เปิดมุมมองความรักของผู้เข้าแข่งขัน ‘บทรัก Love Moment’ เรียลลิตี้ซีรีส์ Girl Love ครั้งแรกของไทย
เรียกว่ากระแสตอบรับดีเกินคาด สำหรับเรียลลิตี้ซีรีส์ Girl Love ครั้งแรกของไทยอย่าง “บทรัก Love Moment” รายการที่พา 8 สาว เฮอหลิง – มณีชญา,ไผ่หลิว – กมลวลัย, จูน – ลลิดา, เหนือหนาว – ทิพอักษร, เดียร์ – ณัฏฐริณีย์, ไนซ์ – วิภาสิรินันทน์, ลิตา – คาลิยา และ เวเฟอร์ – ณัฏฐ์ณัชชา ผู้เข้าแข่งขันจากรายการ มาทำภารกิจสุดท้าทายทั้งความสามารถ เคมีความเข้ากัน พร้อมเสิร์ฟโมเมนต์ความน่ารักกันแบบเต็มอิ่ม ให้ผู้ชมได้ลุ้น อิน และเอาใจช่วยสาวๆ เมื่อสาวๆ เดินทางมาที่มติชน ก็ได้เปิดใจถึงความสนุกและเข้มข้นของรายการ “บทรัก Love Moment” ให้ฟังว่า
การได้มาร่วมเรียลลิตี้กึ่งซีรีส์ที่ตอนนี้มันดูแปลกใหม่มากๆ ในประเทศไทย คาดหวังยังไงบ้าง?
เฮอหลิง: “รู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดี ส่วนความคาดหวังก็คือด้านการทำงานต้องมีอยู่แล้วเพราะพอเข้ามาปุ๊บเราก็จะมีโอกาสต่างๆเข้ามาได้ง่ายขึ้น นี่ก็คือประตูบานแรกที่ทำให้เราก้าวผ่านไปอีกขั้นหนึ่ง และการเข้ามาในนี้ก็ทำให้เราได้มารู้จักสาวๆ อีกทั้ง 7 คนที่มาจากต่างที่ต่างถิ่นต่างบุคลิกต่างนิสัย ก็ทำให้เราเป็นตัวเองมากขึ้นในบ้านหลังนี้และได้หาคนที่เป็นคู่หูเราหรือว่าคนรู้ใจเรา”

จูน: “การเข้ามาในรายการนี้เหมือนหาเพื่อนที่สนิทหรือเหมือนหาพาร์ตเนอร์ที่เข้ามาในชีวิตเราสักคนนึงที่ทำให้เรารู้สึกว่ากล้าที่จะเป็นตัวเอง กล้าที่จะพูด กล้าที่จะคุยกับเขาในทุกเรื่องแบบที่เราไว้ใจเขาได้จริงๆ ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตว่าครั้งหนึ่งเราเคยได้เข้ามาร่วมรายการนี้ ทำให้เราได้รู้จักคนๆ นึง”
ไผ่หลิว: “หนูคิดว่ารายการ บทรัก Love Moment ก็เป็นอีกรายการหนึ่งที่เป็นตัวสะท้อนความเป็นมนุษย์ เพราะว่าในรายการมันไม่ได้มีแค่เรื่องของแอ็คติ้ง แต่มันมีเรื่องของความรัก ความผิดหวัง แต่ละคนอาจจะมีเสียน้ำตาบ้าง หรือมีความสุขบ้าง บางคนอาจจะสมหวังอะไรอย่างนี้ในแต่ละอีพี แต่ว่าของไผ่หลิวพอได้มีโอกาสเข้ามาความคาดหวังของไผ่หลิวเองก็ไม่ได้อยากจะเดินออกในบ้านคนเดียว แต่ก็อยากจะมีใครสักคนเดินออกในบ้านไปพร้อมกันและไปเริ่มต้นใหม่กัน หรืออาจจะมีอนาคตด้วยกันไปอีกยาว เพื่อจะก้าวไปให้ไกลที่สุดไปด้วยกัน ก็คาดหวังกับรายการนี้ในระดับหนึ่ง แล้วก็ตั้งใจมากๆ ในทุกๆ อีพี ทั้งในเรื่องของการเวิร์กช็อปที่ทุกคนจะต้องออดิชั่นบทว่าคู่ไหนจะได้เล่นซีรีส์สั้น หนูก็ตั้งใจมากๆ ก็หวังว่าแฟนคลับทุกคนจะเห็นความตั้งใจของหนู หนูเชื่อว่าด้วยความที่มันมีการเปลี่ยนคู่อยู่ตลอด มันก็จะมีทั้งแฟนคลับที่สมหวังและแฟนคลับที่ผิดหวัง แต่หนูก็อยากให้แฟนคลับทุกคนเขาเคารพในน้องๆ ทุกคนแล้วก็พี่ๆ ในรายการนี้ที่แต่ละคนต่างก็มีเหตุผล การตัดสินใจในแต่ละอีพี ก็อยากให้แฟนคลับช่วยเป็นกำลังใจให้กับทุกคน”
