แบมแบม ส่งอัลบั้มไทย [HOMETOWN] เส้นทางกลับบ้านที่ได้ค้นพบตัวตน
จากเด็กชายที่เติบโตในเวที K-POP สู่ศิลปินผู้สร้างพื้นที่ใหม่ในวงการ T-POP การเดินทางกลับบ้านของ แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงเสียงดนตรี หากแต่เป็นการกลับมาสู่หัวใจ ความสงบ และการยอมรับในตัวตนอย่างสมบูรณ์แบบ
ในวันที่ แบมแบม กลับมาประเทศไทยพร้อมอัลบั้ม [HOMETOWN] เขายอมรับตรงไปตรงมาว่า “ยังไม่ได้หยุดเลย” ด้วยเพราะตารางงานของเขาไม่มีคำว่าพัก แต่กระนั้นเจ้าตัวก็ว่า
“จริงๆ แฮปปี้ครับ เพราะผมกลับมาพร้อมกับหลายอย่างที่อยากให้โลกและประเทศไทยได้เห็นมานานแล้ว พอได้เห็นฟีดแบคหลายๆ อย่างที่มันดีกว่าที่ผมหวังเอาไว้ครับ ผมกลับมาแบบนี้ก็เหมือนได้กำลังใจครับผม”
ในช่วงเวลาที่เขากำลังเข้าสู่เลข 3 ซึ่งใครหลายคนเรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตเริ่มมั่นคงและนิ่ง แบมแบมกลับมองว่ามันคือ การเริ่มต้นบทใหม่ ที่เขาอยากทดลองใช้ชีวิตอย่างเต็มที่
“ผมว่ามันน่าจะสนุกในอีกแบบนึงดีนะครับ เห็นหลายคนบอกว่าเลข 3 เป็นช่วงที่ดีที่สุดของผู้ชาย ก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันดีที่สุดยังไง ก็รอให้มันถึงก่อนแล้วกัน ผมว่าเลข 3 น่าจะเป็นจุดพีคในหลายๆ อย่างของชีวิตผมนะ” เขาพูดพร้อมหัวเราะเบาๆ
แม้ว่าตอนนี้ แบมแบม ในวัย 28 ปี ที่ใครหลายคนยังติดภาพจำและยังคงเรียกเขาว่า ‘น้องแบม’ แต่เจ้าตัวกลับมองด้วยความเข้าใจ “เขามองผมเป็นน้องแบมได้ครับ เพราะถ้าผมโตขึ้น เขาก็โตขึ้น ความห่างมันก็แก๊ปเดิมอยู่ดีครับ ก็ไปด้วยกัน”
ทั้งนี้ แบมแบม ยังได้เล่าย้อนถึงช่วงที่ต้องเจอกับแรงกดดันมหาศาลในฐานะ แบมแบม กันต์พิมุกต์ ไอดอลเกาหลีที่ถูกจับตามองว่า “เมื่อก่อนผมจะรู้สึกว่าอยากลองทำแบบคนนั้นคนนี้ ผมกลัวหลายเสียงมากว่าถ้าเกิดเราทำอย่างนี้อย่างนั้นมันจะเป็นยังไง แต่สุดท้ายผมรู้ว่าการเป็นตัวเองมันดีที่สุด”
“มันเป็นช่วงเวลาที่กดดันก็จริงแล้วก็แบบรู้สึกเหมือนหาตัวเองไม่เจอ แต่เพราะเวลาพวกนั้นมันเลยเป็นแบมแบมในวันนี้ แล้วก็กล้าที่จะทำอะไรหลายอย่าง ที่อาจจะดูขัดกับโลกวัฒนธรรม K-POP หรือว่า T-POP ไปหน่อยนิดนึง แต่ว่าเรามีความคิดแล้วก็มีความอยากทำอะไรที่มันนอกกรอบ พอเราได้ทำมันก็สนุก ก็เลยเป็นพลังชีวิตที่ทำให้มันผ่านเรื่องกดดันมาทุกอย่างได้”

“เพราะว่าเราอยากที่จะออกนอกกรอบแล้วทุกคนยอมรับได้ คือเหมือนอยากที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นครับ”
