หน้าแรก บันเทิง เคน-ริว-ฮิวโก...

เคน-ริว-ฮิวโก้-เอินเอิน ใน “ลักกันวันตาย” กับบทบาทที่เปลี่ยนชีวิตและมุมมองการแสดง

5.10.25 | 10:20 น.

เคน-ริว-ฮิวโก้-เอินเอิน ใน “ลักกันวันตาย” กับบทบาทที่เปลี่ยนชีวิตและมุมมองการแสดง

‘เงิน 30 ล้านนอนนิ่งอยู่ในบัญชีคนตายจะมีประโยชน์อะไร…?’ นี่คือจุดเริ่มต้นของ ลักกันวันตาย ภาพยนตร์ดราม่า-ระทึกขวัญ เรื่องล่าสุดของ Netflix ที่หยิบเอาเรื่องราว “เงินของคนตาย” มาตั้งคำถามต่อระบบและศีลธรรมของคนเป็น เมื่อช่องโหว่ของระบบเปิดประตูให้มนุษย์ธรรมดาๆ สองคน ค่อยๆ ถลำลึกสู่ความผิด ที่อาจไม่มีทางถอยกลับ โดย 4 นักแสดงนำ เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์, ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล, ฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ และ เอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลีกุล 

การตัดสินใจมาเล่นเรื่องนี้ของแต่ละคน?
เคน : “จริงๆ อยากเล่นหนังอยู่แล้ว เพราะว่าที่ผ่านมาผมก็เล่นละครมาตลอดอยู่แล้วส่วนใหญ่ มีความรู้สึกอิ่มตัวกับมันเหมือนกัน ก็มองว่าถ้ามีโอกาสต่อไปอยากที่จะเล่นหนังมากว่าถ้าเป็นไปได้บวกกับถ้ามีงานที่เข้าแล้วเราสนใจอยากทำจริงๆก็ทำ ซึ่งมันอาจไม่ได้มีเยอะมาก เเละเราก็เลือกด้วย แต่ว่าเรื่องนี้ก็ลงตัว ด้วยประเด็นของเรื่องที่พี่ต้นพูดถึงบัญชีคนตาย พูดถึงประเด็นคุณค่าทางสังคมที่ทุกวันนี้ผมรู้สึกว่ามันเป็นจริงเกิดขึ้น คุณพ่อคุณแม่ที่ผมรู้จักส่งลูกเรียนอินเตอร์ สังคมตรงนี้มันเป็นยังไงเราก็พอเห็นอยู่ เป็นสิ่งที่พี่ต้นเขายกมาพูด ก็เลยรู้สึกสนใจ เราก็พยายามถ่ายทอดตัวละครนี้ออกมา”

ฮิวโก้ : “เหตุผลที่ยอมอ่านบทก็คือเพราะผู้กำกับมีประวัติ ก็ต้องอ่าน เพราะปกติผมไม่ได้แสวงหางานแบบนี้เท่าไหร่ เลยเป็นเกียรติที่ผู้กำกับเสนอหนังให้ผมเล่นที่สำคัญเป็นบทที่น่าสนใจ ผมเองประสบการณ์การถ่ายหนังก็ไม่ได้เยอะมาก แต่ส่วนมากบทที่ได้รับจะเป็นบทในยุคลูกครึ่ง เป็นบทวัยรุ่นพบรัก ผมอาจไม่ได้ถนัดเลยดีใจที่ถึงวัยมีบทเริ่มน่าสนใจมากขึ้นมาถึงมือผม บทเป็นอะไรที่ไม่เคยเล่นมาก่อน ตัวร้ายโดยสิ้นเชิง ตื่นเต้น เลยรับเรื่องนี้”

ริว : “ริวเจอพี่ต้นงานเเรกที่นาฏราชงานรับรางวัล ได้ทักทายพี่ต้น ติดตามผลงานอยู่แล้ว พอมีใบส่งให้เราแคส เราอยากแคสให้ได้ด้วยบทด้วยสิ่งที่พี่ต้นตั้งใจทำ ที่ได้เจอพี่ๆ น้องๆ ทุกคนในกอง ผมรู้สึกเป็นโปรเจกต์ที่ชอบมากๆ พอริวอ่านบทที่อยากทำแล้ว มันท้าทายทุกเรื่องเลย แล้วก็วันที่ริวไปแคส เรามั่นใจพอได้เป็นตัวมันแล้วเรารู้สึกว่าอยากทำให้เต็มที่ เราเชื่อในตัวละครเป็นจริง อยากให้เขาเลือก”

