
คําเม่า เปิดถนน เป็นสมญานามหมอพิณจากร้อยเอ็ด ชื่อจริง พิณเพชร ทิพย์ประเสริฐ ชื่อเดิมจริงๆ แล้ว ชื่อว่า “ทวี” แต่เนื่องจากพ่อมีลูกทั้งหมด 8 คน คำเม่าเป็นคนที่ 7 พ่อก็ไปแจ้งชื่อลูกที่อำเภอว่า “ทวี” ซึ่งพ่อลืมไปว่า ชื่อทวีนั้น ได้ตั้งชื่อให้ลูกคนโตไปแล้ว ทำให้ลูกมีชื่อว่าทวีซ้ำกัน 2 คน เมื่อคำเม่าได้รับเชิญไปสอนวิชาพิณอีสานที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี พ.ศ.2551 ก็ถือโอกาสเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น พิณเพชร ทิพย์ประเสริฐ ซึ่งวงการดนตรีพื้นบ้านลูกทุ่งอีสานเรียกกันว่า “คำเม่า” อาจจะเขียนว่า “คำเม้า” แต่ก็ออกเสียงเป็น “คำเม่า” ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะกับการเป็นหมอพิณอีสานโดยแท้
คำเม่าเกิดที่ร้อยเอ็ดเมื่อปี พ.ศ.2510 ปัจจุบันอายุ 50 ปี เป็นหมอพิณที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งในเวลานี้ ได้ร่วมแสดงกับวงพาราไดซ์บางกอกหมอลำอินเตอร์เนชั่นแนล (The Paradise Bangkok Molam International Band) ซึ่งวงดนตรีวงนี้ส่วนใหญ่เป็นการเดินทางไปแสดงในงานเทศกาลดนตรีในยุโรป หลายประเทศ หลายเวที ทำมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนของยุโรป (พฤษภาคม-สิงหาคม) มีผลงานออกมาเป็นแผ่นซีดี 2 ชุดแล้ว โดยมีคำเม่าเป็นพระเอก เฉพาะในเทศกาลกลาสตันบิวรี (Glastonbury) ประเทศอังกฤษ คำเม่าให้ความเห็นว่า “มีเทศกาลใหญ่ๆ ที่ยุโรปมากกว่านี้ก็เล่นมาแล้ว แต่คนไทยไม่รู้จัก”
วงพาราไดซ์บางกอกหมอลำอินเตอร์เนชั่นแนล ไม่เป็นที่รู้จักในประเทศไทยนัก เป็นวงดนตรีที่ผสมผสานเครื่องดนตรีพิณแคนอีสานและฉิ่งนำ ใช้เครื่องดนตรีฝรั่งผสมมีกีตาร์เบสและกลอง ส่วนจังหวะนั้นเป็นจังหวะฝรั่งผสมอีสาน ซึ่งกลายเป็นดนตรีแนวใหม่สำหรับชาวไทยที่อาศัยอยู่ในยุโรป หรือชาวยุโรปผู้หลงรักวัฒนธรรมไทย ผู้หลงรักเสียงใหม่ๆ ซึ่งจะพบว่ามีเสียงแปลกๆ อยู่ในร้านอาหารนานาชาติในตลาดยุโรป
เมื่อจบสงครามเวียดนาม (พ.ศ.2498-2518) หาดพัทยาที่เคยเป็นที่พักตากอากาศของทหารอเมริกันและฝ่ายพันธมิตร ได้เปลี่ยนโฉมเป็นแหล่งท่องเที่ยวของโลก ชาวยุโรปต่างก็มาเที่ยวเมืองพัทยา สาวชาวบ้านไทยจำนวนมากได้แต่งงานกับชาวต่างชาติ สังคมไทยได้เปิดชายหาดให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยว จนชายหาดไทยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เชื้อเชิญคนทั้งโลกมาเที่ยวจำนวนมาก มีโรงแรมห้าดาวเกิดขึ้นมากมาย ขยายออกไปถึงหาดในภูเก็ต พังงา กระบี่ หมู่เกาะต่างๆ เกาะสมุย พะงัน ลันตา เป็นต้น
โครงการอเมซิ่งไทยแลนด์ (Amazing Thailand) ทำให้ไทยเป็นที่รู้จักทั้งทางบวกและทางลบ ไทยขึ้นชื่อลือเลื่องในนามเมืองหลวง “เซ็กซ์โลก” (สังวาสบุรี) จากสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ปัจจุบันมีผู้หญิงทำมาหากินเฉพาะที่พัทยา 27,000 คน ซึ่งเป็นข้อมูลที่นายกรัฐมนตรีของไทยก็ฉุน