เขาเรียกช่วงเวลานั้นว่า ‘มิชชั่นปลดล็อก’ ผ่านแต่ละเควสด้วยความเข้าใจในตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จากเด็กที่เคยอยากทำทุกอย่างเพื่อให้คนชอบ กลายเป็นศิลปินที่ทำทุกอย่างเพราะรักในสิ่งที่ทำ และสิ่งที่น่าสนใจคือ การเป็นตัวของตัวเองของแบมแบม ไม่ได้แค่เปลี่ยนแปลงเขาเท่านั้น แต่มันยังสกรีนผู้คนรอบตัวอย่างเงียบๆ
“ตอนโซโล่ใหม่ๆ มีคนบอกว่าแบมแบมเปลี่ยนไป แล้วเขาก็ออกไป แต่พอผมเป็นตัวเองเรื่อยๆ คนใหม่ๆ ก็เข้ามาแทนที่จนไม่เห็นที่ว่างของคนที่ออกไปแล้ว ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันครับผม ก็คือพอเราทำอัลบั้มไทย ลองถ่ายมิวสิกวิดีโอใหม่ๆ มันก็เป็นการคัดคน ใครที่อยู่ได้ก็คือคนที่คือผมจะเรียกว่าคนนั้นคือ ‘คนของเรา’ จริงๆ ครับผม”
ซึ่งการเป็น แบมแบม ในตอนนี้เจ้าตัวก็มองว่าเป็นการมาถูกทางแล้ว เพราะนอกจากลุคความเป็น ‘ไอดอล’ แล้วก็ยังได้ใส่ความเป็น ‘อาร์ทติส’ เพิ่มเข้าไปด้วย
ก่อนจะมาถึงจุดที่มั่นคงอย่างวันนี้ เจ้าตัวเล่าว่าครั้งหนึ่งเคยดิ่งที่สุดในชีวิต หลังจบอัลบั้มก่อนหน้า เขาเผชิญกับช่วงเวลาที่ต้องพึ่งพาตัวเองอย่างแท้จริง ใช้ใจที่แข็งแรงขึ้นทุกวันดึงตัวเองกลับมา
“ผมกลับมาได้ด้วยตัวเองล้วนๆ ครับ ผมก็เลยรู้สึกว่าถ้าไม่อยากดิ่งอีก ก็ต้องเป็นตัวเราจริงๆ ทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ใช่สิ่งที่คนอยากเห็น”
นั่นทำให้เวอร์ชั่นแบมแบมตอนนี้ เป็นเวอร์ชั่นที่สุขที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่ใช่เพราะทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่เพราะเขานิ่งกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้แล้ว ความเข้าใจชีวิตในระดับที่ลึกขึ้น ไม่กลัวเสียงวิจารณ์ ไม่กลัวความเข้าใจผิด และไม่กลัวแม้กระทั่งจะพูดตรงๆ ในสิ่งที่คิด
เมื่อถามถึงการได้ขึ้นเวทีระดับโลก ตั้งแต่โชว์ใน NBA จนถึงงานล่าสุดที่ได้ร่วมคอนเสิร์ต Grace for the World ณ นครรัฐวาติกัน ที่มีสายตาคนนับหมื่นจับจ้อง แบมแบมไม่ได้พูดถึงชื่อเสียงแต่พูดถึงความภูมิใจที่ได้มาด้วยความสามารถ

“เขาชวนผมไปเพราะเขาชอบในความสามารถ ไม่ใช่เพราะชื่อเสียง เราก็ต้องทำโอกาสนี้ให้มันดีที่สุด แล้วก็ต้องทำให้คนของเราเขารู้สึกภูมิใจจริงๆ ผมต้องทำให้เขายอมรับใน 3-10 นาทีบนเวทีนั้นให้ได้ ซึ่งพอทำมันออกมาแล้วตอนเดินลงมาจากเวที จากที่เขาไม่สนใจ เขาก็จะเดินเข้ามาหากัน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ”
สิ่งที่หลายคนมองว่าการที่ทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จมันยาก แต่การรักษาสิ่งนี้ไว้มันยากกว่านั้น แบมแบม ก็ยอมรับว่าจริง แต่สำหรับตนนั้นไม่เคยคิดจะแข่งกับใครหรือแม้แต่รักษาจุดที่ยืนไว้ เพียงแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำ
