หน้าแรก บันเทิง ษา วรรณษา แจง...

ษา วรรณษา แจงเหตุฟาดเดือดกลางไลฟ์ เผยเคล็ดลับรักนาน10 ปี ลั่นไม่คิดมีทายาทอีก 

23.07.25 | 15:21 น.

‘ษา วรรณษา’ แจงเหตุฟาดเดือดกลางไลฟ์ เผยเคล็ดลับรักนาน10 ปี ลั่นไม่คิดมีทายาทอีก 

จากกรณีที่นักแสดงสาว ษา วรรณษา ฟาดคนเข้ามาคอมเมนต์ถามถึงอดีตสามี ขณะที่เจ้าตัวกำลังไลฟ์สดกับ แฟนหนุ่ม อาท รณชัย เมื่อเจอ ษา วรรณษา ก็ไม่พลาดที่จะสอบถามถึงประเด็นดังกล่าว นอกจากนี้ษา ยังได้เผยถึงชีวิตรักกับแฟนหนุ่ม อาท รณชัย ที่กำลังก้าวไปสู่ปีที่ 10 พร้อมเผยถึงเคล็ดลับครองรักยาวนาน รวมถึงเคล็ดลับดูแลตัวเองให้สดใสแม้เข้าใกล้เลข 5

สวยขนาดนี้ความรักจะขนาดไหม?
“สำหรับความรักตอนนี้ก็เปล่งปลั่งตามหน้าเลยค่ะ ที่จริงความรักก็คืออยู่ในปีที่ 9 แล้วกำลังก้าวข้ามไปปีที่ 10 ซึ่ง 7 ปีที่เป็นอาถรรพ์ผ่านแล้ว เราไม่มีความกลัวเลย แล้วไม่รู้ว่ากลัวตอนไหนด้วย คือมันผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาเยอะแล้ว แล้วพื้นฐานของความรักของคู่ษา อยู่ด้วยความเข้าใจ และความเป็นเพื่อนกันมากกว่า และเวลามีปัญหาอะไรก็คือเคลียร์เลย แล้วคือของษาจะดีอย่างหนึ่งว่า ถ้าสมมติมันมีการปะทะ จะปะทะกันในเรื่องงานมากกว่า คือมันเหมือนการประชุม แต่การประชุมของเรามีแค่ฉันกับเธอ คือถ้าจะเถียงกันก็เถียงกันแค่สองคนไม่มีคนอื่นมาเถียงด้วย จบก็คือจบที่สองคน แต่ถ้ารู้สึกว่ามันไปกันไม่ได้ต่างคนก็จะต่างเงียบเลย ก็ไปเคลียร์อารมณ์กันประมาณ 5 นาทีก็กลับมาคุยกันเหมือนเดิม”

ใครเป็นน้ำใครเป็นไฟ?
“ษาว่าษาก็คงเป็นไฟ (หัวเราะ) แต่บางทีก็สลับกันบ้าง แต่ในพื้นฐานเป็นความห่วงใยกันซะมากกว่า”

ตอนนี้ก้าวเข้าปีที่ 10 แล้ว แพลนอนาคตความรักเป็นยังไงบ้าง?
“ก็ไปอย่างนี้ค่ะ ไปเรื่อยๆ คือความเป็นธรรมชาติของคู่รัก มันไม่จำเป็นต้องมีหลักการอะไรมากมาย ถ้าเกิดเราขึ้นต้นด้วยความเข้าใจ และความรักความห่วงใยมันจะรู้กันเอง ถ้าคู่รักคู่ไหนที่ขึ้นด้วยความเข้าใจแบบนี้มันจะรู้เลยว่าพอเราทำแบบนี้อีกคนจะไม่พอใจ คือมันจะรู้กันเอง ซึ่งในทุกๆ วันเราเหมือนกับวันแรกที่เราเจอกัน”

Advertisement

ย้อนกลับไปวันแรกที่เจอกันเราประทับใจอะไรในตัวผู้ชายคนนี้?
“ไม่ได้อะไรเลยค่ะ คือเป็นการเจอกันแบบไม่ได้ตั้งใจ ที่มาคบกันจริงๆ เลยไปประมาณเกือบสองปีแล้ว เพราะฉะนั้นปีแรกเราจะไม่นับ แต่ถ้านับก็คือ 10 เรามานับปีที่ 2 ที่เรารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ควรเข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา”

