
ตลอดชีวิตการเป็นนักจัดรายการวิทยุรายการดนตรีคลาสสิกที่ผ่านมานั้น ทุกๆ ครั้งที่มีโอกาสหยิบแผ่นซีดีผลงานดนตรีของวาซิลีเซอร์เกเยวิช คาลินนิคอฟ (Vasily Sergeyevich Kalinnikov) มาเปิดออกอากาศเผยแพร่ในรายการครั้งใด ผมจะมีความสุขเป็นพิเศษเสมอๆ
มันคือโอกาสเล็กๆ น้อยๆ ที่จะได้เผยแพร่ผลงานดนตรีคลาสสิกระดับเพชรน้ำหนึ่งที่ยังมีโชคชะตาอันแสนจะอาภัพ เฉกเช่นเดียวกันกับเจ้าตัวผู้สร้างสรรค์ผลงานที่มีชะตาชีวิตที่แสนจะอาภัพยิ่งกว่าการถูกขีดเขียนเป็นนวนิยายใดๆ ผลงานดนตรีอันแสนจะไพเราะงดงามที่ยังอยู่ในเงามืดซึ่งยังบดบังอยู่อย่างไม่จางหาย ซึ่งก็อาจเสมือนกับวงการดนตรีแขนงอื่นๆ บทเพลงของสุนทราภรณ์อีกนับสิบนับร้อยเพลงที่ต่อให้เป็นแฟนเพลงสุนทราภรณ์ก็ยังไม่รู้จัก บทเพลงลูกทุ่ง-ลูกกรุง หรือแม้แต่เพลงสากล (เพลงฝรั่ง) ที่สูงด้วยคุณค่าความไพเราะเป็นจำนวนมาก ซึ่งกลับไม่เป็นที่นิยมรู้จักแพร่หลาย
วงการดนตรีคลาสสิกก็มิได้แตกต่างไปจากนี้จวบจนปัจจุบันชื่อของ “คาลินนิคอฟ” ยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “กระแสรอง” (Minor Stream) เมื่อเทียบกับชื่อของไฮเดิน, โมซาร์ท และเบโธเฟน หรือแม้แต่เทียบกับในกลุ่มกระแสรัสเซียโรแมนติกด้วยกันเองอย่าง ไชคอฟสกี, ริมสกีคอร์ซาคอฟ,โบโรดิน หรือรัคมานินอฟ แต่เชื่อเถิดว่าถ้าลองให้ใครก็ตามที่ชื่นชอบดนตรีคลาสสิกอยู่แล้ว ได้มีโอกาสฟังเสียงดนตรีผลงานของคาลินนิคอฟแล้ว คงจะต้องชื่นชอบหลงใหลในมนต์เสน่ห์แห่งเสียงดนตรีของเขาอย่างยากจะปฏิเสธ
โดยเฉพาะซิมโฟนีหมายเลข 1 อันแสนจะไพเราะจับใจมีเนื้อหาทางดนตรีที่ดึงดูดความสนใจได้โดยตลอดทั้ง 4 ท่อน และถ้าใครได้ฟังเป็นครั้งแรกด้วยแล้ว ก็คงจะต้องรีบถามหาชื่อของผู้ประพันธ์ด้วยความกระตือรือร้นอย่างแน่นอนเรื่องราวประวัติของเขามีอยู่ไม่มาก, ไม่ยืดยาวนัก (เช่นเดียวกับอายุของเขาที่ไม่ถึง 35 ปี!) และก็มักจะถูกเล่าสู่กันแบบซ้ำไป-ซ้ำมา เสมือนบุคคลที่มิได้สลักสำคัญอะไรนัก คาลินนิคอฟเกิดในแคว้นออร์ยอล (Oryol) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงมอสโคว์ไปราวๆ 360 กิโลเมตร บิดาเป็นตำรวจชั้นผู้น้อยที่มีฐานะยากจน กับครอบครัวที่สนิทสนมกับวัดใกล้ๆ บ้าน ด้วยฐานะเช่นนี้คาลินนิคอฟจึงได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากโรงเรียนสอนศาสนา พื้นฐานการเรียนดนตรีในวัยเด็กของเขาไม่มีบันทึกที่แน่ชัด ข้อมูลบางแหล่งระบุว่าเขาต้องหัดทำเครื่องดนตรีเล่นเองจากแผ่นไม้ และอาศัยเพื่อนบ้านเล่นเปียโนและฮาร์โมเนียม (Haronium=เครื่องดนตรีตระกูลคีย์บอร์ดชนิดหนึ่ง)
