‘บอสโจ’ ทุ่มเงิน 25 ล้านทำหนังคายอ้อ มั่นใจไม่เจ๊งแน่นอน รับห่วง ‘อุ๋งอิ๋ง’ ยังไม่อยากให้มีแฟน
เพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดครบ 19 ปีไปหมาดๆ สำหรับ นางเอกหมอลำสุดฮอตของวงสาวน้อยเพชรบ้านแพง อุ๋งอิ๋ง รัตนาภรณ์ ที่ล่าสุด (15 ก.ค.) อุ๋งอิ๋งมาร่วมงาน GALA PREMIERE ภาพยนตร์ “คายอ้อ ลบหลู่ ศรัทธา อาถรรพ์” ณ บางกะปิ ซีนีเพล็กซ์ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ก็ได้เล่าโมเมนต์ถึงวันเกิดที่ผ่านมา พร้อมกันนี้บอสใหญ่ของวง อย่าง โจ ยมนิล นามวงษา ยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงภาพยนตร์ คายอ้อ ลบหลู่ ศรัทธา อาถรรพ์ หลังจากทุ่มทุนสร้างผลงานหนังเรื่องแรก 25 ล้านบาท
วันเกิดอุ๋งอิ๋งที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?
อุ๋งอิ๋ง : “ก็โอเคค่ะ ราบรื่นดี ปีนี้ครบ 19 ปี ในระยะ 2 ปีที่ทำงานมาก็ได้ทั้งบ้าน ทั้งรถค่ะ รู้สึกภูมิใจค่ะ เพราะว่าตั้งแต่เด็กหนูก็ฝันอยากมีบ้าน มีรถ ที่ดิน ทุกวันนี้หนูรู้สึกภูมิใจในตัวเอง เพราะว่าเราทำได้แล้วภายในระยะเวลา 2 ปี ได้ทั้งบ้านทั้งรถ มันเกินฝันของหนูมาก”
ในฐานะหัวหน้าวงรู้สึกอย่างไร อุ๋งอิ๋งที่มาอยู่ สาวน้อยเพชรบ้านแพง ทำตามฝันได้แล้ว?
บอสโจ : “ดีใจครับ ทุกสิ่งทุกอย่างเกื้อกูลหนุนค้ำกัน พ่อเป็นคนสร้าง ลูกเป็นคนสู้ อุ๋งอิ๋งเป็นคนสู้งาน อดตาหลับขับตานอนไปด้วยกันกับพ่อ กว่าพวกเราจะมาถึงวันนี้ได้ มันเป็นชีวิตที่สู้มามากๆ ผ่านดราม่ามาหลายๆ เรื่อง ผ่านทุกข์ ผ่านสุข ผ่านน้ำตามาจนมาถึงทุกวันนี้ ได้ทำหนังเรื่องคายอ้อ เป็นสิ่งที่พวกเราสู้กันมา ต้องขอบคุณทุกๆ พลังที่โอบอุ้มเราพ่อลูก ทำให้มาถึงทุกวันนี้ครับ

กับความสำเร็จที่เพิ่มมากขึ้น เป้าหมายใหญ่ขึ้นตามด้วยมั้ย?
บอสโจ : “โตขึ้นเรื่อยๆ แหละครับ มันก็เป็นไปตามอัตโนมัติเลย การทำหนังมันคือสุดๆ แล้ว ศิลปะชั้นสูงแล้ว สิ่งที่เราทำอยู่แล้วก็คือวงหมอลำ เวทีหมอลำ ที่เราต้องทำงานทุกวัน สร้างความสุขให้แฟนๆ ปีนี้ปิดฤดูกาลแล้วสำหรับสาวน้อยเพชรบ้านแพง และสาวน้อยลำเพลินโชว์จบลงอย่างสวยงาม สำหรับฤดูกาลใหม่ วันที่ 20 กันยายน เปิดฤดูกาลสาวน้อยเพชรบ้านแพง และ 6 กันยายน เปิดวงสาวน้อยลำเพลินโชว์ เราปรับปรุงใหม่ทุกระบบ ท่านจะเห็นสิ่งแปลกใหม่ไฉไลกว่าเดิมแน่นอน การแสดงไม่ว่าจะเป็นโชว์อุ๋ง อิ๋ง เพชรบ้านแพง แสงสีเสียงใหม่ เราเพิ่มเติมความใหม่ทุกปี พัฒนาไม่หยุดไปข้างหน้าครับ แต่ละปีใช้งบหลายสิบล้านครับ อย่างการทำหนังคายอ้อเท่ากับทำวงหมอลำได้อีกหนึ่งวงเลยครับ กับ 25 ล้านบาทในการสร้างหนังคายอ้อครั้งนี้
หลายคนถามทำหมอลำอยู่ดีๆ ทำไมมาทุ่มทุนกับหนังขนาดนี้?
