‘ฟิล์ม ธนภัทร’ กับเป้าหมายอยากใช้ชีวิตให้มีความสุข เผยร่วมงานกับ ‘นุ่น ศิรพันธ์’ เหมือนถูกหวย
จากพระเอกละครแถวหน้า พอได้มาเล่นละครเวทีเรื่องแรก พระเอกหนุ่ม ฟิล์ม ธนภัทร กาวิละ ก็ว่าได้รับการต้อนรับและคำแนะนำเป็นอย่างดี กับละครเวที เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี ที่ต้องมารับบทเป็น ‘เอก’ แฟนหนุ่มของฝน ผู้เสียชีวิต ต้นเหตุของการมารวมตัวกันและเรื่องเล่าในคืนที่ต้องมาเฝ้าผี ซึ่ง ฟิล์ม เผยว่า แค่เริ่มซ้อมก็รู้สึกสนุกและเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกใบนั้นแล้ว ขนาดเอฟเฟ็กต์ยังไม่เต็มร้อยก็ทำให้ผมสติแตกไปได้
“ส่วนตัวผมให้เวลากับการที่อยู่ในห้องซ้อม ผมรู้สึกว่าละครเวทีกับละครทีวีไม่ได้ต่างกัน เพราะมันคือการแสดงเหมือนกัน มันต่างกันแค่ว่าวิธีการรับชมของผู้ชม และอรรถรสที่จะได้รับเพิ่มขึ้นไป จากการที่เราสามารถมีเอฟเฟ็กต์ มีซาวด์ มีเสียง มีกลิ่น ผมว่านี่คือความต่างระหว่างละครทีวีกับละครเวที”
แต่กระนั้นละครเวทีก็ยังแอบมีมุมที่ต้องให้กังวลก็คือ “ละครเวทีมันเทกไม่ได้ มันมีแค่เทกเดียวในแต่ละรอบ ผมก็กังวล ผมกลัวว่าผมจะจำบทไม่ได้ ถ้าเทียบกับละครทีวีบทมันก็เทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว แต่ว่ามันก็ถือว่ามันยาวมากเราต้องเล่นเทกเดียวด้วยบทหลาย 10 หน้า แต่พอเราซ้อมๆ ทุกวัน มันเหมือนเรากลืนกินพวกนั้นไปอยู่ในจิตใต้สำนึกเราไปแล้ว”
“และใช้เทคนิคการจำบทด้วยการ ทำความเข้าใจกับเรื่อง เรียงลำดับเรื่องในหัวของตัวเองให้ได้ “แล้วเราจะเข้าใจว่าพอมันเกิดเรื่องนี้ในซีนนี้ มันเป็นสถานการณ์นี้ เราถึงได้พูดแบบนี้ออกไป บทมันจะมาเองโดยอัตโนมัติ คือจะไม่ได้เน้นท่องจำ พอเราเข้าใจตัวละครเข้าใจเรื่องมันจะไปของมันเอง”
“มันอาจจะเป็นฟีลเหมือนขึ้นคอนเสิร์ตมั้งครับ ผมว่าเดอะโชว์มัสต์โกออน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันมีเทกเดียว หลุดแล้วก็ต้องไปต่อให้ได้”
กับการได้รับโอกาสในครั้งนี้ ฟิล์มบอกว่า ถือว่าเป็นการเติมเต็มอีกหนึ่งความฝันของตัวเอง “อาจจะเพราะผมไปบ่นกับเขา (บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ) บ่อยมั้งครับ เราไปบ่นกับเขาทุกปีแหละว่าเมื่อไหร่ผมจะได้ไปเล่นละครเวทีบ้าง เขาก็เลยเรียกเข้ามาแคสต์”

กับการได้กลับมาร่วมงานกับหนึ่งในตัวแม่ของวงการบันเทิง อย่าง นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา อีกครั้งนั้น พระเอกหนุ่มก็ว่า
“น่าจะเป็นการถูกหวยลอตเตอรี่ในการทำงานในปีนี้เลย เพราะพี่นุ่นเป็นครูคนแรกๆ ที่สอนการแสดงของเราในฐานะเพื่อนร่วมงาน แบบครูภาคสนาม”
“ก็รู้สึกว่าดีจังเลยที่ได้ทำงานกับคนที่เขาทุ่มเทกับงานขนาดนี้ เรารู้อยู่แล้วเวลาที่เขาทำการแสดงพี่นุ่นเหมือนยอดมนุษย์ วันที่เราสนุกกับการแสดง เราก็รู้สึกว่าโคตรสนุกเลยที่ได้ร่วมงานกัน”
“ไม่ใช่แค่พี่นุ่นอย่างเดียวมันมีพี่ อัค อัครัฐ, ตั้ม วราวุธ, จ๊ะจ๋า แดนดาว และ มีน อาลามินา ที่เขาเก่งมาก เอาจริงๆ เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าเราเลย ถ้าเราแผ่วนิดเดียว คือเราหายไปเลย เราก็เลยต้องเต็มที่ ทุกคนมาเพื่อทุ่มเทกับงาน ผมเลยดีใจมากที่ได้ทำงานร่วมกับทีมนี้”