จนกระทั่งเริ่มโตเป็นเด็กวัยรุ่นอายุได้ 14 ปี ก็ได้มีโอกาสควบคุมวงขับร้องประสานเสียงของโรงเรียน รับจ้างควบคุมวงขับร้องประสานเสียงหลายๆ วงในแถบบ้านเกิด อีกทั้งรับจ้างสอนดนตรีเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งเก็บเงินผสมผเสได้ก้อนหนึ่ง พร้อมกับความฝันอันเจิดจรัสในเส้นทางดนตรี

ในปี ค.ศ.1884 หนุ่มน้อยคาลินนิคอฟในวัย 18 ปี นำเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้ได้นั้น ออกเดินทางสู่กรุงมอสโคว์ เพื่อสมัครเข้าเรียน ณ สถาบันดนตรีชั้นนำของเมืองนี้ (Moscow Conservatory ที่ก่อตั้งโดย นิโคไล รูบินสไตน์) แต่เรียนไปได้แค่ปีเดียวก็เงินหมด และทุนการศึกษาอันมีจำกัดของสถาบันก็ไม่เหลือตกมาถึงมือของเขา โชคยังดีอยู่บ้างที่เขาไปสมัครขอทุนการศึกษาได้จากสถาบันดนตรีอีกแห่งหนึ่งของสมาคมฟิลฮาร์โมนิกแห่งมอสโคว์ (Moscow Philharmonic Society’s School ซึ่งปัจจุบันก็คือ Russian Academy of Theater Arts ซึ่งกลายเป็นสถาบันสอนวิชาการละครที่เก่าแก่ที่สุดในรัสเซีย) ณ สถาบันแห่งนี้เขาได้เรียนวิชาการเป่าปี่บาสซูน (Bassoon) และเรียนวิชาการประพันธ์ดนตรีกับครูดนตรีที่ชื่อว่า อเล็กซานเดอร์ อิลยินสกี (Alexander Ilyinsky) และซิมยอน ครูกลิคอฟ (Semyon Kruglikov ครูคนนี้ภายหลังกลายเป็นเพื่อนคนสำคัญและช่วยเหลือเขาเป็นอย่างดีในกาลต่อมา) ในยามค่ำคืนหลังเลิกเรียนคาลินนิคอฟต้องออกเล่นดนตรีหาเงิน ตามโรงละครหลายแห่ง เขาต้องเล่นเครื่องดนตรีถึง 3 ชนิด คือ ปี่บาสซูน, ไวโอลิน และตีกลองทิมปะนี ซึ่งการต้องตรากตรำออกเล่นดนตรีทุกค่ำคืนจนแทบจะไม่ได้พักผ่อน ผนวกกับภาวะความอดอยากยากแค้นในวัยเด็ก ทำให้สุขภาพของเขาเริ่มทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็สามารถจบการศึกษาได้ในวัย 26 ปี (ในปี ค.ศ.1892)
หลังจบการศึกษาคาลินนิคอฟได้มีโอกาสพบปะและทำความรู้จักกับดุริยกวีผู้ยิ่งใหญ่อย่างไชคอฟสกี ทำให้ไชคอฟสกีได้แนะนำฝากฝัง ให้เขาได้รับตำแหน่งวาทยกรและผู้อำนวยการโรงละคร Maliy Theater ในกรุงมอสโคว์ และในปีถัดมาก็ได้รับตำแหน่งเดียวกันนี้อีกที่โรงละครอิตาลี (Moscow’s Italian Theater) ซึ่งมาถึงตอนนี้ก็ดูว่าเขากำลังมีชะตาชีวิตที่รุ่งโรจน์ แต่แล้วก็เสมือนกับมีการกลั่นแกล้ง ความอดอยากในวัยเด็ก การตรากตรำทำงานหนักจนกลายเป็นคนอ่อนแอ การต้องมารับตำแหน่งงานอันหนักหน่วงถึงสองตำแหน่ง และร้ายที่สุดเมื่อเขาได้รับการตรวจพบว่ากำลังป่วยเป็นวัณโรค