนี้แล้วก็ยกขึ้นมาให้เห็นโลโก้”

เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสความเป็น “ภาพยนตร์” แบบครบทุกอรรถรส