Advertisement

เอินเอิน : “ดีใจก่อนเลยตอนที่รู้ว่าได้ เพราะจริงๆหนูก็ไปแคสเหมือนพี่ริวเลย พี่ต่ายแคสติ้งเขาส่งไลน์มาหาผู้จัดการ มีหนังของพี่ต้น นิธิวัฒน์ หนูก็ตกใจ นี่คือผู้กำกับที่วันนึงเราในฐานะนักแสดงหวังว่าจะมีโอกาสร่วมงานด้วยมากๆ แล้วโอกาสมันเข้ามาเร็วมากๆ เลย รู้สึกดีใจ ตอนแรกรู้สึกกดดันว่าจะทำได้ดีหรือเปล่า ด้วยเนื้อเรื่องที่หนูได้อ่านคือไม่เข้าใจ เพราะหนูค่อนข้างที่จะเด็ก 18-19 ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงินเท่าไหร่ ปกติจะเป็นปาป๊าหม่าม๊าจัดการให้ทั้งหมด แต่ว่าพอมีเรื่องแบบนี้เข้ามา คาแร็กเตอร์โตมากๆประมาณนึง แล้วตอนเเรกเราไม่ได้รู้ว่าเราจะต้องเปลี่ยนลุคอะไรขนาดนี้ ตอนแรกที่หนูได้ลองแคสได้ลองทำดู หนูก็ไม่ค่อยเชื่อว่าจะเป็นเข็มได้ แต่สุดท้ายพอพี่ต้นเลือกมา ก็ต้องมาขอกันเยอะมากๆเลย พี่ต้นพูดเสมอว่า พี่เชื่อพี่มองเห็น แต่หนูตอนนั้นยังมองไม่เห็น แต่พอได้เปลี่ยนลุคทุกอย่าง แล้วเข้าบทมันช่วยมากๆ ได้ลองหาตัวเข็มจริงๆซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่มีตัวเอินเลย 100% ทั้งเรื่องรูปร่าง รูปลักษณ์ หรือว่าความคิด การกระทำ ห่างไกลจากตัวหนูมาก”

สำหรับเคนมีจุดไหนที่เราปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้แน่ๆ?
เคน : “จริงๆ มันรวมๆ แหละครับ โดยอย่างที่บอก ประเด็นครอบครัว คือผมเป็นคุณพ่อ มีภรรยามีลูก เรื่องแบบนี้คนจะพูดถึง เอาประเด็นนี้มาเล่าเป็นประเด็นหลัก มันไม่ได้มีเยอะอยู่แล้วเป็นสิ่งที่ผมอยากทำ แต่ในความเป็นตัวละครบทของโตในเรื่อง เป็นผู้ชายตัวละครที่มีการเปลี่ยนแปลงเยอะที่สุด ตั้งแต่ผมเคยเล่นมา มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตั้งแต่คนที่พยายามจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนที่เขารักและไม่เคยทำผิดเลย และค่อยๆถลำลึกไปเรื่อยๆ ทีละก้าวสองเก้าจนถึงจุดที่เค้าถอยหลังไม่ได้แล้ว ซึ่งตรงนี้สำหรับผมมันเป็นตัวละครที่มีการเปลี่ยนแปลง และความน่าสนใจของมันก็คือตรงนี้แหล่ะตรงที่ตัวละครนี้มันมีพัฒนาการ ไม่ได้อยู่กับที่เลย ถ้าถึงจุดนั้นแล้วเราก็อยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง เพราะบางทีในชีวิตจริงเราเคยตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดเราลองทำสิ่งนี้ทำเรื่องผิด แต่ในชีวิตจริงเราทำไม่ได้ บางทีเราก็คิดกับตัวเองเล่นๆ ถ้าเราทำอย่างนี้ถ้าเราขโมยมันจะเป็นยังไง แต่เราไม่ได้ทำหรอก ซึ่งตรงนี้มันก็ทำให้หลุดจากวงโคจรของชีวิตประจำวันที่เราเคยเป็น”