ซึ่งถือเป็นโรคร้ายแรงอันยากแก่การรักษาในขณะนั้น คาลินนิคอฟจำใจต้องสละตำแหน่งอันสำคัญจากโรงละครทั้งสองแห่ง และย้ายไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ (ในช่วงสั้นๆอีกไม่กี่ปี) ที่เมืองยาลตา (Yalta) ในแถบคาบสมุทรไครเมีย (Crimea) อันเป็นเมืองตากอากาศที่สบายและอบอุ่นขึ้นเพื่อรักษาชีวิตที่เหลืออยู่ ณ เมืองยาลตาในช่วงเวลาอีกไม่ถึง 10 ปีสุดท้ายของชีวิต คาลินนิคอฟใช้ชีวิตที่มีสุขภาพอ่อนแอมากและด้วยความยากจนข้นแค้น แม้กระนั้น ด้วยลมหายใจอันอิดโรยเขาก็ได้เค้นพลังชีวิตที่เหลืออยู่กลั่นออกมาเป็นเพลงซิมโฟนีบทแรกในชีวิต ในแนวโรแมนติกรัสเซียอันแสนจะไพเราะจับใจ
ซิมโฟนีบทแรกนี้เขียนขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1894-1895 หลังจากประพันธ์เสร็จ เขาส่งสกอร์ดนตรีไปให้ ซิมยอน ครูกลิคอฟ เพื่อนและอดีตอาจารย์ ตรวจดู ครูกลิคอฟส่งต่อไปจนถึงมือของปรมาจารย์ใหญ่อย่าง ริมสกี คอร์ซาคอฟ เพื่อตรวจดูและขอคำรับรอง เพื่อที่จะนำไปสู่โอกาสในการนำออกบรรเลงจริง ผลก็คือ ริมสกี คอร์ซาคอฟ “ตีตก” และ “ตีกลับ” สกอร์ฉบับนี้อย่างไม่ใยดี ด้วยเหตุผลในทำนองที่ว่า “ฟังดูเป็นเยอรมันเกินไป” และไม่ลงรอยกับอุดมการณ์ดนตรีคลาสสิกแนวชาตินิยมของเขา (อีกข้อมูลหนึ่งเล่าว่าคาลินนิคอฟที่กำลังป่วยด้วยวัณโรคอ่อนแอจนไม่สามารถคัดลอกสกอร์ดนตรีด้วยลายมือของตนเองทั้งหมดได้ ภริยาของเขาที่ไม่ได้เป็นนักดนตรี จึงทำการช่วยเหลือสามีด้วยการช่วยคัดลอกโน้ตส่วนหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดพื้นฐานอย่างมาก เมื่อริมสกีคอร์ซาคอฟเห็นลายมือสกอร์ฉบับนี้เข้าก็เข้าใจว่าเป็นลายมือของคาลินนิคอฟทั้งหมด จึงคิดว่านี่เป็นผลงานของดุริยกวีที่ยังอ่อนด้อยอย่างมาก จึงไม่อาจให้คำยกย่องหรือคำรับรองใดๆ ได้)
ซิมยอน ครูกลิคอฟไม่ย่อท้อต่อคำพิพากษาอันประดุจสายฟ้าฟาดต่อคาลินนิคอฟผู้กำลังนอนเจ็บป่วยอยู่ที่บ้าน เขายังคงวิ่งเต้นต่อสู้เพื่อการนำผลงานนี้ออกแสดงไปอีก 2 ปี จนได้พบกับวาทยกรที่ชื่อว่า “อเล็กซานเดอร์ วิโนกราดสกี” (Alexander Vinogradsky) ผู้โอบอ้อมอารี ได้นำบทเพลงออกแสดงรอบปฐมทัศน์ ณ คอนเสิร์ตในเมืองเคียฟ (Kiev) ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1897 โดยประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง ได้รับเสียงปรบมือชื่นชมจนต้องมีการบรรเลงซ้ำแถมให้ (Encore) ถึงสองท่อนด้วยกัน กลายเป็นความสำเร็จที่โจษขานกันในวงกว้าง คาลินนิคอฟได้รับข่าวดีถึงความสำเร็จนี้ เขาเค้นพลังลำแสงสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนซิมโฟนีหมายเลข 2 (บทสุดท้ายแห่งชีวิต) เสร็จสิ้นตามมาในอีกไม่กี่เดือน และได้นำออกแสดงทั้งที่เมืองเคียฟและมอสโคว์ในเวลาไล่เลี่ยกัน
