เชื่อว่าหนึ่งในวรรณกรรมไทยเล่มโปรดของใครหลายคนน่าจะมีนวนิยายเรื่อง ’เจ้าพ่อ’ หรือ ’เจ้าเมือง’ ซึ่งเป็นผลงานของนักเขียนนามอุโฆษ อาจินต์ ปัญจพรรค์ รวมอยู่ด้วย
“เจ้าพ่อ” – “เจ้าเมือง” เป็นเรื่องราวของหลากชีวิต ที่โชคชะตาชักนำมาให้ต้องเกี่ยวพันกันบนท้องทุ่งนาริมฝั่งแม่น้ำนครชัยศรี เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังอยู่ระหว่างความสับสนในการเปลี่ยนผันของการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
จุดเด่นที่ทำให้ “เจ้าพ่อ” “เจ้าเมือง” จับใจคนอ่านได้นั้น เป็นเพราะความมีชีวิตของตัวละครแต่ตัวที่ร่วมกันสร้างตำนานของลูกผู้ชายให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะชีวิตของปลัดบรรจง และนายพรหม “เสือป่า” หรือ “กำนันพรหม” ที่คนหนึ่งสร้างอำนาจให้เกิดขึ้นมาด้วยกฎหมาย ส่วนอีกคนสร้างอำนาจด้วยบารมี ‘”บรรจง'” ต้องใช้ความขยัน มานะ และความยุติธรรม ทำให้เป็นที่รักของเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน และชาวบ้าน จึงส่งผลให้เขาก้าวหน้าในงานราชการขึ้นเรื่อยๆ ส่วน “พรหม” เสือป่าแห่งทุ่งทองสร้างอิทธิพลแผ่ปกคลุมไปทั่ว มีทั้งท่าเรือและตลาดที่ใหญ่ที่สุดในลุ่มแม่น้ำ อำนาจและเงินของเขาสามารถซื้อใจทุกคนได้เป็นอย่างดีและพร้อมใจเรียกเขาว่า ”นาย” ด้วยความเต็มใจ

“ข้าพเจ้ามีความสุขที่เขียนเรื่องนี้… ข้าพเจ้าค้นหอสมุด ค้นหอจดหมายเหตุ บทความปากจัดของหนังสือการเมืองสมัยรัชกาลที่ 7 พบราชกิจจานุเบกษาประกาศสั่งของ เจ้าพนักงาน ห้ามมีและห้ามจำหน่ายหนังสือที่เป็นภัยต่อการปกครอง…
ค้นประวัติคนเก่ารุ่นปู่รุ่นพ่อจากหนังสืองานศพของนายทหาร ตำรวจ นายอำเภอ เจ้าเมือง พ่อค้า คหบดี สนุกมาก นอกจากเขียนเรื่องนี้แล้ว ข้าพเจ้าเก็บไว้เล่าด้วยปากราวกับไปพบ บ่อเพชรบ่อพลอยมา
ข้าพเจ้าเขียนนวนิยายเรื่องนี้แบบที่ฝรั่งเรียกว่า… more atmosphere than plot.
นวนิยายเรื่องนี้เป็นแบบกลั้วกันไปด้วยความคิดฝันกับความจริง กระเดียดไปพิถีพิถันในข้อมูลและบรรยากาศ ยิ่งกว่าพล็อต”
อาจินต์ ปัญจพรรค์ เคยอธิบายไว้ในบางส่วนของคำนำผู้เขียนในการพิมพ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2533 จึงไม่น่าแปลกใจว่านอกจากจะเป็นนิยายที่สามารถฉายภาพให้เห็นชีวิตในสมัยนั้นได้แจ่มชัด ราวกับได้เห็นบ้านเมืองยุคนั้นปรากฏตรงหน้าชีวิตของตัวละครในเรื่องนี้ยังจับใจคนอ่านมากมายอีกด้วย ชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยรสชาติหลากหลายบนเส้นทางของอำนาจที่ต่างกัน โดยเฉพาะบนเส้นทางของเจ้าพ่อ ตามความหมายและครรลองแห่งยุคสมัยดังกล่าว ที่ไม่ได้เป็นไปนิยามปัจจุบัน เจ้าพ่อในยุคนั้น ไม่ได้หมายถึงผู้มีอิทธิพลที่เติบโตและก้าวเดินมาบนเส้นทางของอำนาจมืด แต่คือผู้มีอำนาจในท้องถิ่นต่างๆ ที่นอกจากจะมีฐานะดีแล้ว ยังมีจิตใจกว้างขวาง เป็นคนจริง และได้รับการนับหน้าถือตาจากชาวบ้านในท้องถิ่นอย่างที่กำนันผินและพรหมได้รับ
ในนิยายทั้งสองเรื่อง ยังมีตัวละครหนึ่งที่คนอ่านรักมาก (รวมถึงเราด้วย) ก็คือ ”แม่ผาด” ลูกสาวคนโตของ “กำนันผิน” พี่สาวของพรหม
