หน้าแรก บันเทิง ป๋อ ณัฐวุฒิ อ...

ป๋อ ณัฐวุฒิ อัพเดตสุขภาพ เอ๋ พรทิพย์ หลังรักษามะเร็งปอด ลั่นคนปล่อยข่าวลือเสียชีวิตใจร้ายมาก

24.09.25 | 17:35 น.

ป๋อ ณัฐวุฒิ อัพเดตสุขภาพ เอ๋ พรทิพย์ หลังรักษามะเร็งปอด ลั่นคนปล่อยข่าวลือเสียชีวิตใจร้ายมาก

โดดมาร่วมงานกับช่อง one31 เป็นครั้งแรก สำหรับ ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ ในซีรีส์โรแมนติก-แอ็คชั่น “THE WICKED GAME เกม รัก ลวง” โดยล่าสุดเจ้าตัวได้ปรากฏตัวในงาน “THE WICKED GAME PREMIERE OF THE FIRST EPISODE” ณ Paragon Hall, Siam Paragon ก็ได้เปิดใจถึงเส้นทางใหม่ๆ ในงานแสดงแล้ว ก็ยังได้อัพเดตสุขภาพของภรรยา เอ๋ พรทิพย์ หลังเข้ารับการผ่าตัดรักษามะเร็งปอด รวมถึงพูดถึงประเด็นที่มีคนทำคลิปเผยแพร่ข่าวลือว่าเธอเสียชีวิต ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นเรื่องที่กระทบใจอย่างมาก

การร่วมงานกับช่องวันเป็นยังไงบ้าง?
“สนุกมาก มันก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการเดินทางของชีวิต หลังจากที่ได้มาร่วมงานกับทางช่องวัน บอกเลยว่าบรรยากาศช่วงแรกๆ ก็อาจจะตะกุกตะกักบ้าง เพราะว่าเขิน ไม่รู้จักใคร ทีมงาน ตากล้อง ช่างหน้า ช่างผมก็ไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไหร่ แต่ว่าได้น้องๆ เซตนี้น่ารักมาก มาร่วมงานกับทาง ต้าห์อู๋-อ๊อฟโรด และนักแสดงคนอื่น คือเด็กอ่ะ เขาไม่ได้เขิน เขาเข้าหาผู้ใหญ่ เข้าหาเรา ยิ้มแย้มแจ่มใส แล้วพูดคุยกับเรา ก็รู้สึกว่าเริ่มสบายขึ้น หลังๆ ก็กลายเป็นพี่เป็นเพื่อนกันไปเลย

สำหรับตัวบท บทเรื่องนี้ของพี่ป๋อว่าดีมาก อ่านบทแล้วไม่รับไม่ได้ มันมีเหตุผลของมันอยู่ คือเรื่องนี้มันเกิดขึ้น โดยชื่อเรื่องของมันก็จะเกิดขึ้นจากตัวละครตัวนี้แหละ แล้วมันจะอยู่กันไปทั้งเรื่อง และความสับสน ความชิงไหวชิงพริบ เรื่องทั้งหมดมันเกิดจากตัวละครตัวนี้ตัวเดียว เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่าเราอยากเล่น“

อัพเดตสุขภาพพี่เอ๋หน่อย?
“พี่เอ๋ก็เหมือนเดิมครับ อย่างที่บอกว่าคือ คนที่เป็นมะเร็ง คนที่มีครอบครัวที่เป็นมะเร็งจะทราบดีว่ามันยังไม่มีวันหาย เราต้องเช็คไปทุกๆ หกเดือน เราจะทำอย่างนี้ไปครบห้าปี เนี่ยใกล้จะธันวาคมแล้ว หัวใจพวกเราก็ตุ๊มๆ ต่อมๆ กันอีก ว่ากลัวจะเจออีกหรือเปล่า เพราะคุณหมอบอกว่า ความเสี่ยงที่จะกลับมาก็จะเป็นช่วงสองปีแรก หกเดือนสี่รอบ ก็ต้องมานั่งลุ้นกัน แต่ไม่เป็นไร ถ้าเจออีกก็ตัดอีก เราก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่งั้นเราก็จะอยู่กับมันไม่ได้

