หน้าแรก บันเทิง ดนตรีไม่หยุดแ...

ดนตรีไม่หยุดแค่ในไทย เปิดพื้นที่สร้างโอกาสสู่ตลาดโลก “Thai Music Meetup – Gan Bei”

16.09.25 | 13:56 น.

ดนตรีไม่หยุดแค่ในไทย เปิดพื้นที่สร้างโอกาสสู่ตลาดโลก “Thai Music Meetup – Gan Bei”

เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมดนตรีไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดงาน “Thai Music Meetup – Gan Bei” กิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมดนตรีของไทยในไต้หวัน ภายใต้โครงการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ผ่านธุรกิจบริการศักยภาพ พร้อมสร้างโอกาสเจรจาธุรกิจ

ทั้งนี้ยังมีการจัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ “อุตสาหกรรมดนตรีไทย ไปไกลได้แค่ไหน” โดยได้รับเกียรติจากศิลปินและผู้บริหารในวงการเพลงโดยตรง โดยเริ่มที่ นัดส์ เจดีย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ลาวด์ลี่ พรีเฟอร์ จำกัด ได้กล่าวว่า

“ทำไมเราจะไม่ไปตลาดโลก ภาษาทางดนตรีเป็นสากลแล้ว การจัดการต่างๆ สามารถส่งผลงานไปถึงผู้ฟังทั่วโลกได้ ดังนั้นการเปิดพื้นที่ให้นักดนตรีและค่ายเพลงสู่ต่างประเทศจึงเป็นก้าวสำคัญ”

ด้วยยุคสตรีมมิ่ง การออกเพลงหรือโชว์ผ่านวิดีโอสามารถสื่อสารกับผู้ฟังต่างชาติได้โดยตรง ไม่จำกัดแค่ผู้ฟังในประเทศเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีโครงการ Music Exchange ที่สนับสนุนศิลปินไทยไปเล่นเฟสติวัลต่างประเทศ และเปิดตลาดให้แนวเพลงเฉพาะกลุ่มซึ่งมีฐานแฟนเพลงจำกัดในไทย แต่มีโอกาสเติบโตสูงในต่างประเทศ

Advertisement

“สิ่งสำคัญที่จะผลักดันทำให้อุตสาหกรรมดนตรีไทยไปไกลขึ้น ไม่ใช่เพียงศิลปินเก่ง แต่รวมถึงพื้นที่สำหรับศิลปินเล็กๆ ให้ได้สร้างฐานแฟนเพลง เช่น ไลฟ์เฮาส์ หรือสื่อกลางที่รวมทุกค่ายเพลงและผู้จัดงานดนตรี เพื่อโปรโมทส่งต่อผลงานออกสู่สายตาผู้ฟังทั้งไทยและทั่วโลก ซึ่งถ้ามีส่วนนี้จะช่วยในการผลักดันวงการดนตรีได้ด้วย รวมถึงรางวัลที่ให้กับศิลปินและผู้ที่สร้างสรรค์งาน รางวัลนี้ไม่ได้มีตลอด ผมมองว่าปีหน้าเราน่าจะได้มีแล้ว”

สำหรับโครงการ Thai Music Meetup – Gan Bei จุดมุ่งหมายคือการต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยด้วยดนตรี ทั้งการสร้างรายได้จากการจ้างงานและจับจ่ายใช้สอยทั่วโลก รวมถึงการร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมดนตรี เช่น การคอลแลปในการสร้างแบรนด์ หรือคอลแลปทำเพลงกับศิลปินระดับโลก

จากมุมมองผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทวายยูพีพี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด และแร็พอิสนาว โจ้ ศวิชญ์ กล่าวว่าผู้ฟังเปิดกว้างมากขึ้นและคุณภาพศิลปินไทยสามารถไปสู่มาตรฐานสากลได้ เขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเองยังรู้สึกเซอร์ไพรส์ มีผู้ทำงานในอุตสาหกรรมฮิปฮอปจากต่างประเทศเดินทางมาไทยแล้วแวะมาที่ออฟฟิศ เพียงเพื่อบอกว่า

“ชอบเพลงฮิปฮอปภาษาไทยมากๆ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเมืองไทยจะมีเพลงแบบนี้”

พร้อมยังเผยเทคนิคเล็ก ๆ ในการเข้าหาตัวแทนอุตสาหกรรมจากต่างประเทศว่า “ต้องละลายพฤติกรรมก่อนครับ หลักๆ คือเป็นเพื่อนกันก่อน ไม่ได้เข้าไปคุยเรื่องธุรกิจทันทีตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน แต่ค่อยๆ ทำความรู้จักกันก่อน”

นอกจากนี้ โจ้ ศวิชญ์ ย้ำด้วยว่า “แม้ศิลปินไทยหลายคนจะมีคุณภาพ แต่สิ่งที่ยังขาดคือการเข้าถึงโอกาส เพราะบางครั้งศิลปินไม่รู้ว่าจะเดินไปต่อยังไง หากเปิดโอกาสให้มากขึ้นก็จะช่วยให้พวกเขาเติบโตและไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่”

