ซื้อเบอร์มิสเดย์ (Burmese Days) ของ จอร์จ ออร์เวลล์ ฉบับของสำนักพิมพ์เพนกวินมานานมากแล้ว น่าจะเกือบ 20 ปีเห็นจะได้ตั้งแต่สมัยหัดทำข่าวพม่าใหม่ๆ เท่าที่ดูร่องรอยจากที่คั่นหนังสือที่ค้างไว้อ่านไปได้แค่ 40 กว่าหน้าเท่านั้นชะรอยว่าจะมีเรื่องอื่นดึงความสนใจออกไปหรืออย่างไรก็ไม่แน่ใจทำให้การอ่านหนังสือเล่มนี้สะดุดหยุดลงเพียงนั้น หนังสือที่โด่งดังของนักเขียนอังกฤษนามอุโฆษท่านนี้ (นามเดิม เอริก อาร์เธอ แบลร์) ไม่ว่าจะเป็น Animal Farm และ 1984 อ่านแล้วตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแต่ด้วยจริตของนักศึกษาหัวเอียงซ้ายฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ทำให้ไม่ชอบหนังสือทั้งสองเล่มนี้เท่าไหร่นักในตอนนั้น คือแบบว่ามันเสียดสีแดกดันคอมมิวนิสต์จนสิ้นศรัทธาเลยทีเดียว ทั้งๆที่ตอนที่อ่านก็ราวๆปี 1984-85 ก็รู้อยู่แก่ใจว่าโลกคอมมิวนิสต์ไม่เหลือความดีอะไรให้ศรัทธาแล้วแหละ
แต่อ่านงานของ Emma Larkin ผ่านการแปลของ สุภัตรา ภูมิประภาส หรือพี่แหม่มของเราในตอนนี้ให้ความรู้สึกต่อออร์เวลล์แตกต่างออกไปมากและที่สำคัญช่วยตอกย้ำถึงความเสื่อมทรามของประเทศที่ถูกปกครองโดยทหาร (นี่ไม่ได้หมายถึงแค่พม่าเท่านั้นนะครับขอย้ำ)
“รัฐบาลของเราแย่แสนแย่ ทำลายประเทศงดงามล้ำค่าของเราแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ตอนนี้เราถูกลงทัณฑ์โดยไม่มีวันปลดปล่อย” เบียทริช ลูกครึ่งอังกฤษ-พม่า ที่ยังมีชีวิตตกค้างจากยุคอาณานิคมเล่าให้กล่าวขึ้นมาระหว่างคุยกับเอ็มมา ผู้เขียน Finding George Orwell in Burma ฉบับแปลโดยพี่แหม่ม “จิบพม่า ตามหาจอร์จ ออร์เวลล์” (หน้า 192)
นี่เป็นแค่เศษเสี้ยวของประโยคเด็ด วลีทอง ที่หนังสือเล่มนี้ให้มา สมกับคำโฆษณาที่ผู้แปลว่าไว้จริง “แล้วเธอจะชอบ quote เด็ดเยอะมาก” พี่แหม่มว่าพลางยื่นหนังสือมาให้หลังจากลงลายมือชื่อกำกับหนังสือที่มอบให้แฟนๆ ตามสไตล์ของนักเขียนประเภท best seller ทั้งหลาย เธอบอกให้อ่านหนังสือเล่มล่าของเธอ “เพื่อรำลึกบรรยากาศการเมืองพม่าแต่ปางก่อน”
คำว่า “แต่ปางก่อน” ของพี่แหม่มนี่ไม่ได้นานเท่าไหร่ ที่แน่ๆ ไม่ใช่ระหว่างปี 1922-1927 ที่ออร์เวลล์ในฐานะนายตำรวจจักรวรรดิอังกฤษรับราชการอยู่ แต่เป็นช่วงปี 1988-2011 ที่เราหลายคนรู้จักและคุ้นเคยดีต่างหาก
เอ็มม่าสร้างความเชื่อมโยงของหนังสือของออร์เวล 3 เล่มคือ Burmese Days, Animal Farm และ 1984 ได้อย่างแนบเนียนที่สุด เธอบอกว่ามันเป็นภาค 1,2,3 ของนิยายเรื่องยาวเกี่ยวกับพม่าเธอใช้ Burmese Days เป็นพล๊อตและใช้ 1984 เป็นท้องเรื่อง เสียดายแต่ไม่ใช้ Animal Farm เป็นตัวละคร แต่ก็พาดพิงได้เจ็บแสบจากคำบอกเล่าของชาวพม่าเองที่ว่า “(Animal Farm) แสนจะเป็นหนังสือสำหรับพม่าเลย คุณรู้มั๊ยว่าทำไม….เพราะเป็นเรื่องของหมูและหมาที่ปกครองประเทศยังไงล่ะ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพม่าตลอดหลายปีมานี้” (หน้า 30)
เอ็มม่าตามรอยออร์เวลล์ระหว่างที่เขาเป็นตำรวจในพม่าไปในสถานที่สำคัญ 5 แห่งคือ มัณฑะเลย์ ปากแม่น้ำ (อิรวดี) ย่างกุ้ง มะละแหม่ง และกะต่า อันว่าเมืองกะต่า (Kathar)นั้น เป็นเมืองเล็กๆ เชิงเขาทางภาคเหนือของพม่าเลยมัณฑะเลย์ขึ้นไปหน่อยชาวต่างชาติไม่ค่อยจะได้ไปเยือน ในนิยายคือจ๊อกตาดา ซึ่งออร์เวลล์ใช้เป็นฉากเปิดแต่เอ็มมาใช้เป็นฉากปิดเพราะเป็นเมืองประจำการแห่งสุดท้ายของออร์เวลล์ก่อนที่เขาจะจากพม่าไป และที่นี่เอ็มมาก็มีฉากผจญภัยเล็กๆของเธออยู่ด้วย
