หน้าแรก บันเทิง คนที่ใช่ไม่ต้...

คนที่ใช่ไม่ต้องรอ หมิง ชาลิสา ควง อรรถ วิวาห์หวาน เจ้าบ่าวตามใจฝ่ายหญิง จะทำงานหรือเป็นแม่บ้านก็ได้

16.01.25 | 21:50 น.

คนที่ใช่ไม่ต้องรอเวลา หมิง ชาลิสา ควงเจ้าบ่าวนักธุรกิจ เข้าประตูวิวาห์ ฝ่ายชายยอมรับจีบหวังผลชวนไปอยู่อุดรฯ

อดีตนางสาวไทย หมิง จิรกิติยา (ชาลิสา) บุญครองทรัพย์ ควงเจ้าบ่าวนักธุรกิจหนุ่ม อรรถ วิสุทธิ์ รังษิณาภรณ์ เข้าพิธีวิวาห์สุดชื่นมื่น ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ในวันนี้ (16 มกราคม) ท่ามกลางความยินดีของครอบครัวทั้งสองฝ่าย ญาติมิตร เพื่อนสนิททั้งในและนอกวงการ

คู่บ่าวสาว “หมิง-อรรถ” ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเส้นทางความรัก หลังคบหาดูใจ 1 ปี เจ้าบ่าวเผยประทับใจตั้งแต่แรกเห็น พุ่งจีบหวังผลชวนไปอยู่อุดรฯ แพลนมีทายาททันที

จุดเริ่มต้นเส้นทางความรักทั้งคู่?
หมิง : ถามว่ารู้จักกันได้ยังไง พอดี พี่อุ๋ย อาทิตยา ภรรยาของ พี่ดู๋ สัญญา เขาสนิทกับทั้งหมิงและพี่อรรถ เหมือนเขาเห็นเราทั้งสองคนโสดแล้วเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ แล้ววันนั้นพี่อุ๋ยไปงานกฐินที่จังหวัดอุดรธานี

อรรถ : ปกติผมอยู่ที่อุดรฯ แล้วพี่อุ๋ยไปกฐินพอดี ก็โทรมาว่ายังโสดอยู่ไหม มีคนจะแนะนำให้รู้จัก (ยิ้ม) หลังจากนั้นก็ได้ไปเจอพี่อุ๋ย แล้วก็มาเจอกับน้องหมิงที่กรุงเทพฯ ตอนแรกก็ไปนั่งรอ เขามาทีหลัง ใส่ชุดสีชมพูมา สวยมากเลยครับ ก็ชอบตั้งแต่วันนั้นเลยครับ ถามว่าทราบไหมว่าน้องเป็นดารา เป็นนางงาม ก็ทราบครับ เพราะพี่อุ๋ยเขาบอกก่อนแล้วว่าเป็นนางสาวไทย แล้วก็ชอบทำบุญ เลยมีโอกาสได้มาเจอกันครับ ประโยคแรกที่คุยกันก็ถามเขาเลยว่าอยู่อุดรฯได้ใช่ไหมครับ (ยิ้ม)

Advertisement

หมิง : ไม่ แต่หมิงไม่ได้คิดอะไรเลย เพราะหมิงเป็นคนชอบเที่ยว ตอบแบบติดตลกว่าได้พี่ หนูชอบเที่ยว ไปอุดรฯบ่อยมากเลย ไปไหว้พระ แล้วเขาก็เอาคำตอบนี้เก็บอยู่ในใจ เป็นเหตุผลว่าโอเค พุ่งเลย เพราะหมิงอยู่อุดรฯได้ พอมาจีบและเริ่มคบกันเขาก็ถามว่าถ้าจะมาอยู่อุดรฯจะยังไง ตอนแรกเราก็ตกใจว่าใครมาอยู่อุดรฯ เขาก็บอกว่าหมิงไง หมิงตอบเองว่าอยู่อุดรฯได้ หมิงก็บอกว่าวันนั้นหมิงตอบเล่น (หัวเราะ)

อรรถ : เราคิดไปแล้วว่าคำแรกที่เขาพูดคือความจริง คำถามนั้นเราหวังผลเลยครับ ถ้าแต่งกันก็ไปอยู่ที่อุดรฯ

หมิง : หมิงไม่รู้เลยว่าพี่เขาคิดไปไกล ตอนที่เขาพูดปุ๊บ หมิงก็บอกว่าตอนนั้นพูดเล่นนะ นึกว่าพี่คุยเล่น ใครจะคิดว่าวันแรกที่เราเจอกันมันจะเป็นคำถามที่จริงจัง เขาจะคิดไปถึงอนาคต