เดียร์: “สำหรับเดียร์จริงๆ เป็นคนขี้เหงาอยู่แล้ว ก็ค่อนข้างที่จะปิด ก็เลยอยากจะมี พาร์ตเนอร์ ก็รู้สึกว่าถ้ามีคนที่เติบโตไปด้วยกัน เดินไปข้างๆ กันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี และรู้สึกว่าพอได้มารายการนี้ก็รู้สึกว่าเติบโตขึ้นในทุกๆ ด้านเลยไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสกิล หรือจะเป็นด้านการใช้ชีวิตแบบมีเพื่อนๆ พี่ๆ คอยสอนตลอด แล้วก็ได้เรียนรู้การแอ็คติ้งด้วยจากที่ไม่เคยเล่นละครและไม่เคยเรียนการแสดงมาก่อน ก็รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้มาร่วมรายการนี้”
เหนือหนาว: “อย่างที่บอกว่าจริงๆ อยากทำยูริอยู่แล้ว แล้วก็รู้สึกว่าเราทำงานตรงนี้ควรจะมีพาร์ตเนอร์ที่สนิทใจ สบายใจ คุยกันรู้เรื่อง คุยภาษาเดียวกันและเรียกว่าไม่มีกำแพงต่อกัน ซึ่งในใจหนูลึกๆ คิดว่าถ้าอยู่ดีๆ โดนจับมาคู่กันมันอาจจะมีอะไรที่ไม่คลิก มันก็เป็นสถานการณ์บีบบังคับให้เราจะต้องสนิท แต่พอเป็นรายการนี้หนูรู้สึกว่าเรายังมีโอกาสได้ทดลอง ได้สำรวจแต่ละคนว่านิสัยลักษณะความคิดของเขาเป็นยังไง เรามีโอกาสที่จะได้เลือกในระดับหนึ่งก็รู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะมาหาพาร์ตเนอร์ที่เราสบายใจที่จะร่วมงาน ที่จะใช้ชีวิตกันไปยาวๆ ได้ เพราะว่างานในวงการนี้มันก็ไม่ได้เดือนเดียวสองเดือนเสร็จ อยู่ด้วยกันรู้สึกว่าอยากจะทำงานกับคนคนนั้นให้นานที่สุด อยู่ด้วยกันให้มีความสุขที่สุด แล้วก็รู้สึกว่ารายการนี้มันค่อนข้างตอบโจทย์ความฝันในหลายๆ อย่าง เราอยากทำให้ตัวเองมีความสุขที่ทำความฝันสำเร็จ แล้วก็อยากให้คนดูมีความสุขกับสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา เสิร์ฟออกมา เรียกว่าให้คนดูได้รู้สึกเขินและบิดไปด้วย เพราะหนูก็เป็นคนเสพซีรีส์วายเหมือนกัน พอเราเขินมันรู้สึกมวนท้องมาก ก็เลยอยากให้ตัวเองทำได้แบบนั้น อยากให้คนดูที่ดูเรารู้สึกอย่างนั้น”
ไนซ์: “ในรู้สึกว่ารายการมันสะท้อนได้ทั้ง 2 อย่างทั้งคนแสดงเองและผู้ชมเอง คนแสดงเองก็ได้มาทำตัวเองให้เก่งขึ้นและได้เดินตามความฝันของตัวเอง รวมถึงไนซ์รู้สึกว่าผู้ชมก็สามารถค้นพบตัวเองในหลายๆ อย่าง อย่างเพื่อนหนูเขามาดูรายการนี้เขาก็ได้ค้นพบว่าเขาชอบแนวเกิร์ลเลิฟก็เลยรู้สึกว่ามันช่วยโปรโมตเรื่อง LGBTQ+ โปรโมตเรื่องความหลากหลายทางเพศได้มากขึ้น และรู้สึกว่าเกินความคาดหวังมากที่มีอินเตอร์แฟนเยอะมากๆ และหลายๆประเทศเขาก็ยังไม่ได้เปิดในเรื่องของความหลากหลายทางเพศขนาดนั้น พอมีรายการนี้และมีกระแสเรื่องเกิร์ลเลิฟ มันอาจทำให้กระแสความเท่าเทียมมันเสมอขึ้นเรื่อยๆ”
ด้วยความที่ 8 สาว 8 สไตล์มาอยู่ด้วยกันเราปรับตัวกันยังไงบ้าง?