นอกเหนือจากงานละครเวทีแล้ว ฟิล์ม ก็ว่ายังมีละครทีวีและโปรเจ็กต์อื่นๆ ให้แฟนๆ ได้ติดตามเหมือนเดิม รวมถึงตั้งใจอยากจะแบ่งเวลาให้กับที่บ้านมากขึ้น
“ต้นปีที่ผ่านมาผมได้พาคุณแม่ไปเที่ยว แล้วก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างตามวัยของคุณแม่ เลยรู้สึกว่าอยากให้เวลากับเขามากขึ้น อยากพาไปเที่ยวมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าไม่มีอะไรแน่นอน และกลัวว่าวันที่เรามีเงินมีเวลาแล้ว เขาจะเที่ยวไม่ไหว เพราะเขาแก่มากแล้ว”
เรียกว่าต้องบาลานซ์เรื่องงานและชีวิตครอบครัวให้ดีขึ้น
“ที่ผ่านมาผมทำหน้าที่ตรงนี้ได้น้อย บกพร่อง ใช้คำนี้ดีกว่า เรารู้สึกว่าเราบกพร่องในหน้าที่ของลูก ทำแต่งาน พอมาได้สติอีกทีหนึ่ง ก็คือพ่อกับแม่แก่ไปมากแล้ว เลยรู้สึกว่าถ้าไม่ใช่ตอนนี้อาจจะไม่มีโอกาสแล้วก็ได้”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าถ้าผมไม่ทำแบบนี้ ผมจะได้มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกับเขาตอนไหน ต่อให้เรามีเงินแค่ไหนก็ซื้อความรู้สึกของเขากลับมาไม่ได้ ก็เลยพยายามให้เวลากับเขามากขึ้น”
พร้อมยอมรับว่าในความเป็นจริงอาจจะทำไม่ได้เต็มร้อยอย่างที่คิดไว้ และไม่ได้อยากให้คนที่ได้ยินคิดว่าดูเป็นลูกกตัญญูขนาดนั้น แต่ก็เป็นสิ่งที่คิดและตั้งใจที่จะทำจริงๆ เท่านั้น
ก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ที่สุดครับ
ทั้งนี้ เมื่อถามถึงปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่ผ่านข่าวคราวประเด็นดราม่ามาไม่น้อย ซึ่งฟิล์มก็ยอมรับว่า เป็นปีที่หนักที่สุดแล้ว ด้วยเพราะเรื่องที่มันไม่เกี่ยวกับเรา แล้วเราก็ได้รับเต็มๆ
“ผมก็ไม่โทษใครนะ ก็มันผิดก็เป็นเรื่องที่เราเรียนรู้ ก็หวังใจว่าปีนี้จะทำงานได้อย่างราบรื่นอย่างมีความสุข
“ก็หวังว่ามันจะเป็นภูมิคุ้มกัน ผมรู้สึกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนมีปัญหาด้านสุขภาพจิตค่อนข้างเยอะ หมายถึงคนรอบตัวของผม หมายถึงตัวผมเอง ผมก็รู้สึกว่า เราอ่อนไหวได้มากขึ้น ผมรู้สึกว่าหลายอย่างมันพร้อมที่จะท็อกซิก”
“ผมรู้สึกว่าเมื่อไหร่ที่เราเท่าทันความรู้สึกตัวเอง เรารู้สึกว่าเราเริ่มเป็นมากแล้วนะ แล้วตามงานวิจัยต่างๆ ด้วยเปอร์เซ็นต์ของคนที่ป่วยทางจิต เป็นโรคซึมเศร้า ความเครียดสะสมเกิน ผมไม่เข้าใจจนผมเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จะเครียดอะไรกันนักหนา จนเราเป็นผู้ใหญ่ อ๋อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง”
เมื่อถามถึงการรับมือ ฟิล์มก็ว่ามีบ้างที่รับมือไม่ได้ ดังนั้นจึงใช้วิธีเลือกที่จะไม่เสพโซเชียล และมาอยู่กับเซฟโซน อย่างเช่น แมว และหนังสือ”
“ผมก็คืออยู่บ้านอ่านหนังสือไม่ยุ่งกับใคร เป็นอินโทรเวิร์ตป่ะ แต่ผมถามหลายคนว่าผมเป็นไหม เขาบอกว่า ไม่ เป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ต ที่พยายามจะเก็บตัว” ฟิล์มเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ
ซึ่งหากจะให้ตั้งเป้าหมาย ฟิล์มก็ว่าเป้าหมายในระยะสั้นของปีนี้ก็ง่ายๆ แต่อยากทำให้ได้จริง อยากจะมีความสุขให้มากที่สุดครับ