ประทับใจตอนไหน ถึงตกลงคบกัน?
หมิง : จริงๆ ต้องบอกว่าเขาเป็นคนที่เข้ามาแบบไม่ได้คาดฝัน เรามีอะไรที่ไม่เข้ากันบางอย่าง แต่พอเราได้รู้จักตัวตนเขา ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นใครตื่น 7 โมงเช้าตลอด เขาเป็นคนขยันมาก นอนเที่ยงคืน ตื่น 7 โมงเช้าทุกวัน เรารู้สึกว่าทำไมคนนี้เขาขยันจัง เขาเป็นคนตั้งใจทำงานจริงๆ อย่างที่ให้สัมภาษณ์ไปคราวที่แล้ว คือพี่เขาตั้งใจที่จะเข้ามาจีบเรา ตั้งใจกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ เราเลยเห็นว่าถ้าคนที่เขามีความมุ่งมั่นตั้งใจอะไรแบบนี้ ถ้าเราได้ลองคบกับคนคนนี้ เขาจะต้องทำให้ความสัมพันธ์มันดี เพราะเขาคงไม่พูดอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า หรือเป็นคนขอไปทีพูดไปเรื่อย เราเลยตัดสินใจคบเขา

แต่อย่างหนึ่งที่รู้สึกว่าเราสองคนเหมือนกันเลย คือเราสองคนรักครอบครัวมากๆ พี่อรรถเป็นคนกตัญญูและรักครอบครัวมาก หมิงว่าหมิงติดคุณแม่แล้ว พี่อรรถนี่คือเลเวลหนักกว่าหมิงอีก ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้ชาย เขารักคุณแม่ รักครอบครัวมาก เราเลยรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เหมือนกัน เป็นพื้นฐานการสร้างครอบครัว ถ้าเรารักครอบครัวทั้งคู่ เราจะไม่มีคำถาม ถ้าสมมุติวันนี้เขาต้องไปดูแลที่บ้าน หรือเราต้องไปดูแลที่บ้าน เพราะเรามองเห็นตรงกัน

ระยะเวลาที่คบกัน 1 ปี แล้วตัดสินใจแต่งงาน หลายคนก็จับตามอง?
หมิง : 1 ปีพอดีเลยค่ะ เพราะเจอกันช่วงวันเกิดหมิง แล้วเขาก็มาขอแต่งช่วงวันเกิดพอดี อย่างที่บอกว่าเขาทำแพลนเลย แต่เราไม่รู้ว่าเขาแพลน คือตอนเขามาจีบ ผ่านไป 2 เดือนเขามาขอเป็นแฟน แล้วเขาบอกว่าเดือนที่ 4 จะพาไปสวัสดีคุณพ่อคุณแม่นะ แต่ก่อนหน้านั้นเขาจะมาหาพ่อแม่หมิงก่อนว่าเขามาจีบนะ คือทุกๆ อย่างเขาชัดเจนมาก ตอนแรกเราก็งงนะ ถามเขาว่าย้ายสิ่งที่อยากทำเดือนที่ 8 มาทำเดือนที่ 4 ได้ไหม เขาบอกไม่ได้ มันต้องเรียงไปเป็นสเต็ปเลย จนมาวันที่ขอแต่งงาน เขาก็พูดกับหมิงว่าเขาเคยพูดแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าครบ 1 ปีเขาจะมาขอ ซึ่งเราไม่ได้คิดไง คิดว่าเขาพูดเอาใจเรา แต่เขาทำจริง

คนมองว่าเร็วไปหรือเปล่า?
หมิง : คือหมิงเพิ่งเข้าใจวันนี้ว่าอะไรที่ใช่บางทีมันไม่ต้องรอเวลา ทุกอย่างมันจะง่ายไปหมด เราไม่เคยมีคำตอบในตัวเขาเลย มันเป็นอะไรที่เรามองเห็นแต่แรกเลยว่าเขาพยายาม อย่างที่บอกว่าคนเราทุกคนมันไม่ใช่เข้ากันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทุกครั้งอีกสิ่งหนึ่งที่หมิงตัดสินใจเลยว่าต้องเป็นคนนี้ เพราะว่าจริงๆ มันเป็นคำพูดตอนที่เขามาจีบด้วยซ้ำ ยังไม่ได้เป็นแฟนกันเลย ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราห่างกัน หมิงไม่เคยคบคนห่างกัน แบบอยู่ต่างจังหวัดแล้วมันไกล หมิงก็บอกว่าพี่ เราจะได้เหรอ แล้ว 1 2 3 4 5 บางทีเราก็เข้ากันไม่ได้นะ

