หน้าแรก บันเทิง ซี-เอมี่ เปิด...

ซี-เอมี่ เปิดเหตุที่ไปทำศัลยกรรม รับเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต เผยสิ่งที่กลัวที่สุด  

23.11.25 | 11:30 น.

ซี – เอมี่ เปิดเหตุที่ไปทำศัลยกรรม รับเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต เผยสิ่งที่กลัวที่สุด  

หลังจาก ซี ศิวัฒน์ และ เอมี่ กลิ่นประทุม ตัดสินใจบินลัดฟ้าไปทำศัลยกรรมครั้งแรกในชีวิตที่ประเทศเกาหลี ล่าสุดทั้งคู่ก็ได้ควงกันมาเปิดใจถึงการทำศัลยกรรมครั้งแรก ผ่านช่องยูทูป Bangpoon Campus โดยใช้ชื่อคลิปว่า Now You C-Amy EP.256 รีวิวศัลยกรรมครบ 1 เดือน เล่าทุกความรู้สึก!! โดยทั้งคู่ได้เผยว่า

ซี: “มันจะมีคำถามเข้ามาเยอะว่า เพราะอะไรเราถึงตัดสินใจไปทำศัลยกรรม จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะทำเลยไม่ว่าจะเป็นที่ไหนแต่ตอนที่ไปหาหมอ เพราะว่ามันอักเสบ มันเจ็บจนรู้สึกแปลก ต้องกินยาแก้อักเสบทุกเดือน ตั้งแต่ประมาณ 5-6 ปีแล้ว คือด้วยความที่เรามืออยู่ไม่นิ่งชอบแกะชอบเกาพอมันอักเสบปุ๊บปลายจมูกมันชัดมาก แม้ว่าเรากินยาแล้วหายแต่พอภูมิเราตกมันจะปวดอีก มันก็เลยรู้สึกไม่สบายใจเพราะว่าสมมุติใน 1 เดือนมันไม่ควรกินยาแก้อักเสบเกิน 2 ครั้งมันไม่น่าเป็นแบบนั้นได้ แล้วมันมีอาการแดงๆ ด้วยก็เลยไปปรึกษาคุณหมอนัดคุณหมอที่ไทยว่าจะไป ค่าผ่าตัดก็คุยเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายพอหายเจ็บก็หนีหมอไม่ไปผ่าตัดตามนัด ก็หนีมาตลอด ต้องกราบขออภัยหมอด้วย  เพราะผมไม่อยากทำแล้วก็หนีมาตลอด นานๆ ทีก็จะมีอาการปวดๆ เจ็บๆ เราก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจแล้วแหละ ที่สำคัญคือคนรอบข้าง ช่างแต่งหน้า หมอที่ดูแลหน้า เขาก็พูดหมดเลยว่าจมูกมันพร้อมที่จะทะลุแล้วบางทีก็ระวังหน่อย หรืออย่างพี่มี่ก็จะคอยพูดตลอดเวลาที่ซับหน้าให้ เขาก็จะพูดทุกครั้งว่าไปหาหมอหน่อยไหมเขาเป็นคนเชียร์อัพผมตลอดเลยที่จะให้ผมไปดูแลจมูก เพราะกลัวว่ามันจะทะลุ แล้วสุดท้ายบังเอิญเป็นความโชคดีหรือคงเป็นจังหวะชีวิตที่เราจะไปถ่ายที่เกาหลีแล้วก็ได้มีโอกาสไปคุยในเทปที่ทุกคนเห็น แล้วที่ผ่านมามันได้แค่เห็นคุณหมอพูดกับเรา แต่ครั้งนี้มันแตกต่างจากทุกครั้ง เพราะเราเห็นหน้าและกะโหลกตัวเองแล้วเห็นซิลิโคนที่มันทิ่มกับจมูกเราจนไม่เหลือพื้นที่อะไรแล้ว เพราะฉะนั้นกลับมาก็คือตัดสินใจว่าต้องทำแล้ว”

เอมี่: “แล้วเขาบอกว่าถ้าจะให้ทางที่ดีควรจะไปพักฟื้นที่นั่นมันจะมีตู้อบ มันจะได้หายบวมอัดไหมนอกไหมในก็คือทั้งหมด 17 วัน ก็เลยคิดว่าให้ไปอยู่ 17 วันแล้วจะทำอะไรดีมีอะไรให้ทำบ้าง ตอนแรกก็คิดแค่ว่าหรือเราจะยิงเลเซอร์ที่มันชุดใหญ่ที่มีฝ้าที่มันจะต้องมีตกสะเก็ดและเราได้มีการพักฟื้นในสิ่งที่เราไม่ค่อยได้ทำ แต่ไปๆ มาๆ หรือจะดึงตรงนี้ เพราะว่าเราเป็นคนมีเหนียงเราเป็นคนหน้าเล็ก แต่หน้ามันห้อย เราจะมีแก้มและมีเหนียงมาตลอด เราก็อยากจะทำอะไรก็ได้เหมือนเย็บเหนียงขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นดึงหน้า เพราะไม่เคยทำใจว่าจะดึงหน้า”