คนอาจจะไม่ค่อยได้เห็นเล่นมุมพาร์ทนี้เท่าไหร่ มันชาเลนท์ตัวเองยังไงที่ออกจากเซฟโซนที่เคยอยู่?
เคน : “ผมไม่ได้มองมุมคนอื่นที่มองผม แต่ผมมองตัวเองมากกว่าว่าเป็นโอกาสที่ดี มีคนหยิบยื่นโอกาสนี้ให้เรา ถ้าปกติสมัยก่อนจะมีความเก่งไปหมด เป็นคนรวย นักธุรกิจ มีเล่ห์เหลี่ยมทำทุกอย่าง เราก็ทำตรงนั้นมาพักนึงแล้ว พอตรงนี้กลายว่าไม่ คุณคือผู้ชายคนนึงที่ทำงานแบงค์ เป็นชนชั้นกลาง เป็นคนทุกคนที่สัมผัสได้จริงๆ ใครๆ ก็น่าจะเข้าถึงตัวละครนี้ได้ ซึ่งก็มองว่าน่าสนใจ”

ภาพรวมที่เป็นธีม เงินในบัญชีคนไร้ญาติ มันสะท้อนความเป็นสังคมในยุคนี้ของไทยเรายังไงบ้าง?
เคน : “ถ้าถามเรื่องตรงนี้มันไม่ได้พูดเชิงนั้นทีเดียว ความหมายของบัญชีคนตายเรื่องนี้คือ บางครั้งบางทีคนเราทุกคนไม่ได้ไปรู้เรื่อง ยกตัวอย่างเรื่องจริง คุณพ่อผมมีบัญชีอยู่บัญชีนึง คุณพ่อผมเสียไป จนวันนึงมารู้ทีหลัง เหมือนคุณแม่ค่อยๆไปตรวจว่ามีอะไรบ้าง มีบัญชีอยู่แบงค์นึง ซึ่งเราก็เพิ่งรู้ อย่างในกรณีอย่างนี้บางครั้งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องว่าไม่ดูแลผู้ใหญ่ อาจจะเป็นเรื่องไม่มีใครรู้ ญาติไม่เคยรับรู้ว่าคนนี้มีบัญชีนี้อยู่ บัญชีนี้ก็จะกลายเป็นบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหวหรือเป็นบัญชีของคนตายที่ไม่มีใครแตะมัน อันนี้ประเด็นนึง แต่พอรู้แล้วกลายเป็นว่าสมมติถ้าพ่อผมไม่ได้ทำพินัยกรรม ผมจะเดินไปที่แบงค์แล้วไปบอกว่าของถอนเงินนี้ก็จะไม่ได้ เพราะอาจจะมีสถานการณ์แย่งมรดกกัน พ่ออาจจะไม่ได้อยากให้ผมหรือเปล่า เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามจะทำสิ่งนี้ได้ก็ต้องไปที่ศาลเพื่อให้ศาลแต่งตั้งให้ผมเป็นผู้จัดการมรดกก่อน แบงค์ถึงจะเอาเงินตรงนี้ออกมา เพราะไม่งั้นก็จะเป็นเงินที่อยู่ตรงนั่นตลอดไป อันนี้เป็นประเด็นของเรื่องมากกว่า”

