หน้าแรก บันเทิง จากไกลเกินฝัน...

จากไกลเกินฝัน นุ่น ศิรพันธ์ ปลื้มได้ขึ้น ‘รัชดาลัยเธียเตอร์’ เผยวันนี้การแสดงเป็นแค่งานอดิเรก

26.02.25 | 09:37 น.

จากไกลเกินฝัน นุ่น ศิรพันธ์ ปลื้มได้ขึ้น ‘รัชดาลัยเธียเตอร์’ เผยวันนี้การแสดงเป็นแค่งานอดิเรก

อีกหนึ่งนักแสดงมากฝีมือของวงการบันเทิงไทย สำหรับ นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ที่ล่าสุดก็ได้กลับมารับงานแสดงอีกครั้ง ด้วยบทบาทใหม่ที่ทำเอาเจ้าตัวตื่นเต้นไม่น้อย กับการมารับบท ‘ดาว’ ในละครเวที “เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี” ที่จะเริ่มเปิดแสดงครั้งแรกในวันที่ 6 มีนาคม นี้ เรียกว่าเป็นการได้เช็กลิสต์ความฝันของตัวเองในการได้เล่นละครเวทีสเกลใหญ่บนเวที ‘รัชดาลัยเธียเตอร์’

ทั้งนี้ นุ่น ศิรพันธ์ ก็ได้เล่าถึงเส้นเรื่องจุดเริ่มต้นของความหลอนสยองขวัญให้ฟังว่า

“ถ้าตามการเล่าเรื่องก็คือว่าน้องสาวของดาวเสียชีวิต แล้วดาวก็เลือกที่จะเอาศพมาไว้ในบ้าน และเชิญทุกคนมาเพื่อตามหาว่าใครเป็นคนที่ทำให้น้องสาวตาย แล้วการที่มานั่งอยู่ด้วยกัน เพื่อรอเวลาอะไรบางอย่าง เหงาๆ ก็เลยเล่าเรื่องผี”

“ตัวละครนี้ลี้ลับลึกลับซับซ้อนมาก นุ่นตั้งใจทำให้คนดูเดาไม่ได้ว่าดาวเสียใจ หรือดีใจ หรือเขาเป็นคนทำให้เกิด หรือเขากำลังตามหาคนทำให้เกิด คือมันมีความซับซ้อนในตัวละครเยอะมาก และมีพื้นที่ให้นุ่นได้เล่นเยอะมาก ว่าตกลงพี่ดาวเป็นคนยังไง”

Advertisement

ซึ่ง นุ่น ศิรพันธ์ ยังได้เผยว่าการทำงานครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการได้เช็กลิสต์ความฝันของตัวเอง

“คือตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพนักแสดง นุ่นอยากเล่นละครเวทีที่สุด และหนึ่งในโรงละครเวทีที่อยากอยู่คือ เมืองไทยรัชดาลัย มันคือความแกรนด์ มันเหมือนเป็นเวทีที่เราอยากไปยืน อันนี้คือสิ่งที่นุ่นติดมาตลอดว่ามันยังไม่มีโอกาสได้ทำงานบนเวทีนี้”

และถ้าถามว่าทำไมถึงต้องเป็นเวที รัชดาลัยเธียเตอร์ นุ่นก็ว่าเคยได้มาที่นี่หลายครั้งแต่เป็นในฐานะคนดูเท่านั้น และเวทีนี้ก็ได้สร้างความประทับมาให้โดยตลอด

“นุ่นเป็นคนชอบดูละครเวที และเราเคยเล่นโรงเล็ก โรงไซซ์กลางมาแล้ว ซึ่งมันฟินตอนเล่น แต่ที่นี่มันเป็นเหมือนที่ที่เราเคยดู แล้วเราก็ประทับใจ เราเคยร้องไห้กับละครเวทีหลายๆ เรื่อง เราร้องไห้ตามพี่นก (สินจัย เปล่งพานิช) ล่าสุดร้องไห้กับพี่กบ (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) คือเรารู้สึกว่ามันประทับจิตประทับใจค่ะ”

“แล้วมันเกินเอื้อม ไม่ได้พูดเวอร์นะ แต่ถ้าคุณไม่มีสกิลร้องเพลงก็เหมือนว่าไม่ต้องเสนอหน้ามา” เล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

“มันเลยห่างไกลความฝันมากๆ ค่ะ”

