หน้าแรก บันเทิง จากไอดอลสู่ศิ...

จากไอดอลสู่ศิลปินเดี่ยว ‘สตางค์ ตริษา’ ส่งซิงเกิ้ลแรก เล่าอีกมุมในวันที่ต้องเติบโต

11.07.25 | 09:40 น.

จากไอดอลสู่ศิลปินเดี่ยว ‘สตางค์ ตริษา’ ส่งซิงเกิ้ลแรก เล่าอีกมุมในวันที่ต้องเติบโต

เปิดตัวซิงเกิลเดี่ยวอย่างเป็นทางการ Stang Tari (สตางค์ ตริ) หรือ สตางค์ ตริษา ปรีชาตั้งกิจ ที่ล่าสุดได้ปล่อยเพลง “ยังไม่มีหรอก…แฟน” (Single, please flirt.) ผลงานแรกในฐานะศิลปินเดี่ยว ถ่ายทอดเสียงหัวใจของคนโสด พร้อมกลิ่นอายวินเทจย้อนยุคแบบซินธ์ป็อป ถ่ายทอดตัวตนใหม่ที่โตขึ้นในวงการบันเทิง

“หนูว่าความพิเศษคือมันเป็นเพลงแรกที่หนูปล่อยในฐานะศิลปินเดี่ยว ก็เป็นเหมือนเราได้เห็นเส้นทางของตัวเองชัดขึ้นจากก่อนหน้านี้ ว่าเราชอบแนวซินธ์ป็อป เหมือนเราได้ทำเพลงที่มีความเป็นสตางค์มากขึ้นกว่าเดิม”

ซึ่งเพลงนี้ไม่ได้แค่สะท้อนความโสดแบบน่ารัก แต่ยังเล่าเรื่องที่ต้องประสบพบเจอกับตัวบ่อยๆ “เพราะหนูโดนคนทักบ่อยมาก เหมือนเวลาเราไปเจอญาติ เขาก็จะถามว่า ‘เอ้า..มาคนเดียวเหรอ ยังไม่มีมีแฟนอีกเหรอ ผ่านไปกี่ปีเธอก็ยังไม่มีแฟนเหรอ’ ก็เลยรู้สึกว่าโดนถามบ่อย มันจี๊ด ก็เลยกลายมาเป็นเพลงนี้”

โดยเบื้องหลังเพลงนี้ยังได้โปรดิวเซอร์ระดับตำนานอย่าง บอย ตรัย ภูมิรัตน และ พีท พีรพล สุนทรญาณกิจ มาช่วยเติมเต็มเสียงและอารมณ์ให้ลงตัว

Advertisement

“ตื่นเต้นมาก เพราะว่าพี่บอยไม่ได้แต่งเพลงให้ใครนานมาก แล้วเขาก็เขียนเพลงนี้มาให้หนูเลย โดยที่เราไม่ได้คุยกันด้วยซ้ำ แต่พอได้ฟัง เหมือนเขาเสิร์ชชีวิตหนูมาหมดเลย มันตรงมากๆ”

ขณะที่ พีท พีรพล นั้น สตางค์เล่าว่า “พี่พีทเขาบอกว่าพี่อดนอนหลายวันมาก เพราะไม่รู้ว่าจะทำเพลงนี้ยังไง ซึ่งตอนเดโม่มามันเป็นกีตาร์โปร่ง แบบพี่บอยมากๆ ก็เลยรู้สึกว่าแล้วจะมาเป็นสตางค์ได้ยังไง หนูก็เลยบอกว่าหนูอยากได้แนวนี้ๆ พี่พีทก็เลยต้องช่วยจูนหาตรงกลางให้มันพอดี ทำเพลงนี้ให้มีความเป็นเรามากขึ้น”

“เป็นเพลงฟังง่ายๆ สบายๆ ไม่ได้ร้องยาก ถามว่าฟังแล้วรู้สึกยังไง ก็รู้สึกว่าอยากมีแฟน” สตางค์เล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

และในส่วนของมิวสิควีดิโอก็เลยมีกลิ่นอายวินเทจแบบน่ารัก สดใส สไตล์สตางค์ออกมาให้ได้ชม

“อยากให้มันดูย้อนยุคแต่ไม่ตกยุค หนูอยากเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ให้ได้เห็นว่าสมัยก่อนเขาแต่งตัวกันจี๊ดจ๊าดแบบนี้นะ แต่ก็อยากให้มันมีความเป็นเรา อยากทำให้มันโมเดิร์นแต่ก็วินเทจ”

กับฟีดแบ๊กจากแฟนๆ นั้น สตางค์ บอกว่า หลายคนก็รู้สึกประหลาดใจที่มาในเวย์นี้ที่มีกลิ่นอายของความเป็นยุคเก่า แต่ทุกคนก็ดีใจที่มีผลงานออกมาให้ได้ติดตาม