สำหรับฮิวโก้มันมีความร้ายยังไง ทำไมอยากเล่นมาก?
ฮิวโก้ : “มันก็เป็นบทบาทที่ภาพยนตร์เกี่ยวกับอาชญากรรมต้องมี ต้องมีอาชญากร เราก็เป็นตัวเเทนของด้านมืดที่หิวเงินพอๆ กับด้านสว่าง แล้วเผลอๆ มันก็จะสะท้อนให้เห็นว่า คนที่สุจริตก็ไม่แตกต่างจากคนใต้ดินสักเท่าไร เจตนาคล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่าวิธีการของผมตรงไปตรงมากว่า ผมไม่เคยเล่นเป็นตัวร้าย เอาจริงๆ ผมมองเป็นโอกาสมากกว่าที่ผมชอบบ่น เรื่องความน่าเบื่อของบทที่ได้ถูกนำเสนอ เพราะฐานะลูกครึ่ง แล้วในยุคสมัยที่ผมทำงานอยู่ บทสำหรับคนที่หน้าตาแบบผม ต้องไปเรียนเมืองนอกมา แล้วก็ต้องกลับมาพบรัก มีความเป็นเด็กนอกคุณหนูก็ต้องมาเจอกับความบ้านๆ มาสัมผัสกับสังคมไฮโซที่เราอยู่มันไม่ดีหรอก แล้วในหนังก็เหมือนกัน เป็นหนังวัยรุ่นบทนำที่ต้องมีความรัก ซึ่งผมไม่ถนัด ผมปฏิเสธหนังมาเยอะมากในชีวิต แล้วผมมาจะถึงวัยที่แก่พอเป็นอย่างอื่นบ้างแล้ว ผมมองเป็นโอกาสที่จะแสดงให้พี่ๆ น้องๆ ได้เห็นว่า ผมทำแบบนี้ก็ได้นะ ผมเลยมองเป็นโอกาสไม่ใช่ที่ตัวบทโดยเฉพาะ หนังผมก็อยากดู ผมชอบเรื่องมุมมองของครอบครัวที่ส่งลูกเรียนอินเตอร์ เรื่องค่าใช้จ่าย กดดัน มีความคาดหวังของภรรยา ที่แตกต่างกันตามวัยตามจังหวะชีวิต ผมอยากดูหนังเรื่องนี้ ตัวผมเป็นแค่ส่วนนึง แต่สองข้อแม้คือบทผมทำได้ไหม อายไหม เขินไหม แล้วหนังผมอยากดู แค่นั้น นอกเหนือจากนั้นเรื่องอาชีพผมมองเป็นโอกาสที่จะปีกตัวออกไปเป็นคาแร็กเตอร์ที่ไม่ต้องมานั่งตีความเวอร์ชันตัวเองที่ผู้กำกับมโนขึ้นมา แต่เป็นคาแรกเตอร์ที่เขาเขียนออกมาเลย แล้วผมก็ได้ทำหน้าที่สายสืบพยายามตีความว่าเขาทำแบบนี้ทำไม พูดอย่างนี้ทำไม ทำไมเป็นคนแบบนี้ น่าสนใจดีครับ”

แบบนี้ต้องเปลี่ยนคาแร็กเตอร์ในเรื่องไหม?
ฮิวโก้ : “แน่นอนมันก็คือการแสดงครับ ต้องเป็นคนอื่นให้ได้ แต่ผมเองไม่ได้เครียดกับมัน ถ้าเรามีผู้กำกับที่ไว้ใจ เราเชื่อว่าผู้กำกับมีมาตรฐานของเขา เขาไม่ปล่อยให้มันอออกมา แล้วเราไม่ต้องไปคิดเลย เราแค่ทำมันเรื่อยๆจนเขาพอใจ (หลุดออกจากรอบความเป็นฮิวโก้ไปเลย?) ก็ต้องดูเอาครับว่ามันจะสำเร็จหรือเปล่า แต่ว่าตัวละครตัวนี้มีคนละชื่อคนละแม่”

ตัวละครตัวนี้สำหรับริวเป็นยังไงบ้าง?
ริว : “ริวชอบเพราะว่าไม่เคยเล่นหนังอันไหนที่เป็นมนุษย์จริงๆ ที่มันต้องหาเช้ากินค่ำ หรือต้องเอาตัวรอดไปวันๆ มันมีเรื่องพลิกล็อค เป็นเรื่องที่ริวต้องเอาเงินเขามาใช้ เงินผิดกฎหมาย รินรู้สึกว่ามันใหม่มาก สมเหตุสมผลในสิ่งที่ตัวละครมันเจอ ผมชอบบทนี้ ของริวเหมือนเริ่มนับศูนย์ใหม่ ต้องมาเจอคนคาเเร็กเตอร์ใหม่ๆ มาเจอบทใหม่ๆ ริวว่าระหว่างทางมันสำคัญ เหมือนอย่างที่พี่เล็กบอกว่าเจอผู้กำกับที่โอเคเราสามารถเชื่อเขาได้แล้ว เราก็แค่ทำมัน เพราะเขาก็เป็นกัปตันที่ลูกเรืออยู่แล้วปลอดภัย แล้วเราก็เชื่อเขา รู้สึกว่าภาพระหว่างที่ไม่ว่าพี่ต้น หรือริวทำงานกับพี่เคน สิ่งที่เราต้องเวิร์คช็อปกัน มันให้อะไรเราเยอะ มันก็สอนริวไปในตัวด้วย ผมโชคดีมีกัปตันเรือดี เหมือนเราค่อยๆ หาทางซ่อมไปเรื่อยๆ พี่ต้นเขาจะมีภาพในหัวตลอด”

