‘ลำเพลิน วงศกร’ สุดเคว้ง เสียคนที่รักในวันที่ฝันกำลังเป็นจริง เผยผู้มีพระคุณที่มาเปลี่ยนชีวิต
ศิลปินหนุ่ม ลำเพลิน วงศกร มาเปิดใจในรายการ เบิ้ล AM ถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมาที่มีทั้งจุดพังและจุดพีค เคยเสียคุณตาในวันที่กำลังจะเซ็นสัญญานักร้อง แต่กลับลุกขึ้นยืนอีกครั้งด้วยคำสัญญาว่าจะเป็นเสาหลักแทนตา พร้อมเผยเส้นทางการเป็นศิลปินในค่ายแกรมมี่โกลด์ รวมถึงเปิดใจถึงบทเพลง “ห่อหมกฮวก” บทเพลงที่เปลี่ยนชีวิตของนักร้องหนุ่มไปตลอดกาล
ปีนี้ พี่ลำเพลิน อายุเท่าไหร่ ?
“31 ครับ”
เข้ามาวงการนักร้องตั้งแต่อายุเท่า ไหร่ ?
“23 ครับ”
ก่อนหน้านี้ไปอยู่ไหน ?
“เพราะว่าหลังจากที่คัดเลือกทหารแล้วไม่ติด ถ้าไม่ได้นับอายุ คือนับในวงการศิลปิน ผมเป็นรุ่นน้อง เบิ้ล รุ่นน้องพี่ก้อง ด้วยซ้ำผมมาทีหลัง ตอนนั้นก็เห็นความสำเร็จเพราะว่าเราเรียนดนตรี ตอนนั้นคิดว่าเราจะไปเป็นอะไร เห็นพี่นั่งดีดกีตาร์เลยตอนนั้น เฟซบุ๊กกำลังรุ่งเรือง รู้สึกว่าน่าสนใจก็เลยเก็บตรงนั้นเอาไว้ก่อน แล้วมาเห็น เบิ้ล ปทุมราช นั่งดีดกีตาร์ในเถียงนา ก็เลยรู้สึกว่าเริ่มมีไฟว่าเรียนดนตรีทำไมถึงไม่งัดศักยภาพตรงนี้ออกมา แต่คิดว่าตัวเองยังไม่รู้เรื่องในการแต่งเพลง แต่จับคอร์ดกีตาร์ได้ 4-5 คอร์ด พอเป็นเพลงได้อยู่”
แล้วมีคนมาชักชวนไหมหรือว่าเราเป็นคนทักหาเอง ตอนที่ไปอยู่ ค่ายสิงห์มิวสิค ?
“บอกว่าอยากได้น้องมาเป็นศิลปินในค่าย เขาเห็นเราในโซเชียล”
จุด ๆ นั้นที่มาอยู่ใน สิงห์มิวสิค คิดว่าตัวเองสำเร็จหรือยังในช่วงที่ทำเพลงแล้วมีคนสนใจและติดตามเรา ?
“ตอนแรกที่เข้ามารู้สึกเคว้งคว้างมากเลย เพราะว่าหาตัวเองยังไม่เจอ เพราะตอนนั้นไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแบบไหนอยากหล่อหรือว่าอยากตลก ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหนกันแน่ จะออกเพลงแบบไหนดีจะสนุกหรือเศร้า ต้องคลำทาง”
แล้วทำไมถึงมาเป็นเพลงห่อหมกฮวกไปฝากป้า ?
“เกิดจากความไม่ได้ตั้งใจหลังจากอยู่กับ พี่สิงห์ ได้ ประมาณ 1-2 เดือน ก็เริ่มเข้ามาเซ็นสัญญากับแกรมมี่โกลด์ เพราะว่าแกรมมี่โกลด์ไปตาม แล้วช่วงนั้นพี่สิงห์มีโปรเจกต์กับแกรมมี่อยู่ และมารู้ทีหลังว่าครูสลาเป็นคนเอาเราเข้าค่าย ตั้งแต่แรกไม่รู้เลยผ่านมาประมาณ 6 – 7 ปี ตั้งแต่อยู่มาจนแกพูดเอง ตอนนั้นกำลังนั่งฟังเขาแถลงข่าวอยู่คืออึ้งไปเลย ตลอดระยะเวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมาเป็นศิลปินแกรมมี่ยังเกิดคำถามเลยถ้าวันหนึ่งได้รู้อยากตอบแทนบุณคุณ เป็นคนที่เปลี่ยนชีวิตให้โอกาสเราถึงขนาดนี้ ซึ่งแกไม่เคยบอกอะไรเราเรื่องนี้เลย วันนั้นอึ้งพูดไม่ออกเลย ครูสลาบอกว่าเห็นศักยภาพว่าผมสามารถเดินทางด้วยตัวเองได้ ก็จะคอยมองดูอยู่ห่างๆ ให้เราได้เติบโตด้วยตัวเอง มันอาจจะเป็นโอกาสที่ไม่เหมือนเพื่อน แต่มันก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่สำคัญมากในชีวิต”

แล้วอะไรที่ทำให้เราคิดว่าถ้ามีโอกาสอยากจะไปบวช ไม่ได้เครียดใช่ไหม ?