จากไอดอลวง BNK48 สู่การเป็นศิลปินเดี่ยว สตางค์ เล่าว่าเหมือนเป็นการออกจากเซฟโซนสู่โลกแห่งความเป็นจริง

“ตอนเป็นไอดอลมันมีเพื่อนหลายๆ คน เราจะรู้สึกว่าไม่ต้องโตไม่ต้องใช้ความคิด หมายความว่าเราก็เกาะเพื่อนไปได้ ก็เนียนๆ ไป และยังมีแฟนๆ ที่คอยซัพพอร์ต เราเหมือนมีฟูกรองรับ พอล้มก็ไม่เจ็บมาก”

แต่กระนั้นเมื่อต้องมาเดินด้วยตัวเอง “มันอิสระมากๆ แต่เราต้องโตขึ้นตัดสินใจเอง และตรงนี้ล้มแล้วเจ็บ มันล้มบนพื้นแล้ว ต้องจริงจังกับมันมากขึ้น”

การก้าวออกจากเซฟโซนของสตางค์จึงไม่ใช่แค่เรื่องเพลง แต่มันคือการเติบโตทั้งตัวตนและหัวใจ
ดังนั้นเลยจะได้เห็น สตางค์ ในบทบาทใหม่ๆ มากขึ้น ทั้งการเป็นพิธีกร และ นักแสดงด้วย ซึ่งในพาร์ตนี้นักร้องสาวก็ว่าถือเป็นประสบการณ์ดีๆ ที่ทำให้ได้เห็นตัวเองในอีกมุมหนึ่ง

“หนูได้ทำงานกับพี่ๆ มืออาชีพเยอะมาก งานแสดงทำให้รู้สึกว่าได้เปิดโลก และเหมือนมันได้ท้าทายความสามารถเรามากๆ บางจุดที่เรารู้สึกว่าไม่กล้าจะก้าวข้ามผ่านเลย มันเหมือนได้ปลดล็อกบางอย่างในตนเอง”

“ทุกวันนี้เราจะอยู่ไม่ได้แล้วถ้าเป็นนักร้องอย่างเดียว เพราะทุกคนเป็นกันหมดแล้ว ก็รู้สึกทำทุกอย่าง ก็เป็นดีเจ เป็นเอ็มซี มีงานแสดงด้วย คือต้องทำเพราะไม่เลือกงาน ไม่ยากจนค่ะ”

เห็นสนุกกับการทำงานเบื้องหน้าขนาดนี้ แต่น้อยคนจะรู้ว่า สตางค์ นั้นเป็นมีมุมที่เป็นอินโทรเวิร์ตด้วยเหมือนกัน ที่อยากอยู่กับตัวเองและมีความกลัวที่จะเข้าหาคนอื่นอยู่บ้าง

“แต่ตอนนี้เหมือนกับเราต้องโตขึ้น พอได้ลองเปิดใจแล้วรู้สึกว่ามันแค่เป็นเราเองที่ไม่คุย เรากลัวไม่กล้าเข้าไป ทำให้รู้ว่ามันไม่ได้แย่และหนูก็ชอบมากกว่ากับการอยู่คนเดียวด้วยซ้ำ ก็เลยรู้สึกว่าเลยอยากเปิดใจกับทุกอย่าง ทุกเรื่องมากขึ้น”

อย่างไรก็ตามเมื่อถามถึงการที่มีน้องๆ อีกหลายคนมองเราเป็นไอดอลและมาขอคำปรึกษา ขอกำลังใจอยู่บ่อยๆ สตางค์ ก็ยอมรับว่าด้วยอายุและประสบการณ์ของตนเองที่มีในตอนนี้จะสามารถเป็นที่ปรึกษาที่ดีได้ขนาดนั้นไหม

แต่กระนั้น “เราก็รับฟังเขา และรู้สึกว่าพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ก็ช่วยเขา ก็อยากให้น้องๆ เชื่อมั่นในความฝันของตัวเอง ไม่ท้อ เพราะว่าจริงๆ หนูก็เป็นคนนั้นเหมือนกันที่ก่อนหน้านี้ท้อมากๆ หลายครั้งเหมือนกัน”

“แต่ก็รู้สึกว่า ถ้าเรายังยืนหยัด และก็ยังชอบมันอยู่ ถ้าเรายังรู้ว่าเรายังมีแพชชั่นกับมัน แน่นอนว่ามันอาจจะต้องล้มเป็นอีกร้อยครั้ง แต่ถ้าเรารักมันมากพอ วันนึงมันก็ต้องเป็นวันของเรา”

“ขอแค่เชื่อเถอะว่าเราทำได้ และก็สู้ๆ เพราะว่ามันต้องมีวันของเราแน่นอนค่ะ”