เฮอหลิง: “เฮอหลิงว่ามันแอบยากด้วยความที่ว่าแต่ละคนก็จะมีความคิดเป็นของตัวเองสูง เพราะฉะนั้นคำอธิบายที่ตัวเราเองคิดว่าอาจจะได้ผลกับตัวเรามันก็อาจจะใช้ไม่ได้กับคนในบ้านหลังนี้ ก็เลยทำให้ได้ข้อคิดว่าการอยู่ร่วมกันมันต้องทำแบบเป็นทีม จริงๆ แล้วก็หาวิธีการสื่อสารแบบใหม่ที่ไม่ใช่แค่ตัวเราเข้าใจ แล้วก็มันทำให้หนูรู้ว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนคนใดคนหนึ่งมาคิดแบบเราได้ นอกจากเราต้องยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นและเหมือนกับยอมรับฟังข้อมูลของคนอื่นด้วยและความคิดของคนอื่น”
จูน: “ก็รู้สึกว่าต้องปรับตัวจริงๆ เลย เพราะว่าทั้งในการเลือกคู่ก็ต้องมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังกัน ถ้าพูดได้ก็อาจจะต้องปรับเยอะพอสมควร ถ้าโดยส่วนตัวของจูนก็อาจจะเป็นคนที่นิ่งที่สุดในบ้านถ้าทุกคนได้ดู เหมือนแบบพยายาม แต่ก็พยายามลดกำแพงลงเพื่อเปิดรับให้คนเข้ามา แล้วก็ยินดีถ้าจะมีคนเข้ามา”

ไผ่หลิว: “รายการนี้ก็เป็นอีกรายการหนึ่งที่ไผ่หลิวได้มีโอกาสได้มาอยู่กับผู้หญิงอีกแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาอย่างการเป็นนางงามก็คือ 30 คน ตอนเข้าไปรายการช่วงเอเชียก็คือ 80 คนแล้วมารายการนี้ 8 คนก็คือเบาสำหรับไผ่หลิวไปเลย ดังนั้นเรื่องการปรับตัวอาจจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับไผ่หลิวเท่าไหร่ แล้วไผ่หลิวรู้สึกว่าไผ่หลิวปรับตัวเข้ากับทุกคนได้ดี แต่ก็รู้สึกว่าการที่หนูได้อยู่กับคนอื่นที่เราไม่ได้โตมากับครอบครัวเดียวกันมันทำให้หนูได้เรียนรู้ความเป็นมนุษย์ว่าแต่ละครอบครัวเขาเป็นยังไง หรือแต่ละคนเขามีลักษณะนิสัยแบบไหน แล้วมันเกิดจากอะไรบ้าง คือหนูรู้สึกว่าสมัยนี้มันมีนิสัยที่หลายๆ คนชอบตัดสินคนอื่นโดยที่เราอาจจะยังไม่รู้จักมากพอ แต่พอหนูได้อยู่กับคนเยอะๆ หรือได้นอน ได้ใช้ชีวิตด้วย ได้คุยได้พูด หนูก็เลยรู้สึกว่าคนเราไม่สามารถตัดสินใจใครจากการที่เรารู้จักไม่กี่วัน หรือได้คุยกับเขาแค่ไม่กี่ครั้ง หรือเห็นแค่เสี้ยววินาทีนึงหรือคำพูดเขาแค่บางคำเราอาจไม่สามารถตัดสินเขาได้เลย เราต้องรู้จักเขามากกว่านี้ บางทีเราต้องมาคิดไปถึงพื้นเพครอบครัวเขาด้วยซ้ำ เราจะได้เข้าใจคนๆนั้นมากขึ้น ก็เลยทำให้หนูเหมือนใจกว้างขึ้น ได้โตขึ้นเป็นไผ่หลิวในเวอร์ชั่นใหม่ที่โตขึ้นเรื่อยๆ”

เคมีแต่ละคนเวลามาอยู่ร่วมกัน?