Advertisement

ซี: “คือพี่มี่ไม่เคยทำศัลยกรรมมาก่อนตั้งแต่เข้าวงการจนกระทั่งล่าสุด คือบางคนเคยมีครั้งตอนที่เราไลฟ์ขายของแรกๆ คนจะมาถามว่าพี่มี่ไปทำจมูกที่ไหน ซึ่งพี่มี่ไม่เคยทำจมูกมาก่อนนะ เป็นหน้านางอย่างนี้มาโดยตลอดอยู่แล้วอย่างมากก็ทำพวกหัตถการต่างๆ”

เอมี่: “เราก็เหมือนไปปรึกษาเขาก่อน เขาบอกว่าถ้าสมมุติว่าจะแก้ปัญหาพวกนี้ทำอะไรได้บ้าง ที่ผ่านมาก็รู้ปัญหาของตัวเอง เพราะว่าเคยปรึกษาตั้งแต่เข้าวงการแล้วอยากทำให้เหนียงหาย เราฉีดสลายไขมันเอย ทำทุกอย่างที่มันทำได้โดยที่ไม่ใช่การดึงหน้า อย่างหมอคลินิกก็เคยบอกว่าให้เติมคางคางจะได้ยื่นออกมาจะได้มีพื้นที่ ฉันก็ไม่อยากทำอะไรอย่างนี้ก็เลยไม่ทำอะไรเลย ไม่อยากทำอะไรที่มันเป็นศัลยกรรม”

“การตัดสินใจศัลยกรรมครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ มันเป็นศัลยกรรมเลย ตอนที่ปรึกษาก็เหมือนปรึกษาไปอย่างนั้นก่อนว่ามันเป็นยังไง เพราะเราเห็นว่าคนที่เคยไปทำที่เขามีสำลี หน้าบวม คือเราไม่อยากเป็นแบบนั้นเลย ไม่เคยมองตัวเองว่าจะทำก็เลยคิดว่ามันมีร้อยไหมก็พอไหม แต่พอเขาบอกว่าดึงเลยไหมก็เลยเข้ามาอยู่ในหัวว่าหรือว่าเราจะดึงเลย ก็เป็นความคิดที่เข้ามาก็กลับมาเมืองไทยก็ดูงานของหมอว่าถ้าดึงจะเป็นยังไง พอเรารู้สึกว่าเราอายุมากพอหรือยังที่จะไปทำ ก็รู้สึกว่าควรจะมากกว่านี้หน่อยไหม เร็วไปไหมถ้าทำ เดี๋ยวหน้าจะเปลี่ยนไปไหม แต่สิ่งที่กลัวก็คืนกลัวหน้าไม่เหมือนเดิม กลัวหน้าแปลก เพราะเราไม่ได้อยากหน้าเปลี่ยน คือเหตุผลที่ไม่เคยทำศัลยกรรม เพราะไม่รู้ว่าจะบอกหมอให้ทำอะไร อย่างพี่ๆ ในวงการเขาจะรู้ว่าเขาอยากทำอะไรแต่ฉันไม่เคยรู้เลยว่าฉันต้องทำยังไงถึงจะสวยขึ้น”

“พอไปดึงหน้าดึงเหนียงทำเอนโดไทน์มันก็เป็นออฟชั่นที่พอจะได้อยู่ พอไปกินแอลกอฮอล์มันก็เหี่ยวเหมือนเดิมก็เลยรู้สึกว่ามันเอาไม่อยู่ จะมาโบท็อกก็เอาไม่อยู่ แล้วอายุขนาดนี้ โบท็อกซ์ก็จะหน้าประหลาด แล้วเติมฟิลเลอร์ก็ไม่อยากก็เลยไปดึงหน้า ระหว่างนี้ก็ปรึกษาแล้วก็คุยกันนู่นนี่นั่นจนกระทั่งจะบินไปอยู่แล้วยังแอบคิดในใจว่าไม่เป็นไรไม่ต้องกดดันตัวเอง เดี๋ยวไปถึงตรงนู้นถ้าไม่ทำก็บอกว่าไม่ทำ แล้วก่อนที่จะเดินทางไปฉันก็โทรหาคนนั้นเคยทำคนนี้เคยทำ เขาก็จะให้ฉันทำหมด จะมีประมาณ 2-3 คนที่บอกว่าอย่าเพิ่งทำยังไม่ถึงเวลา”