มาถึง ณ เวลานี้ซิมโฟนีทั้งสองบทของเขา มีชื่อเสียงโด่งดังขจรขจายไปถึงยุโรป ได้รับการนำออกแสดงทั้งที่กรุงเบอร์ลิน, เวียนนา, ปารีสและลอนดอน ในขณะที่คาลินนิคอฟกำลังนอนป่วยหนักอยู่ที่บ้านจนไม่อาจเดินทางไปชื่นชมการแสดงผลงานชิ้นเอกของเขาทั้งสองบทที่กำลังรุ่งโรจน์โชติช่วงนี้ได้เลย
เซอร์เกย์ รัคมานินอฟ ดุริยกวีเพื่อนร่วมชาติผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลก ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมคาลินนิคอฟ ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเขาทั้งตกใจ สลด และรันทดใจกับสภาพชีวิต-ความเป็นอยู่ของคาลินนิคอฟ นอกจากเงินช่วยเหลือส่วนตัวแล้ว เขาได้รีบแนะนำผลงานเพลงร้อง 3 เพลง ของคาลินนิคอฟไปให้กับบริษัทตีพิมพ์โน้ตดนตรี “เจอร์เกนสัน” (Jurgenson) ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานของเขาเองและของไชคอฟสกีมาก่อน ทำให้คาลินนิคอฟได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์ 120 รูเบิล (Rouble) ในทันที พร้อมด้วยข้อเสนอล่วงหน้าในการตีพิมพ์ซิมโฟนีหมายเลข 2 ทั้งในฉบับรวม (Score) แนวบรรเลงเครื่องดนตรีต่างๆ (Part) และฉบับบรรเลงด้วย
เปียโนคู่ (Piano Duet) และรัคมานินอฟก็ยังเตรียมการจัดการจ่ายค่าลิขสิทธิ์สำหรับเพลงซิมโฟนีหมายเลข 1 ที่เขาจะนำไปเรียบเรียงเป็นฉบับการบรรเลงเดี่ยวด้วยเปียโน ทุกอย่างกำลังจะดูว่าไปได้ด้วยดี และแล้วสวรรค์เบื้องบนก็เล่น “ตลกร้าย” อันสุดเจ็บแสบกับฉากสุดท้ายแห่งลมหายใจของเขา คาลินนิคอฟไม่สามารถยืดชีวิตอยู่เพื่อรับเงินอันเป็นผลตอบแทนที่ฟังดูดีจากผลงานที่กลั่นออกมาด้วยลมหายใจอันเจ็บปวดในปีท้ายๆของชีวิตนี้ได้
เขาถึงแก่กรรมไปในวันที่ 11 มกราคม ค.ศ.1901 ก่อนวันเกิดอายุครบ 35 ปี เพียงแค่ 2 วัน (เขาเกิดในวันที่ 13 มกราคม ค.ศ.1866)
หลังมรณกรรมของคาลินนิคอฟ บริษัทตีพิมพ์โน้ตเจอร์เกนสัน หยิบยื่นค่าลิขสิทธิ์ก้อนโตให้กับภริยาม่ายของเขาสำหรับมูลค่าของบรรดาโน้ตต้นฉบับลายมือที่เหลือทั้งหมด พร้อมเงินพิเศษแบบทวีคูณด้วยเหตุผลอันชวนให้ “จุกที่คอหอย” ว่ามรณกรรมของผู้ประพันธ์เพลงสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลงานถึง 10 เท่าตัว!