แต่เขาพูดมาคำหนึ่งว่า หมิง คนแต่งงานกันเขายังต้องปรับตัวเลย แล้วทำไมอะ เราเพิ่งคบกันเอง เราก็ต้องค่อยๆ ปรับสิ พอคบกันไปเรื่อยๆ เขาจะมีคำหนึ่งที่พูดตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะงอนกัน เถียงกัน เขาบอกให้เราคิดว่าเราคือคนคนเดียวกัน มันเผยคำที่เราไม่เคยคิดอยู่ในหัวเลย เพราะส่วนใหญ่คนที่คบกันมันจะเป็นฉัน เป็นเธอ แต่เขาจะพูดตลอดว่ามันคือ “เรา”

บางคนอาจจะใช้เวลานานกว่านี้ในการเรียนรู้ แต่ทำไมเรารู้สึกว่า 1 ปีพอแล้ว ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตครอบครัวเลย
อรรถ : ก็ดูจากน้องเขาด้วยครับ ว่าน้องเขามีความรู้สึกกับเราขนาดไหน จริงๆ น้องเขาถามผมเยอะมากว่ารักเขาหรือเปล่า แต่ผมก็ตอบทุกทีว่ารัก เขาก็จะถามว่ารักเยอะไหม เราก็บอกว่าเยอะ แต่พอถามเขา เขายังไม่เคยตอบเลยว่ารักผม เพิ่งพูดตอนให้ดอกไม้เมื่อกี้นี้เอง ตกลงรักพี่ไหม?

หมิง : มามุขไหนเนี่ย (หัวเราะเขิน)

อรรถ : ทวงแล้ว บอกหน่อยว่ารักพี่หรือเปล่า

หมิง : แหม่ ถ้าไม่รักเราก็ไม่แต่งไหมละ แต่จริงๆ ค่ะ มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยบอกเขาเลย ครั้งแรกที่บอกเขาคือวันที่ลงอินสตาแกรมในวันที่เขามาขอ ที่บอกเขาว่าขอบคุณนะ ที่ทำให้เรามั่นใจที่จะกล้าบอกว่ารักเขา เพราะเราไม่เคยบอกจริงๆ แล้วหลังจากวันนั้นเขาถามอีก ก็ไม่เคยบอกอีกเลย (หัวเราะ) จนเมื่อกี้ตอนที่เขาเดินมาในพิธี เขาก็ถามว่าตกลงรักเขาไหม เราก็บอกว่ารักสิ รักนะ (ยิ้ม)

คุณอรรถรอคำนี้มาตลอด ?
อรรถ : เรารู้อยู่แล้วว่าเขารู้สึกยังไง ได้ยินก็ได้ ไม่ได้ยินก็ได้ เราสัมผัสได้ แต่พอได้ยินก็ชื่นใจครับ

ทำไมหมิงไม่ค่อยพูดคำว่ารัก?
หมิง : เอาจริงๆ ความสัมพันธ์นี้เราก็กลัวว่ามันจะเป็นจริงหรอ คนแบบเขาจริงจังมากซะจนเรากลัว พูดตรงๆ มันจริงจังซะน่ากลัว เราไม่เคยเจอคนจริงจังแบบนี้ เข้ามาจริงจังเลย ทุกอย่างมันจริงไปหมด เขาเดินหน้ารวดเดียวไม่มีถอย เราก็เป็นผู้หญิงงอนบ้าง ถอยบ้าง แต่เขาเดินหน้ารวดเดียวเลย เราเลยรู้สึกว่าเรากลัว ถ้าเราไปมีความรู้สึกเยอะๆ เราก็กลัวเสียใจ เขาก็พิสูจน์มาจนถึงวันนี้เลยรู้ว่าสิ่งที่เขาทำให้เรามันจริงและเชื่อถือได้

หลังแต่งแล้ว หมิง จะต้องย้ายไปอยู่อุดรฯ?
อรรถ : นั่นคือคำตอบแรกจากคำถามผมครั้งแรก (หัวเราะ) ถ้าไม่ใช่ก็คงไม่คุยตั้งแต่แรกกันเนาะ
หมิง : ก็คงมาๆ ไปๆ ค่ะ
อรรถ : แต่หลักๆ คงอยู่ที่นู่นครับ
หมิง : แหม มาทำเป็นคอมมิตอยู่หน้ากล้อง (หัวเราะ) ก็คงมาๆ ไปๆ เพราะคุณแม่อยู่ที่นี่ อุดรฯเดินทางสะดวก บินชั่วโมงเดียว