ซี : “ผมไม่ได้ปรึกษาใครเลย เพราะว่าใจผมไม่อยากทำอยู่แล้ว เพราะผมไม่อยากหน้าเปลี่ยน ผมรู้สึกเหมือนที่พี่มี่บอกเลยว่าสมมุติจะไปทำจะไปบอกหมอว่าอะไร อยากหล่อขึ้น เราไม่ได้อยากหล่อขึ้นแล้วก็ไม่ได้อยากหน้าเปลี่ยนไปกว่านี้ เพราะชอบจมูก ชอบหน้านี้แล้ว มันบังเอิญก็มีน้องที่รู้จักคนที่จะให้กำลังใจ ไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีเหรอไม่ดีนะทุกคน ไปแล้วแก้หมดเลย เอาล่ะเราก็กลัวอยู่ เราก็บอกว่าอย่าพูดดิกลัว ไม่หนูเป็นห่วง ต้องไปใช่ไหม นัดไว้แล้วใช่ไหม แคนเซิลไม่ได้เหรอ คือมันขนาดนั้นเลยเหรอ เข้าใจไหมว่าเราก็รู้สึกว่าไอ้นี่มันก็คงเป็นห่วงเราจริงๆ แหละ แล้วสุดท้ายเขาบอกเอางี้เดี๋ยวหนูส่งคอนแท็คให้แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาแก้ (หัวเราะ)”

หลังผ่าตัดเป็นยังไงบ้าง?

เอมี่: “คือวันที่ 1 วันที่ 2 มันจะเบลอๆ เพราะว่ามันมึนยาสลบมาก แล้วมันเป็นความทรมานที่เมายาสลบ อาเจียนเอย แล้วมันก็ระบมๆ ก็รู้สึกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ฉันต้องโชคดีแน่ๆ เลยฉันไม่ได้ปวดอะไรมากแค่มึนแล้วก็แพ้ยาสลบ ของมี่ที่เป็นปัญหาคือตอนฟื้นขึ้นมาแพ้ยาสลบ อาเจียนตลอดเวลา ยืนไม่ได้ยืนปุ๊บจะอ้วกตลอดเวลาทรมานมาก คนอื่นอยู่ห้องพักฟื้นประมาณ 1-2 ชั่วโมงแต่มี่อยู่ 3 ชั่วโมง ออกมาแล้วก็ยังยืนไม่ได้จนขอนอนโรงพยาบาลได้ไหม ไม่อยากที่จะเอาตัวเองเดินไปที่รถ ไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวเองอะไรทั้งสิ้น อยากหลับตาตลอดเวลา ตอนนั้นยังไม่ได้เจ็บอะไรแต่มันคลื่นไส้ตลอดเวลาตาก็ยังพร่าๆ ยังมองไม่ชัด จนเขาบอกว่าโรงพยาบาลที่เกาหลีมันจะไม่มีเตียงสำหรับคนเฝ้า ไม่มีพยาบาลเลยต้องอยู่เองก็ เลยฝืนตัวเองกลับไปที่โรงแรม พอวันที่ 3 ปุ๊บหน้าเริ่มบวมขึ้น แล้ววันที่ 4 บวมกว่าเดิมอีก เริ่มใจไม่ดีแล้วว่ามันยิ่งอยู่ไปมันต้องดีขึ้นสิ ทำไมยิ่งอยู่ไปมันยิ่งบวมขึ้นแล้วก็ร้องไห้ตอนตี4 ว่าทำไมหน้าเป็นแบบนี้ แล้วก็เริ่มคิดว่ามันไม่ดีแน่เลย แล้วก็คิดว่าทำทำไมหน้าเก่าก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นจะทำทำไม หาเรื่องใส่ตัว แล้วก็กินข้าวไม่ได้ นอนไม่ได้ ประจำเดือนมาอีก ปวดท้องปวดหัว วันที่ 5 ปวดหัวจนอยากตบหัวตัวเองเหมือนไมเกรนมากๆ วันที่ 6 เริ่มดีขึ้นนิดนึง แล้ววันที่ 7 ก็เริ่มลุกขึ้นมาแต่งหน้าตัวเอง”