ไผ่หลิว : “ถ้าพูดถึงเคมีหนูก็รู้สึกว่าหนูก็ไม่ได้เป็นสาววายแบบ 100% ขนาดนั้น แต่หนูก็รู้สึกว่าอย่างพี่ลิตาหรือเหนือหนาวเวลาที่เห็นคู่กันตั้งแต่แวบแรกก็รู้สึกว่ามันต้องเป็น 2 คนนี้คู่กัน มันเป็นฟีลสองคนนี้เดินมา แล้วมันเหมือนเดินออกมาจากนิยาย คือหนูชอบสองคนนี้มาก แล้วจริงๆ ก็มีหลายคนเลย มันก็จะโยงไปมั่วหมดแต่ด้วยความเคมีด้วย เคมีที่หนูได้สัมผัสที่อยู่บ้านกับในมุมที่แฟนคลับเห็นเขาจะเห็นเหมือนกันกับเราไหม เขาจะจิ้นเหมือนกันกับเราไหม แต่เราก็มีเลือดสาววายในระดับหนึ่ง เราก็แอบจิ้นของเราบ้าง”
เหนือหนาว: “จริงๆ หนูว่าเคมีของทุกคนค่อนข้างที่จะสาธารณะ พูดเลยว่าบางคนเข้ามาแล้วเหมือนจะคู่กับคนนี้นะ อันนี้แหละใช่เลย แต่สักพักอยู่ไปอยู่มาอ้าว กับคนนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน แต่กับคนนั้นก็ดูมีมวลเล็กๆ ค่อนข้างที่จะสาธารณะสุดๆ กับทุกคน ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสนุก เหมือนเรามานั่งมิกซ์แอนด์แมตช์ มานั่งจับคนนู้นอยู่กับคนนี้ เล่นบทนี้กับคนนู้นเป็นยังไงนะ คนนู้นจะเป็นหมาป่าไหม คนนี้จะเป็นกระต่ายน้อยหรือเปล่า สนุกมาก แล้วรู้สึกว่าด้วยความที่ทุกคนเป็นตัวเอง ก็ทำให้สบายใจกันและกัน แล้วเราใช้ชีวิตแบบเป็นตัวเองมากๆ มันก็จะยิ่งเห็นเคมีที่ไม่ใช่เคมีที่สร้างขึ้น แต่เป็นเคมีที่มันเกิดขึ้นมาเองโดยที่ไม่ต้องพยายาม แล้วมันเป็นสิ่งที่ดูแล้วฟินจริงๆ เราเป็นคนที่ดู ซึ่งไม่ได้ดูผ่านจอแต่เราอยู่ในเหตุการณ์เรายังฟินเรายัง โห มันได้ขนาดนี้เลยเหรอ”

มุมมองความรักของแต่ละคนเป็นยังไงบ้าง?