แพลนมีลูกเลยมั้ย?
หมิง : เรื่องนี้มันอยู่ในแพลนช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พอเขาพูดว่าอยากแต่งงาน เดือนต่อก็ไปตรวจสุขภาพ เขาจะมีระเบียบแบบแผนมากๆ ก่อนจะขอกันก็พาไปตรวจสุขภาพ ไปตรวจมาแล้วที่ gfc พอตรวจมาก็ชื้นใจนิดนึงว่าเราไม่ได้มีปัญหาอะไร ด้วยวัยเราทั้งคู่ก็สมควรมีได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ทั้งสองฝ่ายก็อยากอุ้มหลาน

แต่งปุ๊บปั๊มลูกทันที?
หมิง : ปลายปีจะมีงานฉลองอีกที เรือนหอยังไม่เสร็จ ทุกอย่างมันฉุกละหุกไปหมดเลย แล้วเรือนหอจะเสร็จปลายปีก็เลยจะมีงานฉลองก่อน แต่หลังจากเสร็จงานนี้จะเข้าไป gfc ไปปรึกษาเลยว่าคงเป็นขั้นตอนผสมเลยไม่ใช่ฝากไข่ เดี๋ยวต้องไปคุยกับคุณหมออีกทีว่าสุขภาพเราทั้งคู่มันเหมาะกับแบบไหน

แล้วงานในวงการ?
หมิง : หมิงยังทำอยู่นะคะ แต่อาจจะไม่ได้เต็มตัวเหมือนเมื่อก่อน เพราะจริงๆ หมิงก็ห่างๆ มานานแล้วอย่างเช่นละคร เดี๋ยวนี้หมิงก็มีแค่พิธีกรอีเวนต์บ้าง เป็นพรีเซ็นเตอร์บ้าง แต่พอแต่งงานไปก็คงให้เวลากับครอบครัวเยอะ เพราะยิ่งถ้าไปอยู่อุดรฯ เราก็ต้องให้เวลากับเขา เพราะว่าเขาคือหัวหน้าครอบครัว เขาก็บอกว่าจะดูแลเราอันนี้ขอคอมมิตบ้าง (หัวเราะ)
อรรถ : ดูแลอยู่แล้ว

สามีอยากให้ทำงาน หรือไปเป็นแม่บ้านอย่างเดียว?
อรรถ : หมิงสบายใจแบบไหนก็แล้วแต่เขาเลยครับ
หมิง : เขาบอกยังไงก็ได้ แต่ถ้ามีงานอยู่ก็บินมาก็ได้

เจ้าบ่าวเจ้าสาวอายุห่างกันเท่าไหร่?
หมิง : 5 ปีค่ะ พี่อรรถ 46

เจ้าบ่าวมีธุรกิจอยู่ที่อุดรฯ ?
อรรถ : ใช่ครับ พื้นเพเป็นคนอุดรฯ แต่ว่าธุรกิจของที่บ้านจะมีทั้งอุดรฯด้วยและกรุงเทพฯด้วย ทำธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตร มีท่าเรืออยู่ที่อยุธยาครับ

ทั้งคู่มีคำมั่นสัญญาต่อกันยังไงบ้าง?
อรรถ : ยังไม่เคยสัญญากันเลย เพราะ 24 ชั่วโมงจะวิดีโอคอลเห็นกันตลอดอยู่แล้วว่า 1 ปีที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตแบบไหน ทำอะไรบ้าง คงไม่มีคำจะต้องสัญญาอะไร เพราะไม่มีความสงสัยอะไร

