วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (ทีพีโอ) เป็นความก้าวหน้าของวงการดนตรีและวงการศึกษาดนตรีในประเทศไทย (4.0) นอกจากเป็นเรื่องที่ก้าวหน้าแล้ว ยังเป็นการก้าวล้ำวงดนตรีในภูมิภาคอาเซียนด้วย เพราะว่าไม่มีวงดนตรีอาชีพในอาเซียนที่อยู่บนพื้นฐานของนักดนตรีคนท้องถิ่น เล่นเพลงท้องถิ่น พัฒนาดนตรีของท้องถิ่นให้เติบโต เปิดโอกาสให้นักดนตรีในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมพัฒนาฝีมือในวงอาชีพและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างภูมิใจ
วงดนตรีอาชีพทั้งในสิงคโปร์และมาเลเซีย แม้จะมีความก้าวหน้าเรื่องฝีมือ แต่โอกาสของคนในท้องถิ่นแทบจะไม่มี เป็นวิธีการซื้อความสำเร็จมาจากยุโรป นำเข้านักดนตรีมาเล่นเป็นหลัก นำเข้าเพลงจากตะวันตกมาแสดง โดยใช้เงินจากภายในประเทศซื้อ
หากเมื่อใดไม่มีเงินจ้างนักดนตรีต่างชาติ ทุกคนก็จะกลับออกไปหมด นักดนตรีในท้องถิ่นก็พัฒนาไม่ทัน ไม่มีโอกาส ไม่มีอะไรให้ภูมิใจ และไม่มีอะไรเหลือ ดังนั้น การซื้อความสำเร็จจากต่างประเทศ จึงไม่ใช่ทางเลือกหรือทางออกของการพัฒนาดนตรีของไทยแต่อย่างใด
โชคดีที่ประเทศไทยมีเงินน้อย การพัฒนาดนตรีอาชีพจึงค่อยเป็นค่อยไป วงดนตรีอาชีพของเราจึงล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ข้อดีคือ เราได้เรียนรู้และพัฒนาด้วยตัวเอง มีประสบการณ์สูง เรียนรู้จากความล้มเหลว เป็นบทเรียนที่มีคุณค่ามาก เพราะว่าเรามีเงินน้อย หากว่าไทยเรามีเงินเยอะอย่างสิงคโปร์หรือบริษัทใหญ่ในมาเลเซียเข้าไปช่วยพัฒนาวงดนตรีอาชีพด้วยการซื้อความสำเร็จมาใช้ เราก็คงไม่ต่างไปจากสิงคโปร์หรือมาเลเซีย ถึงวันนี้ดนตรีคลาสสิกของไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น ยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร
สำหรับพัฒนาการวงซิมโฟนีออเคสตราในไทยนั้น ได้เริ่มต้นก่อตั้งเป็นวงเมื่อปี พ.ศ.2454 สมัยรัชกาลที่ 6 ผู้ควบคุมวงดนตรีคนแรกชื่อ อัลเบอร์โต นาซารี (Alberto Nazari) นักดนตรีชาวอิตาเลียน แสดงครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2461 (Cavalleria Rusticana)
เมื่อนาซารีกลับอิตาลี ผู้ควบคุมวงดนตรีคนที่สองคือ พระเจนดุริยางค์ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่วงดนตรีคลาสสิกมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุด
เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 6 วงดุริยางค์ซิมโฟนีออเคสตราก็ล้มลุกคลุกคลานเรื่อยมา ขาดงบประมาณสนับสนุนและขาดผู้ให้การดูแลอย่างจริงจัง แม้พระเจนดุริยางค์จะพยายาม ประคับประคองอย่างสุดกำลังก็อยู่ลำบาก ในสมัยรัชกาลที่ 7 นักดนตรีถูกตัดออกจากราชการ ยุบและยกเลิกตำแหน่ง ทำให้วงดนตรีคลาสสิกอยู่ในสภาพแพแตก นักดนตรีตกระกำลำบาก หันไปทำมาหากินในโรงแรมและหางานรื่นเริงเล่นแทน สิ้นพระเจนดุริยางค์ พ.ศ.2511 ดนตรีคลาสสิกก็ซบเซาลงไปอีก
วงการดนตรีคลาสสิกของไทยสมัยใหม่ในปี พ.ศ.2512 ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเยอรมนี โดยผ่านสถาบันวัฒนธรรมเยอรมัน (Goethe Institute) ส่งผู้ควบคุมวงดนตรีชื่อ ฮันส์ มอมเมอร์ (Hans Mommer) ตั้งเป็นวงดนตรีโปรมิวซิกา (Pro-Musica Orchestra) โดยรวบรวมนักดนตรีที่มีฝีมือดี ทั้งผู้รักสมัครเล่นและนักดนตรีอาชีพ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ อาจารย์กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา พลเรือตรี หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช เป็นต้น
ต่อมาก็กลายเป็นรากฐานของวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ (Bangkok Symphony Orchestra) ซึ่งเป็นการวางรากฐานดนตรีคลาสสิกและเป็นความภูมิใจของประเทศ พ.ศ.2525 วงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ (Bangkok Symphony Orchestra) ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นวงใหม่ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ฉลอง 200 ปีของกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งได้สร้างผลงานการแสดงไว้อย่างต่อเนื่องกระทั่งปัจจุบัน มีบุคคลสำคัญที่ช่วยผลักดัน อาทิ พล.ร.ต.วีระพันธ์ วอกลาง, พ.อ.ชูชาติ พิทักษากร นาวาตรี ปิยะพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, วิทยา ตุมรสุนทร, สุทิน ศรีณรงค์ เป็นต้น