Advertisement

ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เราก็ปล่อยให้มันเกิดไปเลย ไม่เป็นไรหรอก ซึ่งไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นกับใครด้วยนะ เกิดขึ้นแล้วก็อยู่กับมัน ก็รักษาสู้ คือเราก้าวข้ามความกังวลไปแล้ว ตอนนั้นมันหนักตรงที่ว่า ตอนแรกกลัวเอ๋จะเสีย กลัวเอ๋จะเป็นเยอะ กลัวมันจะไปที่น้ำเหลือง แล้วสองก็เริ่มวิตก ซึ่งตอนเนี่ยมันก้าวข้ามพวกนั้นมาหมดแล้ว คือสิ่งหนึ่งที่ต้องทำตอนนี้คือดูแลจิตใจเอ๋อย่างเดียว ให้ไม่เป็นไร เราช่วยกันเดี๋ยวเราก็สู้ไปด้วยกัน ก็เริ่มจะพาเอ๋ไปวิ่ง ซึ่งเมื่อก่อนเขาไม่วิ่ง พี่ป๋อก็จะพยายามไปวิ่ง ซึ่งวิธีที่ชวนเขาก็คือ พี่จะต้องออกไปวิ่งก่อนประมาณสองสามเดือน คือเขาก็จะเริ่มรู้สึกว่าพี่ป๋อออกกำลังกาย เขาก็จะเริ่มอยากออกบ้าง แต่ถ้าไปชวนเขาเลย เขาก็จะไม่ ฉันไม่วิ่ง เหนื่อย ซึ่งตอนนี้เขาเริ่มวิ่งได้แล้ว

แล้วการใช้ชีวิตทางครอบครัวต้องปรับเปลี่ยนยังไง?
“ไม่เลย ซึ่งจริงๆ มันไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เอ๋เป็น คือมะเร็งปอดมันก็จะไปเกี่ยวกับอากาศที่เราหายใจเข้าไป เพราะฉะนั้นก็แค่ ถ้าเกิดอะไรในพื้นที่มีPMเยอะ หรือคนที่เป็นโรคหวัดเยอะ หรือเรื่องไข้หวัดใหญ่ ก็จะให้เขาใส่หน้ากากหน่อย ระวังหน่อย เพราะเหมือนตอนนี้ปอดยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คือตอนนี้เอ๋วิ่งได้แล้วประมาณ4-5โล วิ่งไปก็ด่าสามีไป เขาก็มีความสงสัยว่าอะไรกันนักกันหนา ทำไมต้องออกมาวิ่งด้วย ก็เลยบอกวิ่งเถอะ เพราะว่าปอดถูกตัดไปนิดนึง คือถ้าปอดแข็งแรงก็จะดีขึ้นมาก

ส่วนเด็กๆ เขายังไม่รู้ถึงการสูญเสีย แต่เขารู้ว่าเป็นโรคร้าย เหมือนก็อยู่ในใจ หน้าที่พ่อแม่ก็คือต้องอธิบาย คือบ้านเราจะพยายามไม่ปิด เราจะอธิบายในมุมที่เด็กจะพอเข้าใจได้ว่ามันเกิดโรคนี้ เพราะฉะนั้นเด็กๆ ต้องพยายามอย่าดื้อกับแม่ อะไรที่แม่อยากได้ แม่ขอ ก็ช่วยแม่หน่อย อย่าให้แม่ต้องเหนื่อยกับการมาดูแลเรามากเกินไป เขาก็จะทำได้ซักอาทิตย์เดียว กลับมาเหมือนเดิม ดื้อเหมือนเดิม เราต้องให้ความรู้เขาว่าแม่ป่วย