อาจินต์สร้างตัวละครแม่ผาดได้แหวกขนบผู้หญิงในสมัยนั้นอย่างรุนแรง ทั้งเข้มข้น แซ่บซ่า ดุเด็ด เผ็ดมัน ใจเด็ดสุดสุด จนอยากจะมอบตำแหน่ง “เจ้าแม่'” ให้โดยปริยาย ผาดเป็นลูกสาวหัวปีที่ถูกเลี้ยงดูมาแทบไม่แตกต่างกับลูกชาย ได้เลือดและเหลี่ยมคูของพ่อไว้แบบ 100% กำนันผินถึงขั้นเคยรำพันไว้ว่า อยากให้อีผาดเป็นชาย จะได้เป็นกำนันแบบกู
เบื้องหลังความสำเร็จที่ก้าวสู่ความเป็นเจ้าพ่อของน้องชาย ส่วนใหญ่เกิดจากมือแม่ผาด สาวใหญ่ที่มีอำนาจเต็มทุ่งทอง และเมื่อแม่ผาดตกหลุมรัก ความรักของเจ้าแม่ก็ย่อมไม่ธรรมดา แม่ผาดรักปลัดบรรจงหนุ่มน้อยผู้อ่อนกว่าถึง 10 ปี รักมากพอที่จะสลัดความเป็นหญิง และมุดมุ้งเข้าหาในค่ำคืนที่ดอกราตรีส่งกลิ่นหอมยวนใจ เมื่อตั้งท้องขึ้นมาแม่ผาดก็ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างหนีเข้ากรุงเทพฯด้วยเหตุผลเดียวคือ ไม่อยากทำลายอนาคตทางราชการของปลัดบรรจง โดยที่ตัวคนรักก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก่อนตัดสินใจแต่งงานไปกับ ‘หมื่นด่ำ’ เพื่อนของปลัดบรรจงที่พบกันอีกครั้งในกรุงเทพฯ
ใจเด็ดมากๆ ใจเด็ดทั้งในเรื่องของการงานและชีวิตส่วนตัว ตอนที่อ่าน “เจ้าเมือง” จบก็ค้างคาใจอยู่กับตัวละครแม่ผาดไม่น้อยเลย เพราะยังรู้สึกอยากเห็นชีวิตดุเด็ดเผ็ดมันของเธอต่อไป และตอนนี้ก็ได้เห็นแล้วใน “เจ้าแม่”
“เจ้าแม่” ตีพิมพ์ในนิตยสารกุลสตรี ตั้งแต่ พ.ศ.2538-2540 โดยเริ่มเล่าตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อแม่ผาดเห็นว่าญี่ปุ่นบุกกรุงเทพฯก็อพยพกลับมาที่ทุ่งทอง โดยให้สามีดูแลกิจการแท็กซี่ที่กรุงเทพฯในช่วงแรกๆ แต่กลับพบว่าตลาดที่ทุ่งทองไฟไหม้หมด ลูกน้องของนายพรหมจึงพาแม่ผาดไปยังตำบลนิลเพชรอันห่างไกล
เมื่อกลับสู่ครอบครัวเดิม นอกจากจะคิดพลิกฟื้นตระกูลให้ยิ่งใหญ่ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนายพรหมหมดอาลัยตาอยากกับความล้มเหลวแล้วนั้น ยังคิดจะสร้าง ”ประพิม” หลานสาวคนสวย ลูกสาวของนายพรหม ให้เป็นเจ้าแม่อีกคนแห่งวงศ์ตระกูล ทุ่งศรีทอง ของกำนันผินผู้ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ทุกความแซ่บในตัวแม่ผาดที่เราเคยรักยังอยู่ครบ แถมยังนิ่งและเยือกเย็นกว่าเดิมด้วยวัย ซึ่งส่งผ่านมายังตัวประพิมด้วยการกระทำและคำพูดที่อ่านแล้วก็แอบกรี๊ดในใจว่า นี่ซิ เพราะอย่างนี้ไง เราถึงรักแม่ผาดนักหนา สองเล่มก่อนหน้านี้ ความเป็นแม่ผาดทำให้รู้ว่าคนจริง นักเลง หรือลูกผู้ชายไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นผู้ชายเสมอไป และเล่มเจ้าแม่ ก็ยิ่งยืนยันสิทธิในความเป็นคนจริงอย่างไร้เพศโดยสิ้นเชิง…พอนึกว่าเรื่องนี้ขึ้นในสมัยไหนแล้วนั้น ต้องบอกว่าล้ำมาก
แฟนเจ้าพ่อ-เจ้าเมืองไม่น่าพลาด กับบทสรุปทุกเรื่องชีวิตแห่งลุ่มน้ำนครชัยศรีเล่มนี้ ตอนนี้มีขายอยู่ที่บูธมติชน โซนพลาซ่า ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 45 ศูนย์การประชุมสิริกิติ์
“แม่ผาด” กลับมาแล้วใน “เจ้าแม่”