สิ่งที่แต่ละคนได้เรียนรู้จากตัวละครที่เล่น มองจากตัวเราไม่ใช่มองจากการที่เราเป็นตัวละครตัวนั้น เรารู้สึกยังไงบ้าง การตัดสินใจของเขา?
เคน : “แน่นอนว่าผมว่ามีทุกคนแหละ ถ้าเราเอาตัวเราเป็นที่ตั้ง มันไม่มีใครในนี้เหมือนตัวละคร เพราะตัวละครจะทำในสิ่งที่ตัวเราอาจจะรู้สึกไม่สมเหตุสมผล แต่ถ้าเราเป็นตัวละคร ผมเชื่อว่ามันไปได้ ซึ่งตรงนั้นมันเกิดจากการที่เราไปเวิร์คช็อปกันทุกคนกับทำงานร่วมกัน เปลี่ยนวิธีคิด คิดแบบตัวละคร มันก็จะทำให้เราอยู่ในสถานการณ์นั้นได้ เวลาที่เราร่วมงานกันจริงๆแล้วพี่ต้นบอกว่า ซ้อมมาก็จริง ทำงานมา แต่พอเวลาที่คุณอยู่หน้าเซ็ตแล้วก็ยังเหลือพื้นที่บางอย่างที่บางอย่างสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตรงนั้นด้วย ถ้าวันนั้นริวเขาเล่นอะไรมาผมก็ต้องดูเขาด้วย ไม่ใช่ยึดจากที่ซ้อมเท่านั้น เพราะบางทีตรงนั้นอาจจะมีอะไรที่ดีกว่า พี่ต้นจะคอยชี้แนะ ซึ่งจะเป็นการทำงานที่ผมว่าน่าสนใจ”

แสดงว่าองค์ประกอบบางอย่างมันจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ซึ่งหน้าตรงนั้นได้?
เคน : “ใช่ครับ เพราะว่าการซ้อมเหมือนให้ผมพอรู้จักริวแหละว่าตัวละครตัวนี้ประมาณนี้ แต่วันจริงบางทีก็มีอะไรเกิดขึ้น”

ริว : “วันจริงที่เข้าไปเป็นคาแร็กเตอร์ มันเป็นซีนสำคัญของพวกเรา ซ้อมซีนนี้หลายคิวเหมือนกัน เราคิดแบบนี้ พี่เคนคิดแบบนี้ แล้วภาพที่พี่ต้นบอกเป็นยังไง ก็ซ้อมๆ หามากัน ผมว่าอันนี้แหละใช่ แล้ววันถ่ายจริงพอเราอยู่ในโลเคชั่น มีสภาพแวดล้อมจริงๆ ใส่เสื้อเข้าไป สิ่งที่เรานัดแนะเราซ้อมกันมา มันไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ มันเพิ่มพูนขึ้นไปเยอะนิดนึง จนมันเจอจุดตรงกลาง เป็นภาพที่เขาต้องการ”

ฮิวโก้มีโมเมนต์แบบนี้เกิดขึ้นบ้างไหมระหว่างถ่ายทำ?
ฮิวโก้ : “มันก็จะเป็นเรื่องปกติของหนังที่แสงกำลังจะหมด โลเคชั่น ต้องปรับมุมกล้อง ซึ่งในยุคดิจิทัลถือว่ายืดหยุ่นกว่าสมัยฟิล์ม แต่สำหรับผมเป็นการถ่ายที่ราบรื่นมาก เพราะว่าซ้อมกันมาเยอะ เพราะผู้กำกับค่อนข้างรู้ตัวเองว่าจะตัดต่ออะไรด้วยซ้ำ ไม่ใช่แค่ว่าต้องการอะไรในบท ต้องการเเอคติ่งแบบไหน ผมดูออกจากสายตาเขาระว่างช็อตว่าเขาคิดอะไรอยู่ เขากำลังตัดต่ออยู่ในหัว ผมค่อนข้างสบายใจ ก็มองว่าหน้าที่ผมไม่ค่อยมองตัวเองเป็นนักแสดง มองเป็นพร๊อพชิ้นหนึ่งที่เขาสามารถเอาไปวางตรงไหนๆที่เขาต้องการ ถ้าเขาต้องการอะไรเขาก็จะบอก แน่นอนเราเตรียมเรื่องของเจตนานักแสดง แต่บางที่เราไม่รู้ในกล้องเห็นอะไรบ้าง เราไม่มีวันรู้ ค่อนข้างปิดสมองรับฟัง แค่หัามเหนื่อย พร้อมหลายเทค ผมก็ต้องปรับลำดับความเหี่ยมโหด ความเยือกเย็น ซึ่งผมมีบทพูดน้อยมาก ต้องใช้สายตาส่วนใหญ่ มีให้เลือกสามสี่แบบ ผมลุ้นมากว่าจะตัดออกมาแบบไหน เพราะว่ามันตัดออกมาได้หลายแบบ”