“ผมก็แค่ทำของผมไปเรื่อยๆ อยากแหวกแนวก็แหวก แต่พอผมไม่แข่งกับใครมั้งมันเลยไม่มีใครแบบว่า มันจะดูน่าหมั่นไส้ไหม อันนี้มีสิ่งที่หลายคนบอกผมมา มันเป็นคำที่ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเองนิดนึง เขาบอกว่าระหว่างทางที่ผมมาสปอร์ตอยู่ที่ผมมาตลอด ผมก็จะแบบว่าเห็นหลายๆ คนในช่วงนั้นใช่ไหมครับ ทั้งวงการ K-POP หรือ T-POP ตอนนี้คนนี้ขึ้นนะ คนนั้นกำลังมา มันจะมีการเปลี่ยนเจนเนอเรชั่นตลอด แต่อย่างนึงที่ผมรู้สึกก็คือไม่เคยมีใครมาแทนที่แบมแบมสักรอบเลยครับ”
“ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าผมอยู่เหนือเขาหรือยังไงนะ แต่คือเคยเห็นขาลงของผมไหม” แบมแบมถามกลับพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะยอมรับว่า ภูมิใจในตัวเอง และยิ่งมั่นใจในความคิดว่า “การเป็นตัวของตัวเองนี่แหละ คือมันเป็นเสน่ห์ที่ดีที่สุดแล้ว”
เมื่อถามถึงอนาคต แบมแบม ก็เปิดใจว่า “ผมตั้งใจจะเกษียณตอน 35” ซึ่งเหลือเวลาเพียง 7 ปีเท่านั้น “แต่ว่าไม่รู้สิ ตอนนั้นผมอาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้ แต่ว่าตอนนี้ก็ยังรู้สึกปักหลักกับ 35 อยู่”
หลังเกษียณ ศิลปินคนดังกลับฝันถึงชีวิตเรียบง่ายในไทย อยากลองใช้ชีวิตในอีสาน เชียงใหม่ หรือใต้ “อยากอยู่สักที่ละ 3 เดือน ผมอยากทำตัวเองเหมือนลมครับผม ให้มันพัดไปเรื่อยๆ แล้วมันจะพัดผมไปจบตรงไหนก็ไปอยู่ตรงนั้น”
“ผมอยากลองใช้ชีวิตแบบไม่ต้องวางแผนบ้าง เพราะชีวิตผมมันต้องทำทุกอย่างตามไทม์ไลน์ตลอดเลยครับผม แม้ว่า ปี 2026-2027 ผมก็รู้แล้วว่าผมจะต้องทำอะไร”

กับผลงานล่าสุด EP อัลบั้ม [HOMETOWN] อัลบั้มไทยครั้งแรก มีทั้งหมด 5 เพลง ที่รวมพลังของศิลปินรุ่นใหม่และรุ่นพี่อย่าง แร็ปเปอร์และโปรดิวเซอร์ Pharrell Williams เพลง ‘Angel In Disguise’, TIMETHAI- ‘ไม่มีใครสักคืน (Dancing by Myself)’, Jeff Satur – มากกว่า Friend (More Than Friend), INK WARUNTORN- ‘ไฟเขียว (Greenlight)’ และ NYCHAA นางเอกมิวสิกวิดีโอคนแรกของแบมแบมกับเพลง ‘WONDERING’
แบมแบมเล่าถึงการทำงานครั้งนี้ว่า “งานนี้ไม่ต้องเบลนด์เลย ผมก็เป็นตัวของผมเอง พี่ธามไทกับพี่อิ้งค์ ตอนอัดเขาก็ดูตื่นเต้นกัน แต่ผมก็ให้อิสระรู้สึกยังไงก็ร้องไปเลย ไม่ต้องร้องตามเดโมที่ผมทำมาให้ก็ได้”
ในขณะที่ เจฟซาเตอร์ นั้น “เขาแต่งเพิ่มของเขาเลย ผมก็โอเคพี่เอาไปเลย แล้วเขาแต่งมาดีมากเลย ผมจะแก้ทำไม ถ้าพี่เจฟคิดว่าดีแล้วมันก็ดีที่สุดแล้วครับ”