หมิง : สำหรับหมิงเขาอาจไม่ได้มองว่าเป็นคำมั่นสัญญา แต่ตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาในชีวิตสิ่งที่เขาทำให้เราเห็นมันคือคำสัญญาโดยที่เราไม่ต้องพูด มันคือการกระทำ หมิงก็เพิ่งเข้าใจวันนี้ที่คนเราบอกว่าให้มองที่การกระทำ มันก็คือเขาทำให้เห็น ตอนคบกันแรกๆ เราก็บอกว่าหนูไม่รู้ว่าสังคมพี่เป็นยังไง ถ้าพี่บินกลับไปหนูจะไปรู้ได้ยังไงว่าพี่จะไปเจอใคร เขาก็ถามว่าอยากให้พี่ทำอะไร คือเราอยู่ห่างกัน เขาก็เลยเลือกว่าเราวิดีโอคอลตลอดเลยแล้วกัน หมิงจะได้ไม่สงสัย ไม่พะวงในตัวเขา คำว่าตลอดเวลานี่คือตลอดจริงๆ นะคะ เหมือน CCTV ตั้งแต่คบกันมาก็เป็นอย่างนั้น เราก็เห็นถึงความที่เขาไม่ได้อึดอัดที่จะทำให้ บางทีสายหลุดไปเขาก็เป็นคนโทรมาเองว่าหายไปไหน มันเป็นคำมั่นสัญญาแบบเป็นการกระทำว่าเขาตั้งใจทำให้เราให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้มันเกิดขึ้นได้จริง

ขอถามเรื่องสินสอดทองหมั้น?
หมิง : “มูลค่ามันคือการให้เกียรติซึ่งกันและกันมากกว่า สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ให้เกียรติทางฝั่งหมิง แต่สำหรับตัวหมิงเองไม่ได้มองตรงนั้นว่ามันเป็นหลักสำคัญมากเกินไปกว่าความรู้สึกที่เขามีต่อเรา หมิงจะบอกเขาเสมอเลยตั้งแต่คบกันมาว่าต่อให้พี่มีแค่ไหนยังไง ถ้าพี่เป็นคนไม่ดี พี่เป็นคนเจ้าชู้ ไม่รักเดียวใจเดียว ไม่ดีกับหมิง หมิงก็ไม่เอานะ ตรงนั้นมันซื้อเราไม่ได้ ต่อให้รวยแค่ไหน คือเราเป็นผู้หญิงเราไม่สามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเงินแล้วไปแลกกับที่เขาออกนอกบ้านแล้วเราไม่รู้ มันแลกกันไม่ได้
อรรถ : แล้วเราจะโชว์แหวนมั้ย
หมิง : เขาภูมิใจ (หัวเราะ)
อรรถ : เพราะว่าพาไปเลือกเขาชอบวงนี้
หมิง : หมิงเป็นคนชอบเลข 5 ก็เลยเลือก 5.5 กะรัต
อรรถ : เป็นสิ่งแทนใจ เป็นทรัพย์สินเครื่องการันตีความรักระหว่างเรา

จดทะเบียนสมรสกันแล้ว?
หมิง : จดแล้วค่ะ เมื่อเช้าเรามีทำพิธีที่วัดโพธิ์ ได้รับความเมตตาจากท่านเจ้าคุณสมเด็จวัดโพธิ์ ท่านเจ้าคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์เป็นคนอวยพรให้เรา ทำพิธีแล้วก็จดทะเบียนสมรสเลย

หมิง : ตั้งแต่เมื่อคืนเราก็มองหน้าเขา พรุ่งนี้เราจะแต่งงานกันแล้วเหรอ มันเป็นสิ่งแปลกใหม่ในชีวิตเรา พอหลังเราแต่งไปบริบทของการที่เราคบกันมันจะเปลี่ยนยังไง คือเราต้องทำอะไรให้เขามากกว่านี้มั้ย ความรู้สึกมันจะต่างไปหรือเปล่า มันเหมือนตอนที่หมิงได้รับตำแหน่งตอนนั้นแล้วตื่นเช้ามาแล้วลืมตางงๆ ว่าฉันเป็นแล้วเหรอ มันเหมือนกันเลยว่านี่ฉันแต่งงานแล้วเหรอ เปลี่ยนนามสกุลแล้วค่ะ

อรรถ : ตอนแรกไปนัดนายทะเบียนที่เขต เขียนคำร้องไว้ เขาบอกว่าจะเปลี่ยนเป็นนาง ไปๆ มาๆ หลวงพ่อเลื่อนวัน ก็เลยไปเลื่อนที่เขต เขียนคำร้องใหม่ไม่เอาแล้ว เป็น น.ส.

หมิง : เขาก็งง แหม มามุขไหนไม่อยากให้คนรู้ มันไม่ใช่ คือเราก็เปลี่ยนนามสกุล คนก็รู้อยู่แล้วว่าเราใช้ “บุญครองทรัพย์” แต่วันนี้เราก็ใช้นามสกุลเขา “รังษิณาภรณ์” แต่ว่าหมิงก็ใช้นามสกุลตัวเองเป็นชื่อกลาง