เพราะเขาเข้ามาในชีวิตเราและมีการเติมเต็มในส่วนไหนของเราบ้าง?
“ก็หลายอย่างนะ อย่างที่บอกตอนแรกว่าใครเป็นน้ำใครเป็นไฟ คืออาทจะเป็นน้ำซะมากกว่า คือเราเป็นคนใจร้อน เราเป็นคนที่ตัดสินใจอะไรเร็ว เค้าจะคอยเป็นคนที่สะกิดเรา คอยเอาน้ำรดเรา”

อยู่กันมา 10 ปีทริกสำหรับคู่เราที่ใช้ในการแก้ปัญหา และทำให้อยู่กันมาได้นานถึง10ปี?
“จริงๆ คือสตินะ ในเรื่องของความรักเราไปสอนใครไม่ได้ เพราะว่าแต่ละคู่ไม่เหมือนกัน แต่ว่าอย่างหนึ่งที่มันจะทำให้ความรักมันเหมือนกับจะทะเลาะกันแล้วเราดึงสติกลับมาได้ว่า ไอ้สิ่งที่เราพูดไปมันอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด เราลองฟังเขาสักหน่อยมั้ย มันก็จะช่วยเราดึงสติกลับมา ซึ่งพอเราฟังไปแล้วเรามีสติปุ๊บมันฟังในสิ่งที่เขาเตือน มันก็จริง ซึ่งเราคำนวณสิ่งที่เขาพูดมาว่าจริงหรือเปล่า แล้วอารมณ์มันจะดาวน์ลง ก็กลับมาคุยกันเข้าใจแล้ว แค่นี้เอง”

คิดว่าจะมีทายาทคนต่อไปไหม?
“อายุ 46 คงไม่ไหวแล้ว คือเราก็นั่งคุยกันเล่นเล่น สมมุติว่าในวันนี้ 46 เรามีลูก ลูกคลอดตอนเราอายุ 47 ปี ลูกเจ็ดขวบ เราอายุ 57 ปี ถ้าลูกอายุ 37 ปี มีครอบครัว เราอาจจะไม่อยู่แล้ว เราก็เลยมีแค่ เซย์เดย์ พอ”

พี่อาทโอเคไหม?
“พี่อาทโอเคค่ะ เขาก็บอกว่าดูแล เซย์เดย์ ดีกว่า เพราะว่าด้วยอายุของเรา และเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเราที่เรามีอยู่ มันก็เลยค่อนข้างที่จะมียาก”

ย้อนกลับไปช่วงที่เราต้องเลี้ยงน้องคนเดียว เรารู้สึกอย่างไรบ้าง ท้อไหม ณ ตอนนั้น?
“คือโชคดีที่มีคุณแม่ ก็คือคุณแม่ช่วยเลี้ยง และน้าสาวน้าชาย มีน้องน้องที่เป็นลูกพี่ลูกน้องอีก ก็ช่วยกัน ถามว่าลำบากไหมก็ไม่ได้ลำบากมากขนาดนั้นเนอะ แต่ในการลำบากของเราคือการดูแลกลุ่มเด็กพิเศษมากกว่า แต่ณ วันนี้คือความพอใจของเรา เราพอใจของเราเท่านี้ คือเราเห็นภาพนี้เราก็รู้สึกแฮปปี้แล้ว เขาไม่ได้เป็นภัยต่อสังคม เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในบางเรื่อง ที่เขาควรทำเอง เค้าเอาตัวรอดได้ เขามีความคิดที่ดี และเขารู้จักที่จะหลีกเลี่ยงคนที่ไม่ดีกับเขา โดยไม่ไปก่อเรื่องอะไรให้ใครเดือดร้อน เราโอเคแล้ว”

การใช้ชีวิตของเขาก็คือเหมือนพวกเราปกติเลยใช่ไหม?
“ปกติเลยค่ะ มันก็แค่บางอย่างที่จะต้องใกล้ชิด หรือบางอย่างที่จะต้องให้เขาแปลความหมายอีกที มันก็อาจจะติดขัดบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรต่อสังคม”