ถ้าถามถึงความประทับใจในบทของตัวเองหรือฉากที่ประทับใจ?
เอินเอิน : “มีประมาณ 2 ซีนที่หนูรู้สึกชอบมาก เป็นซีนที่คุยกับเพชรที่บาร์ ตอนนั้นเป็นซีนที่ตัวละครยอมที่จะเปิดเผยหรือเล่าให้ฟัง เป็นเหมือนคนที่เราสามารถพูดได้ ซึ่งเขาไม่เคยมีเลยในชีวิต เป็นคนที่แข็งกร้าน ไม่ไว้ใจใครง่ายๆ แต่ว่าในซีนนั้นเขายอมเล่าเรื่องแม่ ซึ่งเป็นปมในชีวิตเขามาตลอดให้ตัวละครตัวนี้ฟัง คิดว่าถ้าได้ดูซีนนี้ก็จะเข้าใจหัวใจของเข็มมากขึ้น อีกซีนนึงก็จะเป็นซีนกับพี่ฮิวโก้ เป็นซีนแรกเลยที่ได้เจอกับวอดก้าที่เขามาบอกเราเป็นทายาทของเงิน 30 ล้านก้อนนี้ หนูเล่าได้แค่นี้จริงๆ”

ริว : “ฉากผมพูดนิดนึงก็คือสปอยหมดเลย เอาซีนที่เห็นในทีเซอร์แล้วคือ ซีนที่เขามายืนยันว่าเขาเป็นญาติของคนตาย ผมรู้สึกว่ามันเป็นมวลของซีนแรกที่เราได้เข้าพร้อมกันด้วยกัน สายตาที่แบบเขามา หรือสายตาที่ผมเรียกพี่เคนมา ผมมองตาพี่เคนรอบนี้ผมรู้แล้วว่าหลังจากซีนนี้สบายแล้วสำหรับพวกเราสองคน คือมวลรวมมันดี ผมรู้สึกพูดเยอะไม่ได้ ให้พี่ๆ ไปดูหนังเอา”

เคน : “หลายซีน แบบง่ายๆ ขำๆ ก็มีอยู่ซีนนึงที่ตัวละครผมหัวเราะเยาะริว สถานการณ์ค่อนข้างเครียด อยู่ๆ ก็ระเบิดหัวเราะ ซึ่งผมก็ยังมองไม่ออกว่าจะระเบิดหัวเราะได้ไงมันไม่ได้ตลก ซึ่งผมเล่ามากไม่ได้ เล่าแค่นี้ว่าพี่ต้นบอกเคนไม่ต้องทำอะไร อย่าไปคิดอะไร พอแค่ริวพูดออกมา ลองมองเข้าไปในแววตาของริวแค่นั้นแหละ ไม่ค่อยเข้าใจมากเหมือนกันว่าหมายถึงอะไร พอตอนเล่นก็เลยลองดู ริวพูดอะไรสักอย่างมาแล้วผมก็หันมองแววตาเขานั่นแหละผมก็เครื่องติดเลย 10 เทค ผมก็หัวเราะได้”

ริว : “ไม่เคยอยากมีเงินขนาดนั้นหลังจากฟังเสียงหัวเราะของพี่เคน ทำให้มายเซ็ทผมเปลี่ยนไป อยากมีความโลภ ความหวัง”