สาวบ้านนอกจากพื้นที่อีสานแต่งงานกับฝรั่ง มีครอบครัวในวัฒนธรรมใหม่ ย้ายถิ่นฐานไปอาศัยในยุโรปจำนวนมาก การย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในยุโรปโดยการติดตามสามี ต้องกินขนมปังนมเนย ไม่ได้กินข้าวเหนียว ไม่ได้กินปลาร้าส้มตำ เมื่อเวลาผ่านไป เธอได้สร้างเนื้อสร้างตัว สร้างครอบครัว มีฐานะ เมื่อมีเงินมีลูก ความจริงลึกๆ ก็ยังรักวัฒนธรรมดั้งเดิม (อีสาน) อยู่ โดยเฉพาะอาหารการกิน วิถีชีวิต ดนตรีและศิลปะ ยังโหยหาอดีต โหยหาความเป็นอีสาน ก็ได้พยายามร่วมมือช่วยกันสร้างวัด สร้างกิจกรรมทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเทศกาลงานบุญต่างๆ อย่างน้อยก็เพื่อรำลึกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยตกระกำลำบาก มาวันนี้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็อยากจะรักษาอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้ให้ลูกหลาน ที่สำคัญที่สุดก็คือเพื่อความสุขส่วนตัว ในเมื่อมีฐานะและมีกำลังเพียงพอที่จะหวงแหนวัฒนธรรมได้
ลูกครึ่งผสมไทยยุโรป เป็นชุมชนใหม่ที่เกิดขึ้น ส้มตำ ข้าวเหนียว และเสียงพิณเสียงแคน เป็นสิ่งที่ทุกคนโหยหาและคิดถึงเป็นที่สุด รุ่นลูกและเพื่อนๆ ของลูก ก็อยากรู้ อยากเรียนรู้ และอยากแสวงหาเพิ่มเติม เด็กรุ่นใหม่ลูกผสมได้รับการศึกษาดี เรียนรู้ภาษายุโรป เรียนรู้เทคโนโลยี และเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ใจเปิดกว้าง อยากรู้วัฒนธรรมแม่ก็ต้องดิ้นรนแสวงหา ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของวงพาราไดซ์บางกอกหมอลำอินเตอร์เนชั่นแนล ดังนั้น เทศกาลดนตรีในยุโรปจึงมีดนตรีเลือดแม่แสดงอยู่บ่อยๆ เป็นเสียงใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

คำเม่าเป็นคนบ้านนอก เรียนจบแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พ่อเป็นช่างอาชีพรับจ้างสร้างวัด (โบสถ์) เป็นมือพิณรักษาโรค (ดนตรีบำบัด) จึงเป็นที่รู้จักและเรียกกันว่า “หมอพิณ” ซึ่งหมายถึงผู้เชี่ยวชาญ โดยทำพิณไว้เล่นเองเพื่อรักษาคนไข้และเพื่อความสุขส่วนตัว คำเม่าก็เรียนรู้จากพ่อโดยการเลียนแบบ คำเม่ามีอาชีพรับจ้างก่อสร้างและทำพิณ ฝึกเล่นพิณเมื่อมีเวลาว่าง เมื่อหากินในเมืองร้อยเอ็ดไม่ได้ ก็ย้ายไปรับจ้างทำงานก่อสร้างในกรุงเทพฯ โดยได้สะพายพิณคู่ชีพไปด้วย เล่นพิณเพื่อชำระจิตใจตัวเอง ว่างจากก่อสร้างก็จะดีดพิณเพื่อให้ใครฟังก็ได้ เพราะเชื่อว่าเสียงพิณนอกจากจะให้ความสุขส่วนตัวแล้ว ยังได้เผื่อแผ่ความสุขให้คนอื่นตามความสมัครใจ
เมื่อนายจ้างติดใจเสียงพิณ ก็ได้ให้เงินคำเม่าจำนวนหนึ่งไปทำพิณขาย ในที่สุดคำเม่าก็ยึดอาชีพดีดพิณทำพิณขาย แทนการทำงานก่อสร้าง คำเม่าได้บันทึกเสียงบันทึกรายการต่างๆ มากมาย แต่ก็ยังบ่นน้อยใจว่า ทำไมในเมื่อเล่นพิณเก่ง มีเสียงปรบมือ มีคนชื่นชมชื่นชอบจำนวนมาก แต่ก็ไม่รวยสักที ต่างไปจากนักร้องที่เมื่อมีชื่อเสียงก็จะร้องเพลงได้เงินเยอะกว่านักดนตรี นักดนตรีเล่นดี เล่นอยู่หลังนักร้อง แต่ก็ได้เงินน้อย ทั้งๆ ที่นักร้องก็ต้องอาศัยนักดนตรี
