หม่ำ จ๊กมก จับมือผู้กำกับ วิศิษฏ์ เปิดตำนานบทใหม่ของหนังไทย ใน“เขาชุมทอง คะนองชุมโจร”
เปิดตำนานบทใหม่ของอ้ายเสือแดนปักษ์ใต้ เมื่อสองตัวพ่อแห่งวงการบันเทิงไทย อย่าง นักแสดงตลกชื่อดัง หม่ำ-เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา หรือ หม่ำ จ๊กมก และ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับที่มีลายเซ็นโดดเด่นด้วยงานภาพสีสันจัดจ้าน จับมือกันปลุกชีพหนังไทยยุคระเบิดภูเขาเผากระท่อมในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สู่โปรเจกต์สุดยิ่งใหญ่ของ Netflix ในอภิมหาภาพยนตร์ “เขาชุมทอง คะนองชุมโจร” ที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานของ โกหว่า ทุ่งสง ในแบบฉบับ หม่ำคิด-วิศิษฏ์ทำ
โดย หม่ำ เผยจุดเริ่มต้นว่าเป็นแค่การเล่าไอเดียคร่าวๆ ให้วิศิษฏ์ฟังระหว่างทำโปรเจกต์ “เมอร์เด้อเหรอ ฆาตกรรมอิหยังวะ” แล้ววันหนึ่งวิศิษฏ์ก็กลับมาพร้อมหนังแอ๊กชั่นฝรั่งที่ใส่เพลง “ชุมทางเขาชุมทอง” ลงไปให้ดู
“เรารู้เลยว่าเขาชอบ ก็เข้าทางเราแล้ว หลังจากนั้นไม่ถึงเดือน พี่วิศิษฏ์มาบอกกับเราว่าเน็ตฟลิกซ์เขาซื้อแล้ว เราก็มานั่งคุยกัน แล้วเราก็ชวนพี่วิศิษฏ์ให้ไปหาโกหว่า ก็ไปนั่งคุยพร้อมกับทีมงาน”
หลังจากนั้นก็เอาเรื่องราวมาเรียบเรียง และตั้งใจรอเล่าให้ วิศิษฏ์ ฟังคนเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุที่ชอบผลงานฝีมือกำกับของเขามาโดยตลอด
“เรื่องนี้ต้องเป็นพี่วิศิษฏ์เท่านั้น ถ้าเขาไม่ทำ หนังเรื่องนี้ก็จะพับไปเลย” หม่ำว่า
“เราทำหนังให้หม่ำ ไม่ใช่หนังเรา” วิศิษฏ์เสริม “เพราะหม่ำเป็นคนเล่าเรื่องที่เก่งมาก เขามีภาพในหัวทั้งหมด ก็เลยรู้สึกว่ามันต้องทำ เพราะว่าภาพมันชัด เราเป็นพวกชอบเห็นภาพ เวลาเราทำหนังเราเห็นภาพนึงชัดมาก เราแค่รับไม้แล้วทำมันออกมาให้ได้ตามภาพที่เขาเห็น”

ก่อนที่ หม่ำ จะเล่าถึงการมารู้จักกับโกหว่าจนเป็นต้นเรื่องของภาพยนตร์นี้ว่า “ผมรู้จักกับลูกชายโกหว่า ชื่อโกเด๊ะ เราสนิทกัน เรารู้เรื่องราวอยู่แล้วว่าเขาเป็นคนบู๊ล้างผลาญตั้งแต่เป็นวัยรุ่น เลยขอไปคุยกับพ่อ ก็เลยเก็บไว้ในใจว่าเรื่องนี้ต้องเป็นหนังแน่ๆ”
กับคอนเซปต์ ระเบิดภูเขาเผากระท่อม” ถูกนำมาเล่าด้วยวิธีใหม่ แต่ยังคงเป็นตามสไตล์หนังในยุคเก่าที่เหมือนจะเป็นคำดูถูกเหยียดหยาม ว่าไม่มีอะไรก็ระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่ วิศิษฏ์ กลับบอกว่า ชอบ และมองว่าเป็นทางของเรา
“อย่างระเบิดภูเขา ระเบิดจริงไม่มีก็ต้องไปถ่ายที่สระบุรี ซึ่งเขาระเบิดเหมืองหินอยู่ เราก็ถ่ายเป็นแบ็คกราวนด์เพราะประหยัด เป็นทางของหนังไทย พอหม่ำมาเล่า มันก็เอื้อให้เรื่องนี้เอาสไตล์นั้นกลับมาปรับปรุงให้มันดีขึ้น”
“เด็กรุ่นใหม่จะได้รู้ว่าสมัยก่อนหนังไทยเป็นยังไง” หม่ำกล่าว
หนึ่งในความเซอร์ไพรส์ของหนังเรื่องนี้คือการเห็น หม่ำ จ๊กมก แหลงใต้ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าไม่ยาก เพราะเคยอยู่ใต้ 2 ปี พอจับสำเนียงได้ไม่ยากนัก ในขณะที่ แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์ หนุ่มขอนแก่นต้องมาหัดพูดใต้กับพ่อที่เป็นคนใต้จริงๆ
“แบงค์ เราเห็นถึงความตั้งใจ ตอนแคสเขาก็พยายามแล้วก็กังวลเพราะเขาเอาบทไปอ่านแล้วเอาเทปมาให้เราฟัง รู้สึกว่ามีความพยายามแต่ว่าออกมาเป็นมอญมากเลย เขาไม่เคยขี่ม้า แล้วเขาก็หัดขี่ม้าเรื่องนี้ซึ่งก็ทำได้ดี แบงค์เขาเล่นเองหมดเลย”