เฮอหลิง: “เฮอหลิงรู้สึกว่าการที่ได้เข้าร่วมในบ้านหลังนี้มันเกิดความรู้สึกเติมเต็ม มันเติมเต็มที่ได้อยู่ด้วยกัน นอนด้วยกัน กินด้วยกัน มันทำให้เวลาที่เราออกมาอยู่คนเดียว อยู่ในโลกส่วนตัวของเราและเรารู้สึกว่ามันทำให้เรากลับไปนึกถึงว่าการได้อยู่กับทุกคนมันอิ่ม เหมือนไม่ต้องการความรักจากที่ไหนอีกแล้ว เหมือนคนในบ้าน หรือ พาร์ตเนอร์ของเราที่รู้สึกสนิทสนมในใจด้วยที่อยู่ในบ้านเติมเต็มพวกเราได้หมดเลย เป็นเรื่องราวดีๆ”
จูน: “ความรักในมุมมองหนูพอได้เข้ามาในบ้านก็รู้สึกว่าก็เติมเต็มตัวเองเหมือนกัน เพราะว่าตัวเองค่อนข้างที่จะนิ่ง แต่พอมี 7 สาวเข้ามา ได้มารู้จักกันก็รู้สึกว่าพอห่างแล้วคิดถึง แล้วได้ทำกิจกรรมใหม่ๆ ด้วยกัน อย่างจูนไม่เคยวาดภาพก็ได้ลอง อย่างไม่ทำอาหารก็ได้ทำ ก็เป็นอะไรที่เป็นประสบการณ์ชีวิตส นุกด้วยที่ได้อยู่กับทุกคน”
ไผ่หลิว:”มุมมองความรักของไผ่หลิวก็คือการได้เป็นตัวเอง การได้อยู่กับอีกคนและเราได้เป็นตัวเองเต็มที่แล้วเขาก็ยังรับในข้อดีข้อเสียของเราหมด และเราเองก็รับข้อดีข้อเสียของอีกฝ่ายได้ มันก็คือการยอมรับซึ่งกันและกัน และไผ่หลิวมองว่าความรักไม่จำเป็นต้องมีในรูปแบบเดียว คือต้องเป็นแฟนเท่านั้น อาจจะเป็นพี่น้องสุดท้ายมันก็เป็นความรักอยู่ดี และไม่ว่าคนที่เข้ามาในชีวิตเรา เราจะพัฒนาเขาไปในความสัมพันธ์แบบไหนหรืออะไรยังไง แต่ถ้ามันมีความรักอยู่ก็เชื่อว่ามันคือความสัมพันธ์ที่ดี แล้วมันก็คือคนๆ นึงที่ ณ วันนี้เราเพิ่งรู้จักกัน แต่ฝในอนาคตเราอาจจะรู้จักกันไปอีกยาว อาจจะกลายเป็นคู่หูอีกคนนึงเลยก็ได้ ก็ต้องรอติดตามกันต่อไปและหนูมองว่าการที่หนูได้เข้ามาในรายการนี้มันทำให้ได้สัมผัสว่าแต่ละคนมีมุมมองความรักยังไง อยากได้คู่หูแบบไหน และถ้าคนนึงมีแฟนเขาอยากได้แฟนแบบไหน ก็รู้สึกว่าหนูดีใจที่ได้เรียนรู้คนไปเรื่อยๆ และหนูเองก็ได้รู้ว่าคนแบบไหนที่จะเข้ากันกับหนู หรือมุมมองตรงกันไหม”
เดียร์: “เดียร์มองว่ามุมมองความรักของเดียร์ เป็นความสบายใจและเป็นความหวังดีต่อกัน เวลาที่เรารักใครเราก็อยากเห็นเขาไปได้ดีและคอยเป็นกำลังใจให้คนที่เรารัก และการที่ได้เข้ามาในบ้านนี้ก็ทำให้เดียร์ได้เจอกับคนรักมากขึ้นถึง 7 คน เพราะไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง หรือว่าจะเป็นแบบไหน ทุกคนก็คือคนที่เดียร์รักหมดเลย”