ซี: “ส่วนของผม 2 วันแรกเป็นความทุกข์ทรมานแบบแสนสาหัสเลย แต่อันนี้พูดเวอร์นะ จริงๆ ทุกคนทำได้และผมว่ามันอยู่ที่ความอดทน แต่ของเราเราไม่ได้เตรียมใจไป พอมันมีอะไรยัดอยู่ในรูจมูกแล้วมันหายใจไม่ได้ มันทรมาน แล้วผมบังเอิญอาจจะเป็นช่วงนั้นพอดี อย่าลืมว่าตอนช่วงวางยาสลบคุณหมอต้องยัดท่อช่วยหายใจให้เรา ที่นี้มันก็จะเจ็บคออยู่แล้วด้วยแล้วบังเอิญความที่ผมไม่ได้นอนเลยแล้วเจ็บแผล ก็ไม่ได้กินยาแก้ปวดก็ทนก็ไม่ได้นอนอีก พอมันไม่ได้นอนปุ๊บเราก็คงติดเชื้อไวรัสลงคอเข้าไปอีกมันก็เจ็บคอหนัก ที่นี้ก็ไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลย คือพูดง่ายๆ ว่าของชาวบ้านชาวช่องถ้าเตรียมตัวดีๆ คุณหลับได้คุณกินยาแก้ปวดไม่ต้องไปทน ตอนแรกผมไม่รู้ผมเลยทน ถ้าใครมีอะไรที่ทำให้คุณหลับได้คุณหลับเลยแล้วแผลมันจะหายเร็วมาก เพราะฉะนั้นผมที่หนักมากที่สุดคือช่วง 5 วัน คือด้วยความที่ผ่าตัดแบบเปิดจมูกขึ้น ซึ่งผมไม่ได้มีความรู้ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนเลย คือเชื่อมั่นในตัวเมียและทุกคนมากว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ แล้วสรุปออกจากห้องผ่าตัดเจ็บมาก ขอพูดตรงนี้เลยนะว่ากินยาแก้ปวดเลยไม่ต้องไปทน ทนทำไม ทีนี้กว่าจะรู้ตัวกว่าจะซื้อยาแก้ปวดได้ก็วันที่ 3 ก็ทรมานหน่อย จนกระทั่งวันที่ 7 ที่มารู้สึกว่าโอเคจริงๆ เพราะด้วยความที่มันมีซิลิโคนอยู่ข้างในซิลิโคนแผ่นบางที่บล็อกเอาไว้ให้จมูกมันอยู่ทรง ตราบใดที่มันยังอยู่ในรูจมูกเราคิดดูว่าก็หายใจไม่ออก มันก็จะทรมานจริงๆ แล้วในขบวนการทั้งหมดนี้ผมจะรู้สึกตื่นเต้นกว่าชาวบ้านเขามากๆ”

เอมี่: “เพราะว่าพาร์ตนั้นจริงๆ เราไม่ได้กลัวเรื่องการทำจมูก ของเราซี่โครงจะรับบริจาคมาแต่โมเมนต์ที่หมอบอกว่าซีต้องใช้ซี่โครงตัวเองนะสีหน้าเปลี่ยนเลยว่าจะไม่เอาแล้ว ทำไมถึงกลัวมากกว่าการทำจมูก”

ซี: “รู้สึกว่ามันไม่ได้กลัวหรอก ความทั้งหมดไม่ใช่ความกลัว แต่แค่รู้สึกว่ามันไม่จำเป็นเลยที่จะต้องมานั่งเจ็บ มันก็เลยไม่มีเหตุผลมากพอที่จะให้ไปนอนในห้องผ่าตัด คือมันไม่ใช่ความกลัวแต่มันไม่เมคเซ้นส์กับชีวิตผม ผมยังหาเหตุผลไม่เจอว่าทำไมเราต้องให้ใครเอามีดมาผ่าซี่โครงเราไป แต่พอเขาบอกเหตุผลก็เข้าใจว่าด้วยความที่เนื้อจมูกมันไม่มี คุณหมอให้เหตุผลว่าเอาจมูกบริจาคมา กระดูกบริจาคมันไม่ได้เป็นจมูกที่สดใหม่มีชีวิตแข็งแรง เพราะว่ากระดูกมันเป็นสิ่งมีชีวิต คือมันถูกหล่อเลี้ยงโดยเส้นประสาทและเส้นเลือด ถ้าสมมุติว่าเอากระดูกมาทิ้งไว้ข้างนอกมันก็จะเป็นกระดูกที่ตายแล้วมันจะเปราะ เราก็เลยโอเค”