คือเด็กยุคนี้เขาฉลาด คือแค่เราพูดว่ามะเร็งเขารู้เลย คือจริงๆ เรื่องนี้รู้มาจากโรงเรียน คือคุณครูเขาต้องมาคอนเซ้าท์ ให้คำปรึกษาลูกว่าเด็กคนโตโอเคไหม คนเล็กมีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า ซึ่งเรากับครูก็ทำงานกันเยอะมาก เหมือนที่โรงเรียนก็มาคุยกับพี่ว่าลูกสองคนโอเคไหม คุณครูก็ช่วยดูแลให้ เพราะเขากลัวว่าเขาจะมีปัญหาเวลาที่อยู่ตัวคนเดียว หรืออยู่กับเพื่อนจะเป็นอีกแบบ”

เมื่อช่วงเดือนสิงหาที่ผ่านมา ควงคู่กันออกมา หลังมีข่าวว่าพี่เอ๋เสียชีวิต?
“คือพี่ก็ไม่เข้าใจ มันเหมือนผ่านไปแล้วด้วยซ้ำ แต่มันก็เหมือนตอนนั้นน่ะ มี TikTok มีเพจมาพูดว่าพี่เอ๋เขาตุย เราก็รู้สึกว่าทำไมใจร้ายจังเลย ทำไปเพื่ออะไร คือพี่ก็เลยคุยกับเอ๋ ว่างั้นเราไลฟ์สดให้คนเห็นไปเลยว่าเรียลไทม์ เอ๋ยังมีชีวิตอยู่ ผมว่าวิธีการทำแบบเนี่ย พูดว่าดาราคนโน้นตาย ทั้งๆ ที่เขามีชีวิตอยู่ มันคือเรื่องที่คุณอาจจะได้เอ็นเกจฯ อาจจะได้ยอดวิว หรือคุณอาจจะได้เงิน แต่ว่ามันเป็นวิธีการที่ใจร้ายพอสมควรนะครับ

ในมุมของคนที่ได้รับผลกระทบ ผมไม่รู้ว่ามันดูสนุกหรือเปล่า แต่ในมุมนึงคุณอาจจะอะไรก็ตามแต่ แม้กระทั่งคนทำขึ้นมาก็มีครอบครัว มีพ่อ มีแม่ มีลูก ผมเองที่คุณลงข่าวว่าภรรยาผมตุย แล้วสุขภาพใจเขาก็ยังไม่ได้ดีมาก คนเป็นมะเร็งเขาก็กลัวที่จะตุย ลึกๆ เขาก็กลัว เพราะว่ามันไม่ใช่ว่าตัดแล้วหายขาด เพราะฉะนั้นก็จะขอร้องเขาว่าอย่าทำเลย มันใจร้ายไปนะ แต่มันไม่เป็นประโยชน์หรอก เพราะว่าเราพูดอย่างนี้ไป พรุ่งนี้เขาก็ทำอีกแล้ว มันเพิ่มมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เราคุมไม่ได้แล้ว สิ่งที่สำคัญคือเราคุมตัวเรา ว่าถ้าโกรธก็ไลฟ์สดไป แล้วก็พูดจบ แล้วก็จบกัน

สุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณกำลังใจแหละที่ส่งมาให้ การที่เขาพิมพ์ข้อความมาให้ หมายความว่าบางครอบครัวเขาก็มีประสบการณ์แบบนี้ บางครอบครัวเขาก็เคยมีพ่อแม่ มีเพื่อน มีสามีเป็นมะเร็งแล้วเสียชีวิตไปก็มี เขาก็ส่งกำลังใจมา เอ๋เขาก็ได้กำลังใจตรงนี้ ไม่งั้นเขาก็ไปต่อไม่ได้ เรื่องทั้งหมดมันต้องอุ้มใจกันขึ้นมา ไม่งั้นมันจะดิ่งลงไป”