ฮิวโก้ : “ก็คงเป็นฉากเปิดของตัวละครผม ซึ่งผมไม่รู้ว่าคนอื่นได้สัมผัส ผมเล่นเรื่องนี้ค่อนข้างตามบท หมายถึงฉากแรกก็ก่อน ฉากสุดท้ายก็ท้าย บางเรื่องไม่อย่างนี้ บางทีถ่ายไปถ่ายมาจำไม่ได้ว่าตัวเองเกิดอะไรขึ้นมาก่อน ฉากเปิดมันก็ดีเพราะวันแรกไปกองถ่าย เซ็ตคาแร็กเตอร์ตัวเองออกมาเป็นยังไง เป็นฉากที่โหดที่สุดที่ผมเคยเล่น หรือแม้แต่เคยเห็นในหนังไทย ถามว่าชอบไหม ผมไม่ได้โรคจิตหรอกไม่ได้ชอบ แต่รู้สึกว่ามันเซ็ตโทน มันทำให้ผมดำเนินต่อหลังจากนั้นก็ง่ายแล้ว เพราะว่าได้ไปสุดขอบของความรุนแรงตั้งแต่เเรก หลังจากนั้นเป็นเรื่องการเงินส่วนใหญ่ มันดีผ่อนจากหนักมาเบา ปกติมันจะเร่งจากเบาไปหนัก และฉากแรกตัวละครได้เจอกัน เพราะมันละเอียดมาก ถ้ามองบนหน้า มีผู้ชายคนนึงไปหาหมอรักษาหน้าในบ้าน หน้าตาผมหน้าตาเขา ผมหวังว่าคนดูจะจะกรี๊ดกับน้องเขาว่า อย่าให้เขามากับน้อง เรารู้ว่าเรามาทำอะไร เขาไม่รู้ว่าเราทำอะไร นั่นเป็นฉากในหนังที่ผมชอบดู ผมชอบฉากแบบนี้ที่มีนัยยะเต็มไปหมด ไม่มีใครพูดอะไรสักคำเลย ได้มีโอกาสทำอะไรแบบนั้นบ้าง เพราะว่าบางทีหนังไทยจะใช้ไดอะล็อกแอคชั่นเล่าทุกอย่าง แต่นี่เหมือนใช้อุณหภูมิในห้อง แสง หรือการวางกล้องขยับให้มันดูสบายใจ ผมว่าฉากนั้นอยากเห็น ผมยังไม่รู้เลยว่าฉากไหนดีที่สุด เพราะผมยังไม่เห็น แต่ว่าสองฉากนี้ผมเล่นแล้วรู้สึกมีลุ้นเป็นชิ้นงานที่เรารู้สึกภูมิใจ”

อยากให้พูดถึงกันและกัน ที่ได้มาร่วมงานในเรื่องนี้?
ฮิวโก้ : “มันเป็นหนังเรื่องเดียวกันนะ แต่มี 2 สตอรี่ไลน์ที่วิ่งเข้าหากัน ประมาณกลางเรื่องมาเจอกัน แต่ผมกับน้องเอินเอินมีสตอรี่ไลน์ที่เกี่ยวกันมาก่อนที่จะเข้าไปที่ธนาคาร ผมได้เล่นพี่เคนกับริวท้ายๆเรื่อง แต่ว่าการเวิร์คช็อปได้สร้างบรรยากาศเป็นเพื่อนกันแล้ว นัดกันเที่ยวนอกกองแล้ว ดีใจที่ได้ร่วมงานกับคนต่างวัย เอาจริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ในวงการบันเทิงให้ความหวังกับเรา เมื่อเรามีอายุประมาณนึงแล้ว แล้วเรามองว่าเรายังทำงานกับดาวรุ่งแนวใหม่ ทำให้มันมีความหวังกับอาชีพ คุยไปคุยมาสนุกตรงที่น้องดเนเป็นมือกีตาร์ด้วยไง มันทำให้ความนับถือเกิดขึ้นแล้ว ก็ดีใจได้เขอนักแสดงต่างวัย หาจุดร่วมงานกันได้ หาจุดกันคุยรู้เรื่องได้ มันทำให้เรามีความหวังว่าเรามีที่ยืนสักพัก เราเจอกันนอกจอมากกว่า จริงๆฉากที่เข้าด้วยกัน 5 ฉากใหญ่ๆท่ายเรื่อง แต่ส่วนมากเข้ากับน้องเอินเอิน”