คำเม่าเล่าด้วยความภูมิใจว่า เมื่ออายุได้ 19 ปี (พ.ศ.2529) เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานก่อสร้างทำ สะพายพิณไปหางานด้วย ไม่มีเงิน เมื่อลงจากรถไฟ ตำรวจขอตรวจค้น เข้าใจเอาว่าพิณเป็นปืน ก็ตัดสินใจดีดพิณให้ตำรวจฟัง แทนที่จะถูกจับ ก็กลับได้เงินจากตำรวจ 50 บาท ขณะนั้นไม่มีเงินจะกินอะไร ก็ไปดีดพิณในร้านอาหาร ได้เงินมา 100-200 บาท ซึ่งในขณะที่งานก่อสร้างได้เงินวันละ 30 บาท
ชีวิตขมของหมอพิณคำเม่า แต่งงานมีลูก 2 คน เปิดร้านอาหาร “ครัวแม่บังอรไม่ค่อยได้นอน” ให้ “บังอร” ภรรยา ทำส้มตำขายแถวๆ เมืองทองธานี ตั้งใจว่าจะเล่นพิณเรียกแขกเข้าร้าน แต่เสียงพิณกลับสร้างความรำคาญหนวกหูให้ชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านต้องการความเงียบและไม่ต้องการจะฟังเสียงพิณ ในที่สุดร้านส้มตำครัวแม่บังอรก็หมดอนาคต หมอพิณก็ได้แต่รำพึงรำพันถึงความยากลำบากของตน
คำเม่าตั้งใจที่จะทำพิณถวายพระอินทร์ เพื่อเรียกร้องให้พระอินทร์เห็นใจในชีวิตขมของตัว ประชดต่อว่าพระอินทร์ว่า ตนนั้นสอนคนทำพิณมาก็เยอะ ขายพิณไม่ได้ แต่ลูกศิษย์กลับขายพิณได้ดีกว่า เล่นพิณให้นักร้อง นักร้องก็รวย เล่นพิณให้วงดนตรีที่มีชื่อเสียง คนอื่นๆ ก็รวยกันหมด เหลือแต่คำเม่าที่ยังลำบากอยู่ ทำอะไรก็ล้มเหลวไปหมด โรคภัยก็รุมเร้า รู้สึกรันทดในชีวิตว่าทำไมตนเองเล่นพิณเสียงดีแต่ไม่มีเงินเสียที
คำเม่าได้ออกแผ่นเสียงเพลงพิณชุดแรก ชื่อชุด พิณร้องเพลง โดยเชื่อว่าเสียงพิณสามารถร้องเพลงแทนนักร้องได้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจแต่อย่างใด คำเม่าได้มีโอกาสเล่นพิณให้นักร้องดังหลายคน อาทิ บานเย็น รากแก่น ไมค์ ภิรมย์พร อังคนางค์ คุณไชย เป็นต้น คำเม่าได้รู้จักและเรียนพิณกับหมอพิณทองใส ทับถนน จึงได้เปลี่ยนชื่อตัวเองเสียใหม่เป็น “คำเม่า เปิดถนน” เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองทันสมัย
ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ คำเม่า เปิดถนน ได้ออกตระเวนเล่นพิณร่วมกับวงดนตรีต่างๆ ที่จ้างไปเล่น ไปเพราะต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัว ไม่มีอาชีพอื่นนอกจากเป็นหมอพิณ ได้เงินบ้าง โดนเบี้ยวบ้าง ไม่มีใครที่จะช่วยจัดการให้ อ่านหนังสือก็ไม่ค่อยจะออก ตกลงกันด้วยปาก รับปากแล้วก็ถือว่าเป็นสัญญา เนื่องจากเป็นคนเชื่อถือบาปบุญคุณโทษ เป็นคนซื่อเชื่อถือพระอินทร์ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ขอโอกาสใหม่ บุญนั้นมีแต่มักจะมีกรรมมาบัง
ดนตรีพื้นบ้าน นักดนตรีชาวบ้าน วิถีชีวิตชาวบ้าน จะอยู่อย่างไรต่อไป เนื่องจากการปรับตัวไม่ทัน การถูกเอาเปรียบเพราะความรู้น้อยกว่า ซื่อกว่า ขณะเดียวกันก็ไม่มีงานรองรับ วัฒนธรรมเดิมอย่างส้มตำข้าวเหนียว หมอลำหมอแคน ยังสามารถปรับตัวเข้ากับโลกสมัยใหม่ได้ หากได้มีการจัดการที่ดี จัดการอย่างสร้างสรรค์ สิ่งที่คำเม่า เปิดถนน ได้ประกาศความสามารถสู่สาธารณะ ถือว่าเป็นสิ่งที่วิเศษสุด จิตวิญญาณชาวบ้านนั้น มีความสด ดิบ และจริงใจ มีสามัญสำนึกซึ่งเป็นเครื่องห่อหุ้มความเป็นชาวบ้านให้ดูแล้วงดงาม
เสียงพิณเสียงแคน ดนตรีพื้นบ้านยังมีลมหายใจอยู่ นักดนตรีชาวบ้านยังมีฝีมืออยู่ ทำอย่างไรที่จะพัฒนาให้มีเวทีที่จริงใจมากขึ้น “นำเอาน้ำพริกของชาวบ้านมาใส่ในจานหยก แล้วนั่งกินที่โรงแรมโอเรียนเต็ล”