ปัจจุบันแม่เลี้ยงเดี่ยวเยอะมาก อยากให้กำลังใจอะไรในส่วนนี้กับหลายๆ คนไหม?
“อยากจะบอกทุกคนว่าไม่ต้องไปซีเรียสอะไรมากมาย จริงๆ บนโลกใบนี้มันก็มีอะไรที่เราชื่นใจได้หลายอย่าง โดยเฉพาะลูก เพราะฉะนั้นษาอยากจะบอกว่าเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง หรือว่าเรารู้สึกว่าเราเลี้ยงลูกแล้วเราเหนื่อย เราลองละ แล้ววางลง แล้วก็ไปหาอะไรที่เรารู้สึกแฮปปี้กับตัวเรา อย่างตัวษาก็คือการถักโครเชต์ นี่คือวิธีของเรานะ แต่วิธีของคนอื่นเราไม่รู้ บางคนอาจจะไปเดินเล่นชมวิว แล้วอาจสบายใจ คือเราต้องหาสิ่งที่ผ่อนคลาย ษา ไม่อาจจะไปบอกได้ว่า ถ้ามีปัญหาแบบนี้ จะต้องทำแบบนี้ เพราะว่าชีวิตของเราไม่เหมือนกัน และความชอบของเราก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบให้เจอก่อน แล้วเมื่อไหร่เราเป็นทุกข์ปุ๊บ ให้เราไปสถานที่ที่เราชอบเลย ทำให้เราผ่อนคลายได้ที่สุด แล้วค่อยกลับมาชาร์ตพลังใหม่”

ก่อนหน้านี้เรามีการเดือดกลางไลฟ์สด เกิดอะไรขึ้นตอนนั้น?
“จริงๆ ไม่อยากเดือดเลยนะ จริงๆ เราเป็นคนน่ารัก ในไลฟ์สดเราเป็นคนพูดเพราะ ขำๆ ใครถามอะไรมาเราก็ตอบ แต่วันนั้นเรื่องมันเกิดขึ้นที่ษาไลฟ์อยู่ แล้วคุณอาทก็อยู่ข้างหลัง แล้วก็มีมนุษย์คนหนึ่งพุ่งขึ้นมาถามเรื่องของคุณพ่อเซย์เดย์ พูดเป็นชื่อขึ้นมาเลย เราก็เลยรู้สึกว่าทำไมคุณไม่มีมารยาท เพราะว่าแฟนใหม่เราอยู่ข้างหลัง เขาก็รู้สึกไม่ดีหลายรอบแล้ว แล้วเราก็เคยพูดไปในไลฟ์สดในหลายๆ ครั้งว่า เราขอร้อง เพราะทุกคนต่างคนต่างมีครอบครัวที่ดีแล้ว ทางคุณพ่อของเซย์เดย์ มีครอบครัวที่ดีแล้ว เพราะฉะนั้นก็คือแยกกัน แล้วคุณมาอยู่บ้านเรา เข้ามาในไลฟ์สดของเรา แล้วคุณพูดถึงบ้านอื่น มันคือไม่ได้เลย ซึ่งเอฟซีของเราเขาก็เดือดแทนเหมือนกัน เพื่อนอยู่ข้างๆ ก็เดือดแทน แล้วทัวร์ก็มาลงเพื่อนเพราะเพื่อนพูดแทรกตลอด(หัวเราะ) ษาก็เลยบอกว่า ถ้าไปอยู่ที่บ้านไหนแล้วเป็นแขก แล้วคุณเข้าบ้านเขา แล้วคุณไปทำมารยาทที่ไม่ดีกับเขา มันไม่ดีนะ ดูแล้วมันไร้มารยาท เข้ามาแล้วไม่รู้จะพูดอะไรดี ก็ออกไปก่อน ตั้งสติ ดึงสติ รู้แล้วว่าอยากถามอะไรก็ค่อยกลับเข้ามาใหม่(หัวเราะ) อย่าโพล่งพล่างแบบนี้ ไม่งั้นก็จะโดนแบบนี้”

อารมณ์ตอนนั้นเป็นยังไงบ้าง?
“คือมันขึ้น ซึ่งหลายวันนั้นมันมีคนป่วนอยู่หลายคน ก็ด่าไปหลายช็อตอยู่ แต่อันนี้มาจุดพีคพอดี (หัวเราะ) ก็โดนหนักหน่อย ก็ขอโทษด้วยนะคะ”