เหนือหนาว: “สำหรับเหนือหนาวความรักคือการที่เห็นเขามีความสุขที่ได้เห็นเขาเติบโตในทุกๆ ด้านและเราก็เติบโตไปพร้อมๆ กับเขาโดยที่ไม่มีใครทิ้งกัน ซึ่งประโยคนี้ที่ติดในใจหนูมาตลอด ทำให้รู้สึกว่าพอเอามากับการงานตรงนี้มันค่อนข้างเป๊ะมากๆ เพราะสำหรับหนูรู้สึกว่าถ้าทำงานกับใครสักคนหนึ่ง เราคงอยากให้เขาโตขึ้นแล้วเราก็อยากจะเดินคู่เขาไปเรื่อยๆ ไม่มีใครทิ้งกัน ทำงานด้วยกันด้วยความสบายใจ ยิ่งถ้ามาพูดถึงเรื่องความรักสำหรับหนูก็คือความสบายใจและความเข้าใจกันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ความกล้าที่จะพูดในสิ่งที่เราไม่โอเคกับเขาและเขาไม่โอเคกับเรา แต่เราพร้อมที่จะปรับให้กันและกันเพื่อที่จะอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในความสัมพันธ์ แล้วหนูก็รู้สึกว่าถ้าเรามีบุคคลคนนี้ในชีวิตคงจะมีความสุขมากๆ ทั้งเรื่องการทำงานทั้งเรื่องการใช้ชีวิตด้วยกัน และอย่างที่พี่เดียร์พูดมาร่วมรายการนี้หนูได้เจอคนรักอีก 7 คนเพิ่มเหมือนกัน เป็นความรักที่บริสุทธิ์มากๆ ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกันในแง่ทั้งความคิดและเรื่องของการใช้ชีวิต ซึ่งหนูรู้สึกว่ามันเป็นดีเทลเล็กๆ ที่ทำให้หนูรู้สึกว่าเราไม่ได้รักเขาฝ่ายเดียว เขาก็รักเรากลับเหมือนกัน”
ไนซ์: “ไนซ์รู้สึกว่าความรักคือการใส่ใจกันและกัน รู้สึกว่าความรักมันสามารถเกิดขึ้นรอบตัวไนซ์ ไม่ว่าจะเพศไหน ใครก็ได้ แค่รู้สึกว่าเราอยู่กับเขาเราสบายใจ และเขาอยู่กับเราแล้วเขาสบายใจที่จะอยู่กับเรารู้สึกว่าความรักของไนซ์คือการที่ไนซ์ชอบเทคแคร์แล้วอยากให้เขาสบายใจที่เราคุยกันและอยู่ด้วยกัน ก็จะเป็นฟีลให้พลังบวก และถ้าพูดถึงคนในบ้าน Love Moment ก็เห็นว่าไนซ์พยายามที่จะโพสิทีฟกับทุกคนอาจจะมีช่วงที่โอเคไม่โอเคบ้างแต่ก็จะพยายามให้ทุกอย่างมันโพสิทีฟ แล้วก็คุยกันทุกๆ ครั้งเพื่อให้ทุกๆ ทางมันเป็นภาพรวมที่แฮปปี้ที่สุดในโมเมนต์ในบ้าน”

ฝากรายการ?
“ก็ฝากทุกคนรอติดตามรายการ เพราะต่อไปจะเจอความเข้มข้นแน่นอน เจอเคมีที่ทำให้ทุกคนจิตใจไม่อยู่นิ่งแน่นอน เพราะว่าเราจะไม่หยุดอยู่แค่คู่เดียวหรือเปล่า หรือจะมีบางคนที่หยุดอยู่แค่คนเดียวหรือเปล่า ก็ไม่รู้ อยากให้ทุกคนรอติดตามความเข้มข้นของรายการ และด้วยความที่มันเป็นเรียลลิตี้ แล้วก็ยังจะมีตัวซีรีส์สั้นด้วย ก็อยากให้ทุกคนรอติดตาม ทุกคนก็สามารถติดตามรายการออนแอร์ทุกวันเสาร์ เวลา 16.45 น. ทางช่อง 3 HD แล้วก็มีออนแอร์ทาง “WE TV” อึกทั้งจะมีซีรีส์สั้นออนแอร์ทางช่องทางยูทูป “Kantana Motion Pictures” แล้วก็จะมีออนแอร์ย้อนหลัง เวลา 19:00 น. ทุกวันเสาร์เช่นเดียวกัน พวกเรา 8 สาวก็อยากให้ทุกคนเป็นกำลังใจให้ว่าพวกเราจะเดินทางไปในเส้นทางไหน และไม่ว่าเราจะเลือกใคร ก็อยากให้ทุกคนเป็นกำลังใจและก็เชียร์พวกเราด้วย