นั่นคือทั้งหมดของเรื่องราวละครชีวิตที่ยิ่งกว่านิยายของคาลินนิคอฟ ที่มีบันทึกซ้ำๆ กันไว้ไม่มากมายนัก สำหรับตัวผมเอง (ผู้เขียน) หลงรักดนตรีซิมโฟนิก (Symphonic Work) ทุกๆ เพลงของคาลินนิคอฟนับแต่ได้ยินเป็นครั้งแรกเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะซิมโฟนีหมายเลข 1 และหมายเลข 2 ที่ยังคงดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทอย่างเหนียวแน่นเสมอมา ท่วงทำนองทั้งหลายที่เขาประดิษฐ์คิดขึ้น ล้วนแต่งดงามและไพเราะจับใจ ไม่ว่าจะเป็นทำนองหลัก (Main Theme) ทำนองรอง (2nd Theme) หรือทำนองประดับคู่ขนาน (ที่เรียกกันว่า “Counter Melody”) จนผมสามารถพูดกับใครต่อใครได้เต็มปากว่าความงดงามจนกินใจและฝังใจในการเขียนแนวทำนองดนตรีของคาลินนิคอฟนั้นกระทบไหล่กับปรมาจารย์ใหญ่อย่างไชคอฟสกี, ริมสกีคอร์ซาคอฟ, โบโรดิน หรือรัคมานินอฟได้อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องน้อยหน้าใดๆ เลย (ถ้าเราสามารถลดฉันทาคติฝังใจเชิงบวกกับชื่อปรมาจารย์ใหญ่ๆเหล่านั้นได้)
การประกาศชัยชนะอันกึกก้องในตอนสุดท้ายก่อนจบเพลง (ช่วง Coda) ในซิมโฟนีหมายเลข 1 ของเขาเป็นเสมือนตัวแทนในลีลาสำนวนดนตรีแห่งการประกาศชัยชนะในผลงานดนตรีซิมโฟนิกชิ้นอื่นๆ ของเขาด้วย กล่าวคือมันเป็นชัยชนะที่ป่าวประกาศโดยวีรบุรุษที่เต็มไปด้วยบาดแผลทั่วร่าง ชัยชนะที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและหยาดเหงื่อที่ชุ่มโชกบนใบหน้า
ชัยชนะในท้ายบทเพลงก่อนจบที่ราวกับการชูกำปั้นและเงยหน้าขึ้นตะโกนกู่ก้องต่อว่าขึ้นไปบนสรวงสวรรค์ ตะโกนต่อว่าไปยังอะไรก็ตามที่อยู่เบื้องบนที่ได้ลิขิตและหยิบยื่นชีวิตที่สุดแสนจะอาภัพยิ่งกว่านิยายนี้ มาประทานให้แก่เขา
