เปิดอีกมุมจากหุ้นส่วน ‘บอย ภิษณุ’ หลังโดนโพสต์พาดพิง ปมยุติธุรกิจปลาแซลมอน
จากกรณีที่ บอย ภิษณุ ได้ออกมาประกาศยุติธุรกิจปลาแซลมอน โดยเผยว่ามีเหตุการณ์บางสิ่งบางอย่างที่มันทำให้ไปต่อไม่ได้ ต่อมาบอยได้โพสต์ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “ขายปลากันมา 7 วันได้เงินมา 1ล้าน ขอเบิกนู่นนี่จนกำไรจะไม่เหลือ ผมเลยบอกว่าเอาไปหมดเลยละกัน จะได้จบๆ ไปปวดหัว มีโอนกลับมาให้ 80,000 ผมโอนกลับไม่เอา ไม่อยากได้ ผมทำถูกมั้ยหรือ โง่!!!!! 555555 ประสบการณ์ครั้งใหญ่จริงๆ จงจำไว้ นะไอ่บอย”ก่อนที่ทางหุ้นส่วนของบอยจะออกมาโต้กลับว่า ตนเป็นหุ้นส่วน ที่ออกทุน 100% แบ่งหุ้น 35% ให้บอย เงินขายทุกบาทโอนเข้าบอย มีการเบิกตามความจริงและมีหลักฐานชัดเจน และเป็นคนบอกเลิกการขายเอง ล่าสุด นายกฤต นิตยสุทธิ์ หุ้นส่วนที่ทำธุรกิจปลาแซลมอนร่วมกับบอย ได้ขอชี้แจงกับทางมติชนออนไลน์ถึงประเด็นดังกล่าวว่า

เริ่มจากการที่ตนกับบอยได้ทำธุรกิจด้วยกัน ซึ่งตนเป็นคนดูแลหลังบ้านทั้งหมด และเป็นคนลงทุนทั้งหมด โดยแบ่งสัดส่วนของตน 65 เปอร์เซ็นต์ ของคุณบอย 35 เปอร์เซ็นต์ ในส่วน 35 เปอร์เซ็นต์ของคุณบอย เป็นหุ้นที่แบ่งให้ในฐานะคุณบอยลงทุนของการที่คุณบอยเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ แต่เราไม่ได้จ้าง เพราะเราไม่มีเงินจ้าง เราก็เลยให้เป็นหุ้นส่วน
อยากชี้แจงประเด็นที่ 1 พอเราลงทุนทั้งหมด เงินที่โอนเข้าคุณบอย 100 เปอร์เซ็นต์ พอเราจะใช้เงินซื้อของ คุณบอยไม่โอนเงินคืนเราบ้าง ประเด็นที่ 2 ที่คุณบอยบอกว่าตนเบิกซ้ำเบิกซ้อน เบิกจุกจิก ตนอยากชี้แจงว่า ถ้าอย่างนั้นคุณบอยก็ไม่ต้องจ่ายทุกอย่างก็ได้ อันไหนที่มันจุกจิก ซับซ้อน คุณบอยก็ต้องระงับการจ่ายอยู่แล้ว อันนี้ช่วงหลังที่เคลียร์กัน หมายถึงจบกันแล้ว เพราะเงินอยู่กับคุณบอย 4 แสนกว่า แล้วเราก็พยายามทำรายการให้คุณบอยดู ผมก็บอกว่าถ้ามันเหลือในบัญชีเท่าไหร่ คุณบอยก็ตัดไปเลย ที่เหลือก็โอนให้ตน ตนไม่ซีเรียส แต่คุณบอยเองก็พยายามเอาตัวเลขทุกอย่างให้มันโปร่งใส เพราะคุณบอยคิดว่ามันมีกำไรเยอะ
“ผมส่งแซลมอนโลละ 550 ในราคาทุน ผมก็พิมพ์ 550 ไม่รวมค่าแรง แต่พอจะเบิกค่าแรงคุณบอยเกิดอาการโมโห แล้วก็ตัดจบ แล้วตอนนี้กลายเป็นว่าสังคมมองผมว่าไปอาศัยชื่อเสียงของคุณบอย มันขายดีเพราะคุณบอย แต่ถ้าในโลกธุรกิจ ถ้าสมมุติคุณบอยไม่เจอโอกาสขายแซลมอน ไม่เจอผม คุณบอยจะขายแซลมอนยังไง แล้วที่สำคัญพอมันเริ่มขายดีก็มีดึงเงินไว้ เอาเงินมาต่อรองว่าถ้าโอนเงินให้หมด ขอแบรนด์แซลมอนบอยไปทำเองได้ไหม ซึ่งมันสร้างมาด้วยกัน อย่างนี้มันไม่ถูกต้อง ในส่วนคำว่าโกง เงินอยู่ในบัญชีคุณบอย 100 เปอร์เซ็นต์ จะเอาช่องทางไหนไปโกงคุณบอย”