“และนุ่นได้ยินกิตติศัพท์ของพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) มานานมากว่าเก่งและเข้มงวด เราเป็นพวกอยากทำงานกับคนเก่ง ละครเราคงไม่มีโอกาสได้ทำงานกับพี่บอย เพราะพี่บอยก็ไม่ค่อยได้กำกับแล้ว แต่จะมีอีกอันคือละครเวที แล้วเราก็เคยมาดูด้วย เราเลยรู้สึกว่ามันต้องที่นี่”

ก่อนจะย้อนถึงวันที่แรกที่ได้รับการติดต่อจากทีมงานให้มาเล่นละครเวทีให้ฟังด้วยว่า “วันหนึ่งทีมงานโทร. มา นุ่นพูดก่อนเลยว่าถ้าร้องเพลงหนูไม่ได้ แต่พอเป็นละครพูด สำหรับนุ่นมันไม่ใช่ความท้าทาย แต่มันคือความตื่นเต้น นุ่นรอวันที่จะได้ขึ้นเวทีมากๆ อยากจะอยู่บนเวทีอย่างเพอร์เฟ็กต์ที่สุด”

“ถ้าถามว่าอะไรคือความกดดัน คือกดดันตัวเอง เพราะเราไม่คิดว่าเราจะมีโอกาส แล้วพอมีโอกาสเราก็อยากให้ออกมาดี”

“เหมือนนุ่นถูกหวย เพราะที่เมืองไทยรัชดาลัยเขาไม่ได้มีละครพูดบ่อยๆ 10 เรื่อง อาจจะมีสัก 2 เรื่อง นอกนั้นเป็นมิวสิคัลหมดเลย”

กับเรื่องนี้ นักแสดงสาว ก็ได้รับรองความขนลุกว่า ขนาดตัวเองหลังซ้อมเสร็จกลับบ้านไปยังแทบจะไม่กล้าอาบน้ำเลยทีเดียว และคนดูจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ เสียงแสงหรือบรรยากาศทุกอย่าง ถูกดีไซน์มาอยากให้ทุกคนได้สัมผัสอย่างเต็มที่

สำหรับรอบฉายวันแรกคือวันที่ 6 มีนาคม ถึงวันที่ 23 มีนาคม 68 สามารถซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์

“คือต่อให้นุ่นไม่ได้เล่นเอง นุ่นก็รู้สึกว่าเป็นละครเวทีแบบใหม่ของการแสดงด้วยค่ะ”

กับการที่ นุ่น ศิรพันธ์ ได้พูดถึงเช็กลิสต์สิ่งอยากทำในชีวิต เจ้าตัวก็ได้เล่าให้ฟังว่า “ก่อนหน้านี้เรามีความทะเยอทะยานอยากทำงานซะทุกอย่าง แต่ตอนนี้มันเหลืออีกแค่ไม่กี่บทบาทที่เรารู้สึกว่าอยากเล่นจริงๆ”

พร้อมยกตัวอย่างว่า “คาแร็กเตอร์ที่เรายังไม่เคยมีโอกาสได้เล่นเลย เช่น คนตาบอด ไม่สามารถใช้สายตาในการสื่อสารได้ หรือว่าใช้เสียงในการสื่อสาร อยากรู้ว่าถ้าไม่มีสิ่งนี้เรายังจะสามารถทำให้เกิดการสื่อสารอารมณ์และความรู้สึกได้อยู่ไหม สำหรับนุ่นอันนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายตัวเอง”

“นอกเหนือไปจากนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่โหยหาขนาดนั้น เพราะว่าตอนนี้โฟกัสตัวเองคือครอบครัว ธุรกิจของตัวเอง ส่วนเรื่องการแสดงเป็นเหมือนงานอดิเรกที่เราหวงแหนมากๆ”

ซึ่งการจัดให้งานแสดงไปอยู่ในหมวดงานอดิเรก นั้น นุ่นก็ว่าเป็นความตั้งใจมานานแล้วว่าไม่อยากให้ งานแสดงมาเป็นอาชีพหลักของตัวเอง แต่ทำเพราะอยากทำเท่านั้น ไม่อยากฝืนทำบางอย่างเพื่อให้ได้เงิน

“นุ่นไม่อยากหาเงินด้วยอาชีพนักแสดง ไม่อย่างนั้นนุ่นจำเป็นต้องหางานมากๆ เพื่อมีเงิน อันนี้มันเป็นความรู้สึกนุ่นนะ ดังนั้นก็คุยกับพี่ท็อป (พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร) ว่าถ้าอย่างนั้นเราต้องทำงานที่มันหาเลี้ยงชีพได้ เลยเป็นที่มาที่เราทำธุรกิจหลากหลาย”

“แล้วเราก็วางแผนไว้ว่าแต่ละธุรกิจมันจะรันไปกี่ปี”