หลังจากเราได้ระเบิดอารมณ์ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้าง?
“แต่จริงๆ แล้วในการถามแบบนั้นกับเราอาจจะโดนแค่นี้ แต่ถ้าถามกับคนอื่นก็อาจจะโดนมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นเรารักกัน เราถึงเตือนกัน ถ้าเขาเป็นเอฟซีเราเค้าจะต้องรู้ว่าสิ่งที่เราพูดออกไป เราไม่ได้จะประณามเขา แต่เราพยายามบอกเขาว่า คุณอย่าเป็นคนแบบนี้ เพราะถ้าคุณเป็นคนแบบนี้ 1. จะไม่มีใครคุยกับคุณ 2. คุณก็จะโดนแบบนี้ตลอด คุณอาจจะเป็นคนดีก็ได้ แต่ยังไงก็ขอโทษล่วงหน้าด้วยนะคะ เผื่อมาแล้วเราไม่รู้ว่าเป็นคนดี”

แต่ตอนนี้ไม่มีคอมเมนต์อะไรแบบนี้แล้วใช่ไหม?
“ไม่มีแล้วค่ะ จริงๆ เอฟซีของเรา เข้ามาในไลฟ์น่ารักทุกคน เขาจะมาสอบถามว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ขายน้ำพริกเป็นยังไงบ้าง ลูกชายเป็นยังไง คุณอาร์ตอยู่ไหม ประมาณนี้ ซึ่งอันนี้คือเอฟซีจริงๆ”

วิกฤติละครตอนนี้กำลังหนักมาก ทางษามีผลกระทบอะไรไหม?
“ถ้าถามว่าละครเป็นหลักมันก็มีบ้าง ษาบอกอย่างนี้ก่อนดีกว่า วงจรของละคร ในตัวละครแต่ละตัว หรือว่านักแสดงแต่ละคน มันจะมีวงจรของเขา อย่างเช่น ษา จะซบเซามากเลย ตอนอายุ 40-41 ละครจะไม่ค่อยมีเลย เพราะว่าหน้ามันไม่ได้ คือเป็นแม่ก็ไม่ได้คือมันสาวไป มันกดลงไม่ได้ มันก็เลยไม่มีตัวที่จะทำให้เราไปเล่นได้ ซึ่งอันนี้ผู้ใหญ่เป็นคนบอกมา เราก็เข้าใจในตรงนี้ พออายุ 44-45 หน้าเริ่มได้แล้ว มันก็เลยกลายเป็นช่วงระยะวงจรของนักแสดงของแต่ละท่าน แต่บางท่านได้ทั้งหมดเลย เพราะมันได้ช่วงอายุพอดี แล้วษาจะบอกว่านักแสดงไม่ต้องตอนนี้หรอก จากช่วงที่ผ่านๆ มานักแสดงเกิดขึ้นหลายท่าน และหลายท่านนี้ก็สามารถเล่นบทเราได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเข้าใจในตัวของเราด้วย การเป็นนักแสดงมันไม่ได้มีหรอกว่านักแสดงตกอับ แต่นักแสดงก็ต้องดูแลตัวเองด้วย ดูแลตัวเองในที่นี้หมายความว่า ดูแลในเรื่องของการวางแผน เราไม่ใช่ว่าเราจะเป็นนักแสดงตลอดไป เพราะฉะนั้นเราต้องมีอะไรที่รองรับด้วย”

ตอนนี้เราก็ใกล้เลข 5 เข้ามาทุกทีแล้ว มีเคล็ดลับความสวยอย่างไรบ้าง?
“ถ้าคุณออกกำลังกาย คุณทานอาหารดีๆ คุณมีเคล็ดลับหลากหลายเคล็ดลับเลย แต่คุณนอนไม่หลับ สิ่งที่คุณทำมาทั้งหมดจบค่ะ เพราะฉะนั้นดูแลในการพักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มที่ และดื่มน้ำด้วย การดื่มน้ำมีผลมากนะ เพราะว่าในอากาศมลภาวะมันเยอะ เพราะฉะนั้นในร่างกายของเรามีน้ำอยู่ 80% เพื่อที่จะไปทำให้เลือดไหลเวียนดี ถ้าเกิดเรากินน้ำน้อยเลือดมันจะหนืด แล้วจะปวดหัว หน้ามืด แต่พอกินน้ำเข้าไปแล้ว ร่างกายรู้สึกสดชื่น เด็กเด็กสมัยนี้ไม่ค่อยทานน้ำกันเลย ไปทานแต่ผัก แล้วน้ำจะผลไม้ก็ไม่เหมือนน้ำตาลที่เราทานกัน 3 ลิตรต่อวัน นอนให้พอ 8 ชั่วโมง แค่นี้สวยค่ะ”