ตลอดเวลาที่อ่านหนังสือเล่มนี้ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับ 1984 มากกว่าอย่างอื่นทั้งหมด โดยเฉพาะบทที่ว่าด้วยมัณฑะเลย์และย่างกุ้ง เอ็มมาได้เขียนถึง 1984 และ บิ๊กบราเธอสไตล์พม่าเอาไว้อย่างลึกซึ้งถึงแก่น ตั้งแต่การควบคุมประชากรด้วยการสร้างความหวาดระแวง “หากคุณคิดว่ากำลังถูกจับตามอง คุณจะมีปฏิกิริยาแบบเดียวกับถูกจับตามองจริงๆ คุณเข้าใจหรือยังล่ะ มันไม่ต่างกันหรอกว่าพวกเขาจะมีสายข่าวหรือไม่ การที่พวกเราเชื่อว่าสายข่าวมีอยู่ทุกที่ก็เพียงพอแล้ว เพราะนั่นเท่ากับพวกเราเริ่มทำงานแทนพวกเขาแล้ว” มโย จี่ วิศวกรวัยเกษียณเล่าให้เอ็มมาฟังถึงวิธีการที่กองทัพพม่าควบคุมประชาชน (หน้า 97) นี่มันหลักการเดียวกับจอโทรภาพสอดแนมใน 1984 แต่กองทัพพม่าไม่ต้องสร้างอะไรที่มันทันสมัยไฮเทคแบบนั้นด้วยซ้ำไป ก็สอดแนมประชาชนได้ ด้วยการแสร้งปั้นเรื่องว่ามีสายลับอยู่ทั่วเมือง (แน่นอนคงมีอยู่จริงแต่จะมากแค่ไหนไม่แน่ชัดนัก) ประชาชนต่างหวาดระแวงว่าใครเป็นสายลับ ตัวเองจะถูกสายลับเหล่านั้นจับจ้องพฤติกรรมและคอยไปรายงานให้ทหารรู้ เอ็มมาแทรกเรื่องแบบนี้เอาไว้แทบทุกบท การพูดคุยของเธอกับชาวพม่าจะต้องทำแบบลับล่อๆ การสนทนาในร้านน้ำชาซึ่งเป็นที่สาธารณะที่พวกสายลับชอบไปใช้เป็นที่สิงสถิตหาข่าวมักจะเกิดขึ้นท่ามกลางความหวาดระแวงว่าเรื่องที่คุยกันจะล่วงรู้ถึงหูของทางการ ทหารไทยใช้วิธีการนี้ในภาคใต้ สร้างความแตกแยกในสังคมที่นั่นได้มาก
บทที่ให้ความรู้สึกว่าเธอตามหาออร์เวลล์ในเรื่องเบอร์มิสเดย์จริงๆ คือบทที่ว่าด้วยเมืองมะละแหม่งเพราะที่นั่นมีลูกครึ่งพม่า-อังกฤษหลงเหลืออยู่ รวมทั้งญาติข้างแม่ของออร์เวลล์ก็มีพื้นเพอยู่แถวนี้ด้วย
จิบ(ชา)พม่าฯ เป็นหนังสือแปล ที่อ่านแล้วแทบไม่รู้สึกว่ากำลังอ่านหนังสือแปล ปกติเวลาคนอ่านภาษาอังกฤษออกแล้วอ่านฉบับแปลมักจะระแวงและคอยนึกเสมอว่า สำนวนนี้ คำนี้น่าจะมาจากภาษาอังกฤษคำไหน ประโยคไหน สำนวนใด แต่พี่แหม่มไม่ทำให้คนอ่านของเธอต้องหวาดระแวงอะไรเช่นนั้นเลยตลอดเรื่องเพราะเธอรู้เรื่องพม่าและภาษาอังกฤษดี อ่านแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าต้นฉบับดั้งเดิมคือภาษาไทยอย่างนั้นเลยทีเดียว ที่สำคัญเธอไม่ต้องใส่วงเล็บหรือเชิงอรรถอธิบายความอวดภูมิผู้แปลแต่อย่างใดเลย ผู้อ่านไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง มีเชิงอรรถนิดหน่อยเป็นหมายเหตุที่กวาดเอาไว้ไปท้ายเล่มเป็นความรู้แถมให้ผู้อ่าน ซึ่งทำให้ทราบว่า เบอร์มิสเดย์เคยมีผู้แปลเป็นภาษาไทยด้วยในนาม “พม่ารำลึก” โดยบัญชา สุวรรณานนท์
หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนคือเอ็มมาทำบทส่งท้ายไว้สองตอนเพื่อให้ผู้อ่านตามสถานการณ์สำคัญในพม่าได้ทัน คือปี 2003 ตอนที่ซูจีโดนโจมตีและถูกจับ และปี 2011 หลังเหตุการณ์พายุนากีสและการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในรอบ 20 ปี ซึ่งครั้งนั้นเอ็นแอลดีไม่ได้เข้าร่วม หนังสือจบลงแค่นั้น
แต่เรื่องพม่ายังไม่จบ รอให้พี่แหม่มหามาเล่าให้ฟังหรือให้อ่านในโอกาสต่อๆไป หรือมาคิดอีกที เหตุการณ์หลายอย่างได้ย้ายจากลุ่มอิรวดีมาอยู่ลุ่มเจ้าพระยาเรียบร้อยแล้ว—อย่างน้อยที่สุดตอนนี้เราต้องท่องว่า สี่ขาดี สองขาเลว สี่ขาดี สองขาเลว All Animals are equal.