23 มิถุนายน 2548 ในงานมหกรรมทรัมเป็ตนานาชาติ (International Trumpet Guild, ITG) ซึ่งไทยได้เป็นเจ้าภาพ ต้องใช้วงดุริยางค์ซิมโฟนีออเคสตราเล่นร่วมกับนักดนตรีนานาชาติ
เนื่องจากราคาค่าใช้จ่ายวงซิมโฟนีสูง วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้รับผิดชอบงาน จึงได้ตัดสินใจตั้งวงซิมโฟนีขึ้นใหม่ ชื่อวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra, TPO)
การตั้งวงดนตรีใหม่เป็นโอกาสที่ดี สร้างความรู้สึกใหม่ มีบรรยากาศใหม่ ทำให้มีการแข่งขันและมีตัวเลือก สร้างความแตกต่าง ซึ่งได้สร้างความตื่นตัวให้แก่วงการดนตรีคลาสสิกในประเทศไทยมากขึ้นด้วย
วันนี้วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศ ไทยดำเนินมา 12 ปี ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงและสร้างพัฒนาการดนตรีคลาสสิกในประเทศไทยอย่างมาก อาทิ มีรายการแสดงเป็นฤดูกาลที่แน่นอน มีนักดนตรีได้รับเงินเดือนประจำ มีการคัดเลือกนักดนตรีเข้าทำงาน (12 ปี 7 ครั้ง) มีหอแสดงดนตรีมหิดลสิทธาคารเป็นบ้านของวงทีพีโอ มีสมาชิกที่เป็นผู้ฟังและเป็นผู้สนับสนุนวงดนตรี มีนักดนตรีหลากหลาย ทั้งไทย (70%) และชาวต่างชาติ (30%) ทุกคนขยันฝึกซ้อม เป็นต้น
ทั้งนี้ เป็นพัฒนาการที่ดีและเรียนรู้มาจากประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น
ระหว่างวันที่ 1-6 เมษายน 2560 วงทีพีโอ ได้จัดการคัดเลือกนักดนตรีทั้งวงเป็นครั้งที่ 7 เมื่อประกาศออกไปแล้วก็มีข้อมูลที่น่าตกใจยิ่ง อาทิ มีนักดนตรีสมัครเข้ารับคัดเลือก 283 คน มากที่สุดเท่าที่เคยจัดมา เป็นคนไทย 202 คน ชาวต่างประเทศ 81 คน (จาก 26 ประเทศ) และมีผู้สมัครครบทุกเครื่องดนตรี ในอดีตทั้ง 6 ครั้ง มีนักดนตรีสมัครจำนวนไม่มาก (ร้อยเศษ) เครื่องดนตรีบางชนิดไม่มีคนสมัครด้วยซ้ำไป ครั้งนี้ วงทีพีโอมีผู้สนใจอยากร่วมงานมาจากนานาชาติ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน อเมริกา เกาหลีใต้ โปแลนด์ อิตาลี แคนาดา ลัตเวีย จีน กรีซ คาซัคสถาน อังกฤษ มอลตา อุซเบกิสถาน ญี่ปุ่น ไทย สเปน ยูเครน ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ฟินแลนด์ ออสเตรีย เบลเยียม และสวีเดน
คณะกรรมการคัดเลือกมาจากผู้แทนผู้ควบคุมวงดนตรี 2 คน (จาก 16 คน) ผู้แทนนักดนตรี 3 คน (จาก 93 คน) อีก 2 คน เป็นผู้จัดการและผู้อำนวยการวงทีพีโอ ซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง รวมมีกรรมการ 7 คน ซึ่งต้องใช้เวลา 6 วัน วันละ 8 ชั่วโมงครึ่ง ต้องฟังนักดนตรีแต่ละคนซึ่งจะสำแดงฝีมือ 10 นาที
เมื่อจบการคัดเลือก วงทีพีโอก็จะได้สมาชิกใหม่ในวันที่ 7 มีนาคม 2560
สิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่ก็คือ เราเดินมาถูกทางแล้ว โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาคนของท้องถิ่นไทยขึ้นมาก่อน แม้จะเก่งบ้างและไม่เก่งบ้าง หรือจะทะเลาะกันบ้าง ก็ถือเป็นหนังสือเล่มงามที่ต้องเรียนรู้กัน เมื่อมีการคัดเลือกนักดนตรีแต่ละครั้ง (ทั้ง 6 ครั้ง) ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะน่าตื่นเต้นอะไร เพราะทุกคนก็คิดว่าคงจะได้คนหน้าเดิม เพราะเงินเดือนก็น้อย วงดนตรีฝีมือก็ไม่สูง นักดนตรีก็คิดว่าคงไม่มีใครมาแย่งงาน
แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว มีเงินเดือนมากขึ้นเล็กน้อย มีความมั่นคงมากขึ้น มีผลงานที่น่าเชื่อถือ มีสถานที่แสดงที่มั่นคง จึงมีนักดนตรีมาสมัครรับการคัดเลือกมากขึ้นด้วยการสมัครของนักดนตรีเข้าคัดเลือกเล่นกับวงทีพีโอ (283 คน) เป็นความเชื่อมั่นของชาติในระดับหนึ่ง เป็นความมั่นคงของความรู้สึกนึกคิดของนักดนตรี เป็นความเชื่อมั่นในทางเศรษฐกิจ เป็นความเชื่อมั่นในทางการเมือง
โดยเฉพาะนักดนตรีที่มาจากนานาชาติ ในมิติของการรับรู้ว่าประเทศไทยมีความเป็นมิตร มีความสงบเรียบร้อย เพราะยังมีเวลาได้ฟังดนตรีคลาสสิก ซึ่งเป็นความไพเราะและเป็นความสวยงามของจิตใจคนในสังคม อย่างน้อยคนก็เริ่มรู้สึกว่าประเทศไทยเจริญ