ด้าน อ๊อฟ อนุชา ผู้ก่อตั้ง Rats Records เสริมว่า ต่างประเทศสามารถเข้าถึงเพลงไทยได้ง่ายทั้งไต้หวัน อินโด อเมริกา พร้อมเผยถึงข้อดีเมื่อศิลปินไปเล่นคอนเสิร์ตของการส่งวงไทยไปต่างประเทศ

“ทำให้ยอดสตรีมมิ่งจะเพิ่มขึ้น เพราะชื่อศิลปินจะติดอยู่ในโปสเตอร์งาน คนที่ซื้อบัตรคอนเสิร์ตเข้าไปดูก็ต้องเสิร์จก่อนว่าคนนี้เป็นใคร”

ซึ่งมองว่า สิ่งแรกที่ศิลปินควรมีเมื่อจะก้าวออกสู่ตลาดต่างประเทศคือ “เริ่มต้นควรมีเพลงสัก 1 อัลบั้ม เข้าไปแนะนำตัวได้เลย ในวงการไม่ได้เข้าถึงยาก ทางผู้จัดหรือทางค่ายเพลงต่างประเทศเขาก็นิสัยเหมือนพวกเรา”
งานครั้งนี้ที่จัดขึ้นที่ไต้หวัน โจ้ เผยว่า คีย์เวิร์ดสำคัญคือการไปเชื่อมสัมพันธ์ “เราเตรียมใจไปเมคเฟรน และไปโชว์”

ประสบการณ์จากศิลปินไทยที่ไปไต้หวัน โดย ภูมิ วิภูริศ ศิลปินและนักแต่งเพลง เล่าว่าการไปเล่นครั้งแรกที่ไต้หวันในปี 2017 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะได้เจอเอเจนต์ที่ดูแลมาจนถึงปัจจุบัน

“ด้วยความที่ไต้หวันมีวัฒนธรรมหรือไลฟ์สไตล์จะใกล้เคียงกัน เป็นประสบการณ์ที่ดี รู้สึกว่าเป็นที่ที่ภูมิได้เจออะไรเยอะมาก เขาต้อนรับดีมาก และทำให้เราได้กลับไปเล่นเกือบทุกปี”

ส่วน ก้อง เทพวิพัฒน์ ศิลปินนักร้องนำและมือกีตาร์วง H3F เสริมว่าแม้จะไปเล่นครั้งแรกหลังโควิด ที่เมืองไทเปซึ่งห่างจากเมืองหลวง มีความกังวลว่าจะไม่มีใครดู แต่กลายเป็นว่าโชว์ขายบัตรหมด เป็นการไปครั้งแรกที่รู้สึกชื่นใจ กลังจากนั้นก็ได้กลับไปเล่นอีกในเฟสติวัล

ขณะที่ พามิ เปมิกา ศิลปินนักร้องจากค่าย Juicey เล่าความรู้สึกครั้งแรกที่ไทเปว่า “ไม่คิดเลยว่าเสียงตอบรับจะดีขนาดนี้ มองไปก็เห็นคนร้องเพลงเราได้เเล้ว ปกติเราเห็นแต่คอมเมนต์ในยูทูบ พอเจอตัวจริงเขาบอกว่าฟังเพลงเราทุกวัน มันตื่นเต้นมาก”

ซึ่งทั้งสามศิลปินเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ศิลปินต้องเตรียมเมื่อต้องไปประเทศที่ไม่คุ้นเคยในฝั่งของนักดนตรีเองมีความคาดหวังว่า ต้องซ้อมและตั้งใจเล่นเต็มที่ แต่สิ่งที่มักเป็นอุปสรรคคือเรื่องวีซ่าและการประสานงาน

ก้อง ย้ำว่า “การรีเช็กลิสต์กับผู้จัดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเรื่องภาษาและความเข้าใจอาจไม่ตรงกัน”

ส่วนภูมิเน้นว่า วีซ่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ถ้ารัฐสามารถช่วยตรงนี้ได้ จะทำให้ศิลปินไทยไปได้ง่ายขึ้นเหมือนประเทศอื่นๆ และภูมิได้ทิ้งท้ายไว้ในในฐานะที่เป็นศิลปินเป้าหมายที่อยากให้ไปถึงคือ

“ผมอยากให้ศิลปินไทยทุกคนได้ไปพื้นที่ที่เราได้ไป ไม่ว่าจะเป็นทีป๊อบหรือว่าฮาร์ดคอร์ อยากให้ทุกคนทำงานศิลปะ การสร้างสรรค์โดยที่ไม่ต้องคิดว่า ต้องอยู่ในกรอบ อยากให้มองว่าโอกาสมันมีมากกว่านั้นเยอะ อยากให้พื้นที่กับทุกคนจะได้สัมผัสกับการได้เล่นดนตรีทำงานสร้างสรรค์”

เป็นอีกหนึ่งการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ด้านวงการเพลงของไทยไปอีกทาง