เคน : “จริงๆ หวังสูงกว่านี้ แต่ว่าพอเจอก็โอเคเลย ดีใจ เพราะว่าคนนี้กลายเป็นเพื่อน อันนั้นก็กลายเป็นเพื่อน เอินเอินผมก็อยากเป็นเพื่อนเขานะ แต่เขาเด็กเกินไปที่เป้นเพื่อนเขาได้ ผมก็เลยสนิทเขาได้ประมาณนึง แต่สองหนุ่มหวังว่าเราน่าจะความสัมพันธ์ที่ยืนยาวต่อไป”

สามสิบล้านในชีวิตจริงของแต่ละคนอยากเอาไปทำอะไร?
เคน : “ผมเอาไปบริจาค”

ฮิวโก้ : “ผมจะตั้งพรรคการเมือง”

ริว : “ผมซื้อทองครับ”

เอินเอิน : “คล้ายๆ กันไปซื้อกองทุน”

คำว่า Netflix มันทำให้เราเครียดไหมในการร่วมงานกัน และบางคนจะคาดหวังเรานักแสดงในNetflix ทุกคนต้องเพอร์เฟค?
เคน : “เขามีมาตรฐานของเขาแหละครับ ถามว่าเรากดดันไหม เรียกว่าเกือบจะกดดันดีกว่า แต่ว่าเขาจะมีการเรียกทุกคนไปบรีฟก่อนว่าการทำงานกับ Netflix ยังไง การปฏิบัติตัวกับคนรอบข้างเป็นยังไง ทุกอย่างจะถูกเอามาตีแผ่หมดเลย เพราะฉะนั้นพอมาถึงวันนั้นมันก็ทำให้เราเข้าใจ ระบบเขาเป็นแบบนี้ พูดตรงๆออกมาเลย ผมเป็นแบบนี้ นี่คือสิ่งที่เราปฏิบัติกัน เพราะฉะนั้นตรงนั้นผมก็เคลียร์สิ่งที่คาใจเราหรือสิ่งที่เราไม่เคยเจอได้หลายๆอย่างครับ”

เรียกว่าเป็นแบบใหม่ทั้งหมดเลยตั้งแต่เคยเจอ?
เคน : “การทำงานก็ไม่ได้แบบใหม่ทั้งหมด แต่วิธีการที่เขาจะเตรียมการก่อนการทำงาน มีการบรีฟที่ชัดเจนมากๆในแต่ละข้อปฏิบัติ ซึ่งตรงนี้ผมว่ามันก็น่าเอาเป็นแบบอย่างที่เราไปใช้ในกองอื่นๆ ถ้าผมไปทำงานที่อื่น มันก็อาจจะมีภาพเห็นที่จะตรงกันที่จะเดินไปข้างหน้าในทัศนคติเดียวกัน”

เเอบมีลุ้นไหมไปฉายพอไปต่างประเทศ คนต่างประเทศจะเข้าใจธีมของเรื่องยังไง?
เคน : “ถ้ามองในมุมเผินๆ ง่ายๆ เรื่องครอบครัว สถานภาพความกดดันจากสังคม ทำให้คนคนนึงเดือดร้อนแล้วทำอะไรบางอย่าง ผมว่ามันค่อนข้างที่ไม่ว่าชาติไหนจะเข้าใจถึงประเด็นนี้ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าหนักใจ ประเด็นตรงนี้ผมไม่ได้เป็นคนคิด คือทางพี่ต้นคิด แล้ว Netflix เขาเห็นชอบตรงนี้มากแสดงว่า ประเด็นตรงนี้ผมเชื่อว่าเเข็งแรงอยู่แล้ว เพราะ Netflix เขาไม่ได้ทำหนังให้ประเทศใดประเทศนึงอยู่แล้ว เป้าหมายคือ 190 ประเทศทั่วโลก เพราะฉะนั้นผมว่าการตลาดอะไรก็ดี เขามีจุดแข็งของเขาอยู่แล้วตรงนั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วว่ามันจะถูกจริตคนต่างชาติมากน้อยแค่ไหน หรือองค์ประกอบหลายๆอย่าง ผมก็ไม่สามารถคาดเดาได้ครับ”

ฝากสำหรับเรื่องนี้?
เคน : “14 ตุลานี้ครับ ลักกันวันตาย ติดตามพวกเราทุกคนได้ครับ”