บอสโจ : “มีครับ บางคนถามกลัวเจ๊งหรือเปล่า ไม่กลัวเจ๊งหรอ เจ๊งแน่เลย ไปต่อไม่ได้แน่ ขาดทุนแน่ๆ เห็นเราลงทุน แต่ไม่เป็นไร จะขาดทุนหรืออะไรก็ช่าง เราได้ทำแล้ว เราได้ทำในสิ่งที่เราวาดฝัน สิ่งที่เราต้องการทำ ทำเต็มที่แล้วครับ ทุกการลงทุนมันย่อมมีความเสี่ยงอยู่แล้ว เราได้เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม เราได้ทำในสิ่งที่เชิดชูครูบาอาจารย์ และเราก็เชื่อว่าวันหน้าครูบาอาจารย์คงจะเป็นบารมีผลักดันให้คายอ้อสำเร็จครับ”
มั่นใจไม่เจ๊งแน่นอน?
บอสโจ : “มั่นใจครับ มั่นใจในบทเพราะว่าตั้งแต่ผมคิดจะมาทำหนัง ได้ยินคำนี้ที่ขีดเส้นใต้ไว้เลยก็คือ หนังไทยตายเพราะบท ก็เลยปักอยู่ในหัวใจตลอดว่า บทต้องดี บทหนังก็ต้องดี แล้วหน้าหนังก็คือหน้าตาของศิลปินที่จะมาร่วมแสดง”
คนมองว่ามีเงินเยอะอยู่แล้วเลยมาทำหนัง?
บอสโจ : “ไม่เกี่ยวครับ ผมไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้น ผมต้องเอาเพื่อนของผม มาลงทุนร่วมกัน ขอพลังจากเพื่อนๆ ที่จะมาสร้างงานชิ้นนี้ครับ

อุ๋งอิ๋งเริ่มโตเป็นสาวแล้ว เป็นห่วงเรื่องอะไรบ้าง?
บอสโจ : “เป็นห่วงครับ เวลาไปงานก็มีแม่แท้ๆ ที่ดูแลอยู่ใกล้ๆ น้องอยู่แล้ว เราก็เป็นหูเป็นตาเป็นคนสร้างงานต่างๆ แล้วลูกก็เดินตามไปด้วยกัน หน้าเวทีบางครั้งพ่อไม่ได้ไปงาน ติดธุระ อุ๋งอิ๋งก็แสดงบนเวที”
มีข้อห้ามเรื่องอะไรมั้ย?
บอสโจ : “ก็คือเรื่องแฟนนั่นแหละ เรื่องผู้บ่าว เพราะว่าเพิ่ง 19 ปี วัยกำลังสร้างตน สร้างงาน สร้างเงิน เพราะว่ากว่าจะมาถึงทุกวันนี้มันไม่ใช่ธรรมดา แล้วคนที่อยากเป็นเหมือนหนูมันมีหลายสิบล้านคน แต่เขายังเป็นไม่ได้ ทำไม่ได้ ยังมาไม่ถึงจุดนี้ เพราะฉะนั้นหนูมาถึงจุดนี้หนูต้องรักษาให้ได้”
คิดว่าอายุเท่าไหร่ น้องถึงจะมีแฟนได้?
บอสโจ : “อันนั้นก็แล้วแต่โชคชะตา ผมกับพ่อแม่น้องคุยกันอยู่ตลอด เขาเพิ่ง 19 เอง แล้วเพิ่งดังมาปีสองปี ก็ขอให้บริหารความดังให้ลูกดังนานๆ กินนานๆ ไม่ใช่เอะอะตกใจดังแล้วหายไปเลย ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น”
อุ๋งอิ๋ง: “หนูยังไม่คิดค่ะ ต้องถามพ่อกับแม่ก่อน หนูก็เข้าใจที่พ่อโจเป็นห่วง ไม่รีบค่ะ”
ทำงานหนักทุกวันมีเวลาไปเที่ยวรีแล็กซ์มั้ย?
อุ๋งอิ๋ง: “ส่วนมากหนูลุยงานอย่างเดียวค่ะ ถ้าผ่อนคลายก็ขึ้นรถตู้แล้วนอน การนอนคือที่สุดค่ะ(หัวเราะ) เพราะว่าต้องดูแลสุขภาพตัวเองด้วย ไม่ได้คิดอยากไปเที่ยวไหน เพราะว่าหนูชินกับการทำงานแล้ว ก็เลยไม่อยากไปไหน”
บอสโจ : “ใจเขาอยากมีโมเมนต์นี้อยู่ แต่ว่าด้วยมันเป็นวิถี ผมจะพูดเลยว่านี่มันเป็นวิถีคนดังไงลูก วิถีคนดังมันก็ต้องประมาณนี้”