ทุกวันนี้แม้ว่าชื่อเสียงและผลงานของคาลินนิคอฟจะยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “กระแสรอง” แต่โดยส่วนตัวผมเองยังขอยืนยันที่จะเรียกเขาว่า “ดาวจรัสแสงภายใต้เมฆหมอกอันหนาทึบ” ผลงานดนตรีของเขาเปรียบเสมือนดวงดาวอันเจิดจรัส ซึ่งต่อให้เจิดจรัสสว่างไสวแค่ไหน เมื่อต้องมาเผชิญเมฆหมอกอันหนาทึบที่มาบดบัง มวลมนุษย์ก็ยังไม่สามารถยลแสงอันเจิดจรัสนั้นได้อยู่ดี และในทางกลับกันดวงดาวอันจรัสแสงนั้นก็ยังคงส่องแสงอันงดงามออกมาจากตัวมันเองได้เสมอ ไม่ว่าจะมีเมฆหมอกมาบดบังมันหรือไม่ หรือจะมีมนุษย์คนใดได้ยลแสงอันงดงามของมันหรือไม่ก็ตาม ดาวฤกษ์ยังคงเป็นดาวฤกษ์อยู่วันยังค่ำ และถ้าจะพูดกันไปแล้วดนตรีของบาค (J.S. Bach) และดนตรีของกุสตาฟ มาห์เลอร์ (Gustav Mahler) ก็เคยประสบชะตากรรมเช่นนี้มาก่อน
ผลงานดนตรีที่เคยถูกโลกลืมไปอย่างยาวนาน ดาวจรัสแสงที่ถูกเมฆหมอกหนาทึบมาบดบัง (อาจจะด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป) ทุกวันนี้เมฆหมอกเหล่านั้นได้พัดพาพ้นไปจากดนตรีของบาค และมาห์เลอร์แล้ว ผลงานดนตรีของเขาฉายแสงอันเจิดจรัสในโลกดนตรีทุกวันนี้
สําหรับคาลินนิคอฟ (และยังอาจจะมีอีกนับสิบนับร้อย!) ยังคงถูกเมฆหมอกบดบังอย่างไม่จางหาย และก็คงอาจจะยากยิ่งขึ้นเมื่อผู้ฟังดนตรีทุกวันนี้บางส่วน อาจจะถูกดนตรีอันซับซ้อนด้วยชั้นเชิงทางดนตรีและภูมิปัญญาอย่าง
มาห์เลอร์และดนตรีอันซับซ้อนด้วยความชาญฉลาดในรูปแบบอื่นๆ มาสร้างค่านิยมในการฟังดนตรีด้วย สมองและปัญญา (หรือในเชิงคณิตศาสตร์) นานวันเข้าบรรดาดนตรีที่สร้างขึ้นมาด้วยภาษาดนตรีอันไพเราะ เรียบง่าย จริงใจ ตรงไป-ตรงมา ก็อาจถูกดูถูกดูแคลนไปได้โดยที่เราไม่รู้สึกตัว
หากเรายังคงเหลือพื้นที่ ที่จะฟังดนตรีด้วยหัวใจอันเปิดกว้างและซื่อตรงโดยไม่เกรงกลัวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกโรแมนติกคร่ำครึ หรือพวกอารมณ์อ่อนไหวแล้ว ผมขอเชิญท่านมาเปิดใจรับฟังดนตรีอันงดงาม จริงใจ และสื่อสารกับเราแบบใจต่อใจ แบบงานดนตรีของคาลินนิคอฟดูบ้าง (โดยเฉพาะซิมโฟนีหมายเลข 1) เดี๋ยวนี้หนทางเข้าถึงนั้นไม่ยากเย็นเสมือน 20 กว่าปีที่ผ่านมา (สมัยที่ยังไม่มียูทูบให้ฟัง-ดูฟรี) ท่านอาจพบดุริยกวีคนโปรดคนใหม่ขึ้นมาบ้างก็ได้ ไม่แน่หรอกครับ