เมื่อถามว่าทำไมเงินถึงอยู่กับบอย 100 % นายกฤตเผยว่า ตนมีหนี้สิน มีแผลอยู่ ตนไม่อยากให้กระทบคุณบอย ตนก็พยายามดูแลคุณบอยไม่ให้กระทบกับการที่มาหุ้น ซึ่งตนก็คอยเป็นที่ปรึกษาอยู่หลังบ้าน ปล่อยให้คุณบอยรันเรื่องของหน้าบ้าน ทำคอนเทนต์นู่นนี่ต่างๆ นานา มันเป็นการตกลงด้วยความชัดเจนว่า หน้าบ้านคุณบอยทำ หลังบ้านเราทำ
“ผมขอถามกลับว่า ถ้าคุณบอยเป็นดาราแล้ว คุณบอยไม่รู้จักธุรกิจนี้ ไม่รู้โนว์ฮาวนี้ ขอถามแบบบูลลี่เลย คุณบอยมีปัญญาขายแซลมอน 7 วัน ได้ล้านนึงไหม ถ้าคุณบอยเก่งธุรกิจจริง คุณบอยจะมาทำธุรกิจทำไม แสดงว่าคุณบอยได้รับโอกาสจากธุรกิจที่คุณบอยไม่เคยรู้จักเลย แล้วได้มาทำ โดยคุณบอยใช้ตัวคุณบอยลงมาทำ แล้วเราแบ่งกัน 35 เปอร์เซ็นต์ จริงๆ ผมให้คุณบอย 30 เปอร์เซ็นต์ แต่คุณบอยขอเพิ่ม 5 เปอร์เซ็นต์ เพราะคุณบอยบอกว่าจะสำรอง 5 แสน แต่ถึงเวลาคุณบอยก็ไม่ได้สำรอง มันคือเงินสำรองผมหมด ผมมีทุนอยู่ประมาณ 4 แสน ซึ่ง 4 แสน คือซื้อของส่งคุณบอย และผมก็ต้องซื้อของขายร้านผม พอเงินอยู่กับคุณบอย ผมจะเอาเงินที่ไหนซื้อของขาย โดยก่อนหน้านี้ผมขอเบิกมา 6 ครั้ง 6 แสนกว่า ทำไมคุณบอยให้เบิก แล้วเงินสดอยู่กับคุณบอย 4 แสนกว่า คุณบอยมีความเสี่ยงอะไรที่จะไม่ได้เปอร์เซ็นต์ 35 เปอร์เซ็นต์ แล้วจริงๆ โปรเจกต์นี้เป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่มาก 7 วันยังขายได้ 1 ล้าน ถ้าเราทำกันไป 5-6 เดือนจะขายได้เท่าไหร่ ซึ่งผมรู้สึกว่าคุณบอยเห็นผลประโยชน์แล้ว คุณบอยอยากไปทำเอง”
นายกฤต ยังเผยอีกว่า หลังจากที่บอยได้ออกมาโพสต์ แม้ว่าเขาไม่ได้เอ่ยชื่อตน แต่มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวว่า คุณบอยพูดอย่างนี้ได้อย่างไร
“ผมทำกับคุณบอย ผมทุ่มเท ผมเคยหยุดร้านผม 3 วัน เพื่อเอาสต็อกของผมให้คุณบอยขาย เพราะตอนที่ทำกันผมมีคนแล่ปลาประมาณ 8 คน ซึ่งจะแล่ปลาประมาณ 160 กิโล ผมขายที่ร้านได้ประมาณ 100 กิโล ก็ต้องส่งคุณบอยประมาณ 60 กิโล แต่บังเอิญว่าออเดอร์ที่มากับคุณบอยวันนึงเกือบ 200 กิโล มันก็ขายได้แค่ 60 เพราะผมผลิตให้ไม่ทัน มันเป็นของสดต้องแล่วันต่อวัน เอาไปก็ต้องขายให้หมดภายใน 1-2 วัน พอเงินสำรองผมหมด ผมไปเบิก แล้วเงินอยู่กับคุณบอย แล้วผมเบิกในส่วนที่เป็นเปอร์เซ็นต์ของผม