ฉากไฮไลต์ คือการนำ น้าค่อม ชวนชื่น กลับมาในจออีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยเอไอ แต่ด้วยเทคนิคเพ้นท์เฟรมต่อเฟรมจากนักแสดงที่รูปร่างใกล้เคียง เพื่อสร้างภาพน้าค่อมในยุค ‘แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า’ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“เชื่อว่าคนดูที่ดูหนัง โดยเฉพาะหนังตลกก็จะเป็นแฟนน้าค่อม ก็เลยคิดว่าถ้าเอาน้าค่อมมาทริบิวต์ แล้วใส่ไปในหนังสักฉากนึงแล้วให้เล่นกับหม่ำ มันก็น่าจะน่าตื่นตะลึงดี” วิศิษฏ์เล่า
รวมไปถึงฉากต่างๆ ที่ ผู้กำกับคนดังบอกว่า ความหายากของโลเกชั่นในเรื่องของความย้อนยุค ไปหาตลาดเก่าก็ถ่ายกันจนซ้ำหมดแล้ว และรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเมืองนครสมัยก่อน ที่เจริญมากๆ เลยตัดสินใจที่จะใช้ซีจีทั้งหมด เพื่อให้ได้ภาพอย่างที่ต้องการ
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หาโลเกชั่นเยอะมาก ไปเกือบทั่วประเทศ และก็แต่ละซีนที่มันวิ่งต่อกันบางทีมันคนละที่เลย ก็เอาเรื่องของความงาม ความสวยด้วย แล้วก็ใกล้เคียงกับความเป็นป้ายด้วย”
“เป็นหนังที่ใช้ซีจีเยอะ น่าจะพันกว่าช็อต คือมันใช้พลังงานคนกับเวลาเยอะมาก คือมันเยอะจริงๆ ซีนแอ๊กชั่นยาวเกือบ 40 นาทีไม่มีช็อตไหนที่ไม่มีเลย”
ขณะที่นักคิดอย่าง หม่ำ ว่า “เราเป็นคนทำหนังตลก มันไม่มีหักมุมไม่มีอะไรอยู่แล้ว ดูง่ายๆ แต่เรื่องนี้ทีมมอนิเตอร์ก็อยู่ทางนึง แล้วมีทีมซีจีมานั่งอีกฝั่งนึง มันกลายเป็น 2 ฝั่ง ทุกครั้ง เวลาถ่ายปุ๊บเขาก็เอาภาพมาใส่ เราก็นั่งดู มันละเอียดมากเลย เนี้ยบทุกอัน บางทีเราคิดในใจว่ามันพอแล้วแต่เขายังไม่พอ เขาก็พยายามทำให้ได้อย่างที่เขาคิด เราก็เข้าใจเขาแหละ มานั่งดูโอ้โห เหมือนมากเลย”

ด้าน วิศิษฏ์ เล่าต่อว่า “ถ้าคนดูอาจจะรู้สึกว่าไม่มีซีจี เพราะพยายามทำให้เหมือนจริง อย่างใบไม้ร่วงมันโปรยยังไงก็ไม่ได้ แล้วบางทีเป็นไดอะล็อกด้วย โปรยใบไม้มันก็ต้องมีพัดลมเป่าให้ใบไม้ลอยขึ้นไป แล้วเสียงพัดลมดังมากก็อัดเสียงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาฉากที่มีไดอะล็อกมันจำเป็นจะต้องเขียนหมดเลย ต้องใช้ซีจี”
ก่อนที่ทั้งคู่จะเปิดใจถึงการมาร่วมงานกันในครั้งนี้ โดย หม่ำ เผยว่า “อันนี้ไม่ใช่พรหมลิขิต ไม่ใช่บุพเพสันนิวาส ความสามารถล้วนๆ มันถึงเกิด หม่ำคิด-วิศิษฐ์ทำ”
ขณะที่ วิศิษฏ์ บอกว่า “หม่ำเป็นคนที่ขอใช้คำว่า อัจฉริยะ เขาเป็นครีเอเตอร์ แต่เขาอะเลิร์ตในงานของเขา อย่างเป็นผู้กำกับ เขาก็บอกว่าเขาเลือกนะ เพราะปกติเขาทำหนังตัวเองเขาไม่เล่นให้กับคนอื่น แต่เขาจะมีกเว้นบางคนที่ติดต่อมาแล้วเขาเล่น”
“การได้มาร่วมงานกับหม่ำ เขาเรียกฟิวชั่นที่แปลกใหม่ จะบอกว่ามันเป็นรสชาติที่ประหลาด แต่เราชอบและเข้ากันได้ มันทำให้ตัวเรารู้สึกมีเสน่ห์ แล้วพอหม่ำเข้าใจเหมือนเรา มันไม่ใช่ว่าคนทำหนังทุกคนจะเข้าใจในความรักหนังไทยโบราณแบบนี้ ก็เหมือนถูกคอกัน”
“เรารักหนังไทยในแบบที่มันเป็น เราอาจจะไม่ใช่คนทันสมัย แต่ว่าเราเข้าใจกัน”