“ถ้าถามสิ่งที่ทรยศที่สุดในโลกนี้ก็คือผมให้คำตอบได้ว่าร่างกายเรานี่แหล่ะ เพราะว่าเรา พยายามมากเลยในการบำรุงมัน อยากขาวก็ไปฉีดนั่นนี่ ทาครีม แต่มันก็ฉีดเยอะก็เป็นโรคภัย บอกให้มันไม่เจ็บไม่ป่วย เราสั่งมันไม่ได้ มันทรยศเรามาก แต่ทุกวันนี้เวลาเข้าพรรษาผมได้กินข้าวเวลาเดียวหลังเที่ยงไม่กินอะไรแล้ว การอดข้าวไม่ได้ทำให้เราทุกข์ก็เลยได้ธรรมจากตรงนี้ว่าทำไมพระถึงไม่กินเพราะว่ามันข่มกิเลสได้เร็ว”
เพลงแรกที่ทำให้คนรู้จัก ลำเพลิน วงศกร คือเพลงอะไร ?
“ห่อหมกฮวก ต้องบอกเลยว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่แจ้งเกิดจริงๆ”
รู้สึกยังไงที่แจ้งเกิดเพลงดังหลายคนรู้จักแค่เพลงแต่ไม่รู้จักนักร้อง ?
“ก็เห็นหลายคอมเมนต์อยู่นะ เขาไม่รู้จักเราแต่เขารู้จักเพลง ผมก็เลยเปลี่ยนวิธีว่าเรารับเล่นละครดีกว่า คนจะได้เห็นหน้าเราว่าคนนี้คือลำเพลิน แต่มันก็ได้ผลจริงๆ นะ พอไปเล่นละครคนรู้จักเราจากละคร ว่าเป็นนักร้องที่ร้องเพลงห่อหมกฮวก”

จากวันนี้ที่เราเคยเห็น ก้อง ห้วยไร่ แล้วคิดว่าอยากเป็นศิลปินแล้ววันนี้ได้มาเป็นศิลปินแล้ว ช่วงนั้นคิดว่าชีวิตพลิกเยอะไหม ?
“สุดๆ หน้ามือเป็นหลังมือ แล้วก็บอกตัวเองว่าเราก็สู้มาเยอะเหมือนกันนะ ทุกครั้งเลยเวลาที่ได้ไปยืนอยู่หน้าเวที หรือว่ามีแฟนเพลงมาให้กำลังใจ จริงๆ ผมมีแฟนเพลงประมาณหนึ่งอยู่แต่แฟนคลับอาจจะไม่ได้เยอะ ประสบความสำเร็จแล้วขั้นหนึ่ง อีกขั้นก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงตอนนี้ก็เป็นเหมือนกำไรแล้ว ชีวิตผมเรียกว่าติดลบด้วยซ้ำ เพราะว่าเราไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็กเลย ตอนเด็กอยู่กับคุณตาคุณยาย”
ได้ยินข่าวว่าช่วงหนึ่งที่คุณตาเสียความคิดการดำเนินชีวิตเสียศูนย์ไปเลย ?
“เป็นเรื่องจริงเพราะว่าตอนนั้นเรายังเป็นเด็กมาก ตอนนั้นใกล้จะเซ็นสัญญากับแกรมมี่โกลด์ ยังไม่ได้บอกตากับยายกะว่าจะเซอร์ไพรส์ ก็เลยคิดว่าจะกลับไปบ้านช่วงสงกรานต์ไปเซอร์ไพรส์ซึ่งเป็นวันรวมญาติกัน แต่วันที่ 6 เมษายน ตาเส้นเลือดในสมองแตกก็เลยได้กลับบ้านก่อน กลับบ้านไปแกก็นอนไม่รับรู้อะไรแล้ว แต่ตอนนั้นยังมีความหวังอยู่ หมอบอกว่าคนไข้รับรู้ได้ทางหู ก็เลยไปบอกว่าได้เป็นนักร้องแล้วรีบตื่นขึ้นมา วันที่ 7 เริ่มอาการไม่ดีแล้ว แต่แม่ไม่บอกเราว่าตาสูญเสียในสมองเส้นเลือดแตกกระจายไปหมดแล้ว พอมาถึงวันที่ 8 ก็รู้สึกว่าตาคงไม่รอดแล้ว กลับกลายเป็นว่าเราได้ไปบอกแกว่าผมจะเป็นเสาหลักแทน ไม่ต้องห่วงอะไร เป็นสิ่งที่ไม่ต้องบอกแต่ก็อยากบอก พอบอกแล้วแกก็ไปเลยวันนั้น ได้เห็นคนที่เรารักจากไปตอนนั้นทุกสิ่งทุกอย่างคือเหมือนเคว้งเลย ที่จริงเรื่องแบบนี้แต่ก่อนผมพูดไม่ได้เลย ผมอ่อนไหวมาก แต่ว่าทุกวันนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้ว เข้าใจสัจธรรม ยิ่งเราศึกษาเรื่องนี้ยิ่งมาเจอกับตัวเอง รับประสบการณ์โดยตรงเลย ผมคิดว่าชีวิตเรามีค่ามากเลย จนกระทั่งไปประสบอุบัติเหตุรถชน ก็เลยคิดว่าถ้าวันนั้นผมตายไปทุกอย่างที่เป็นผมจบเลยนะ”