“พี่ณิชาเป็นนางเอกเอ็มวีคนแรกของผมเลย น่ารักครับ ตอนติดต่อไปก็ตอบตกลงไวมาก แค่สองชั่วโมงก็โอเคแล้ว ผมยังแอบคิดเลยว่า ราบรื่นจัง พอเริ่มทำงานกันจริงๆ เราก็คุยกับผู้กำกับเยอะมาก ซึ่งพี่ณิชาเขาไม่ติดอะไรเลยครับ พร้อมมาก ทำการบ้านดีมากด้วย”
แม้กระทั่งในวันถ่ายทำ ที่แบมแบมบอกว่ามีแอบเกรงใจณิชาเหมือนกัน “เพราะผู้กำกับมีเพิ่มบางซีนเข้ามาเรื่อยๆ แต่เขาก็โอเคหมดเลยครับ ทำให้บรรยากาศในกองอบอุ่นและสนุกมากๆ พี่ณิชาคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เอ็มวีรอบนี้ออกมาสมบูรณ์และประสบความสำเร็จขนาดนี้จริงๆ ครับ”
ทั้งนี้เมื่อถามถึงเพลงที่ยากที่สุด Dancing by Myself คือคำตอบ ด้วยเพราะต้องหาสมดุลระหว่างความคูลกับความเป็นธรรมชาติของภาษาไทย “ตอนแรกผมร้องแล้วรู้สึกว่ามันแข็งไปนิดนึง พอซอฟต์ก็ซอฟต์ไป ก็เลยต้องหาตรงกลางที่มันพอดีให้เจอครับผม ฟังสบายหู”
“เวอร์ชั่นของผมกว่าจะเจอโทนที่พอดีก็อัดไปหลายรอบครับ”
และอีกหนึ่งงานใหญ่ของแบมแบมที่เมืองไทยในครั้งนี้ 2025 BamBam HOMETOWN Concert in Bangkok ที่ แบมแบม บอกว่าจะไม่เหมือนกับที่เคยจัดมาในครั้งก่อนๆ อย่างแน่นอน

“มันจะไม่มีไฟลุกแบบจี๊ดจ๊าดเหมือนก่อน แต่จะเป็นความจี๊ดจ๊าดอีกแบบหนึ่ง ที่มาจากตัวผมในตอนนี้จริงๆ ผมจะนำแบมแบมในปัจจุบันมาให้ดู ไม่ใช่แบมแบมที่เพอร์ฟอร์มที่จะเอามันส์อย่างเดียว”
คอนเสิร์ตของแบมแบมครั้งนี้ถูกพูดถึงล่วงหน้าอย่างมาก เพราะเคยสร้างมาตรฐานสูงทั้งในแง่โปรดักชันและพลังของศิลปิน แต่เจ้าตัวกลับยิ้มบางๆ แล้วตอบอย่างมั่นใจว่า “ไม่กดดันเลยครับ เพราะมันยังมีอีกหลายลูกเล่นที่ผมยังไม่ได้ใช้ รอบนี้มันจะไปทำลายบาร์อันเก่าที่มีอยู่หมดเลย แม้ว่าจะไม่ได้จัดที่ราชมังฯ ก็ตาม แต่รับรองว่ามันจะไปอีกระดับแน่นอน”
“ผมไม่อยากให้ทุกคนมีคำถามเรื่องโปรดักชั่นของแบมแบมมาก ไม่รู้สิ ผมก็ไม่ยอมเหมือนกันครับผม ที่จะแบบต้องมีโปรดักชั่นที่แบบมันด้อยลงมากว่ารอบที่แล้ว ผมไม่ยอมครับผม”
จากนั้นก็หัวเราะแซวตัวเอง “พูดอย่างนี้เหมือนอวยตัวเองเลยเนอะ แต่ก็ยังไม่มีใครทำลายของผมได้นะ ถ้ามีผมก็ยินดีด้วยจริงๆ”
“ส่วนธีมงานเป็น งานวัดยุค 90 ผมว่าเดี๋ยวนี้เราแทบไม่ได้เห็นงานวัดจริงๆ กันแล้ว ถ้าไม่ไปต่างจังหวัด ผมเลยอยากเอาความรู้สึกแบบนั้นกลับมาอีกครั้ง”
“ก็ขอฝาก HOMETOWN คอนเสิร์ตด้วยครับ จัดวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 กดบัตร วันที่ 23 ตุลาคมนี้แล้วนะครับ ใครที่อยากมาสนุกกับงานวัดที่แบมแบมจัดนะครับผม”
“ผมอยากให้ทุกคนมาเอ็นจอยด้วยกันครับ”