แล้วคนที่เลิกทำคือผมไม่ใช่เขา แล้วเราเลิกทำกันอย่างนี้มา 2 ครั้งแล้ว ผมมีแคปไว้ทั้งหมด จริงๆ ผมทำกับคุณบอยมันก็สามารถขายได้วันละ 5 แสน- 1 ล้านจริงๆ พอกระแสคุณบอยดาวน์ลง มันก็ต้องเข้าโหมดธุรกิจจริงๆ ซื้อแอดโฆษณา ทำแคมเปญ ซื้ออินฟลูเอ็นเซอร์ เอฟซีคุณบอยก็มีจำกัด คนในกรุงเทพมีอยู่ 10 ล้านคนเขาจะอุดหนุนคุณบอยทุกคนเหรอ ก็เป็นไปไม่ได้ในธุรกิจ กลับกันผมเปลี่ยนคุณบอยเป็นคนอื่น แล้วผมซื้ออินฟลูเอ็นเซอร์ ไม่ต้องแบ่งคุณบอย ผมก็ทำได้เพราะเราทำธุรกิจ ไม่ใช่ว่าไม่มีคุณบอยแล้วทำไม่ได้ ผมว่าตีมูลค่าสูงเกินไป
ส่วนในเรื่องนี้ไม่มีการดำเนินคดีกัน แต่ถ้าคุณบอยจะฟ้อง ผมก็ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งผมมีหนี้ ผมก็อยากเป็นคนที่เคลียร์ตัวเอง ในธุรกิจที่ทำกับคุณบอย กำไรเดือนเป็นล้านอยู่แล้วถ้าแบ่งผม ถ้าหนี้มีอยู่ 5 ล้าน ผมใช้ไม่ถึงปีก็หมดแล้ว แต่คุณบอยไปพิมพ์บอกว่ารู้ว่าผมมีแผล แต่ให้โอกาส แต่กลับกันผมให้โอกาสคุณบอย เพราะคุณบอยกำลังขาลง ในเมื่อมันมีข้อตกลงที่เห็นพ้องต้องกันทั้งสองฝ่าย มันคือ agreement ที่เราตกลงกันเรียบร้อย ต้องถามว่าใครผิดสัญญาใน agreement นี้ ถ้าผมผิดคุณบอยก็อัดผมได้เต็มที่เลย แต่ถ้าคุณบอยไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าผมผิด คุณบอยก็ต้องยอมรับ ผมก็พร้อมที่จะดีเบตกับคุณบอยจะออกรายการไหนก็ได้”
นายกฤต เผยต่อว่า ตนก็อยากจะมาชี้แจงในเรื่องที่คุณบอยออกมาฟาดตนว่าตนเบิกเงินจนไม่เหลือกำไร ถ้าไม่เหลือกำไร ตนแบ่งให้คุณบอย 8 หมื่น อันนี้ไม่เรียกว่ากำไรส่วนแบ่งหรือ ซึ่งมันเฟคนิวส์ไหม ในเมื่อหลักฐานมันมี เมื่อคุณบอยบอกว่าตนโอนให้ 8 หมื่น แล้วคุณบอยโอนกลับ มันก็ชัดเจนว่ามันมีกำไร 2 แสนกว่า จาก 7 วัน มันจะมีธุรกิจอาหารอะไรที่จะทำ 7 วัน แล้วมีกำไร 2 แสนกว่า ถ้าจะนับต้นทุนหลังบ้าน ค่าเช่าร้าน ค่าพนักงาน ค่าตกแต่ง ค่าห้องแล่ เข้าไปในยอดขายทั้งหมด มันก็ติดลบ
“สิ่งที่คนกำลังมองว่าผมมีคดีความฉ้อโกง 7 คดี ซึ่งมันไม่จริง ส่วนในเรื่องคดีฉ้อโกงผมชนะคดี ผมมีเอกสาร คำพิพากษาศาล ผมมีครบ หลักฐานที่อยู่กับคุณบอยผมแคปไว้หมด แม้กระทั่งคุณบอยบอกว่าเงินที่อยู่กับคุณบอย 4 แสนกว่า เรื่องนี้เจ็บมากเลย คุณบอยอาจจะเสียหายแต่ผมก็ต้องพูด คุณบอยทักมาบอกว่าผมจะให้เงินเฮียก็ได้ทั้งหมด แต่ผมขอแบรนด์แซลมอนบอยและไลน์แอดแซลมอนบอยไปทำต่อ แสดงว่าในการทำงานคุณบอยมองแต่เรื่องผลประโยชน์ ไม่เคยมองทีมทำงานหลังบ้านเลย เราก็เสียใจ เราทุ่มเทไปขนาดนั้น” นายกฤตกล่าว