“ทุกวันนี้เราก็จะรับเงินเดือนเหมือนคนอื่น เราทำงานหลายบริษัทก็ได้รับเงินเดือนหลากหลายอัน นี่เป็นแหล่งรายได้ที่เราคิดว่าจะมีเกษียณเท่าไหร่ เก็บเงินออมเท่าไหร่ ถ้าเราไม่มีลูก เราจะหาเงินค่ารักษาพยาบาลยังไง ถ้าแก่มากจนต้องจ้างคน มาดูเรา เราจะดูแลยังไง คือเราก็วางแผนการเงินของเราไว้”

แล้วก็โชคดีว่ายุคสมัยมันก็เปลี่ยนไป ด้วยอุตสาหกรรมการบันเทิง สโคปมันลดลง ความสนใจคนเปลี่ยนแปลงไป อาจจะโชคดีที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง พอเหมาะพอเจาะกับยุคสมัยนี้

“ถ้าสมมติยังตั้งมั่นว่าจะทำอาชีพนี้ นุ่นจะเครียดมาก จะหาเงินยังไง ใช้ชีวิตยังไง”

“แต่นุ่นพูดเสมอว่าวิกฤตมาพร้อมกับโอกาส ตอนเราเริ่มทำธุรกิจ เราก็ล้มเหลวเยอะนะ เราเกลียดคำว่าวิกฤตมาก แต่มันมาพร้อมกับโอกาส ถ้าเราไม่หดหู่มากเกินไป มันมีโอกาสเสมอ เพียงแต่บางทีคนเรากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ ก้าวแรกมันยากเสมอค่ะ”

ทั้งนี้เมื่อถามถึงชีวิตการแต่งงานกับสามี ท็อป พิพัฒน์ ที่ใช้ชีวิตคู่กันมานาน 9 ปี และกลายเป็นคู่รักรักษ์โลกไปแล้วนั้น นุ่นก็ว่า

“เราก็เหมือนเป็นคู่ตาคู่ยายเนอะ จริงๆ ก็มีตบตีกันบ้าง นุ่นเคยพูดกับพี่ท็อปว่าถ้าไม่ได้ทำงานด้วยกันชีวิตครอบครัวเราจะดีกว่านี้นะ นุ่นเลยบอกไปว่าพี่ท็อปคือซีอีโอแบบไม่มีข้อโต้แย้ง อยากทำอะไรให้บอก แล้วเดี๋ยวนุ่นจะเป็นคนจัดการให้ เพราะถ้าเราวางบทบาทกันแบบนี้ชีวิตคู่ครอบครัวเราจะราบรื่น”

“ช่วงปีที่แล้วเราหาการแก้ปัญหานี้ก็เลยรู้สึกว่ามันลงตัว แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ค่อยมีปัญหา เวลาเราทะเลาะกันนุ่นจะพูดเสมอว่า ว่านุ่นไม่ใช่ศัตรูพี่ท็อปนะ ทั้งหมดในโลกนี้คนที่หวังดีกับพี่ท็อปที่สุด นอกจากป๊ากับม้าก็คือนุ่น”

เรียกว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากงาน ไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตคู่เลย

“อาจจะเป็นด้วยเราทะเลาะกันตั้งแต่ก่อนแต่งงาน แล้วพอแต่งงานปุ๊บมันเหมือนกับทุกอย่างเคลียร์ไปหมดแล้ว ในความเป็นชีวิตคู่ก็แทบจะไม่มีอะไรต้องปรับ ใช้ชีวิตด้วยกันมา 17 ปี ความรู้สึกมันเป็นเหมือนเพื่อน”

“อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่สุดท้ายเราไม่ได้คิดร้ายต่อกัน”

การที่หลายคนบอกว่าอยู่ด้วยกันนานๆ ความรักจะจืดจางลง นุ่น ศิรพันธ์ ก็ยอมรับว่าคู่ของตนก็เป็น แต่ไม่ได้มองว่าเป็นความจืดจาง เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบจากความสวีทมาเป็นความเข้าใจมากกว่า

“นุ่นว่ามันเป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์จากคู่รักเป็นเหมือนเพื่อน ไม่มีซีนโรแมนติก แต่เรารู้สึกว่ามันก็เป็นความสัมพันธ์ที่ดีเหมือนเดิม เราอยู่ด้วยกันและแน่นแฟ้นด้วยซ้ำ เพราะว่ามันเป็นเหมือนพาร์ตเนอร์”

“สำหรับเราคือโคตรมั่นคง หมายถึง ณ โมเมนต์นี้นะคะ”